เราสามารถฝึกฝนจนกลายเป็นยอดฝีมือด้านการพูดได้หรือไม่

แม้ผมจะพูดไปก่อนหน้านี้ว่าการสื่อสารหรือการพูดเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าโลกนี้มีคนบางคนที่มีพรสวรรค์ด้านการพูดติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่จริงๆหลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองจะสามารถเก่งเท่าคนเหล่านั้นได้หรือเปล่า หรือต่อให้พยายามแค่ไหนก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ถ้าให้คำตอบด้วยความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าถ้าทุ่มเทฝึกฝนอย่างจริงจังคนที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสารจะเป็นผู้พูดที่ดียิ่งกว่าคนที่เก่งมาตั้งแต่เกิดเสียอีก

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนที่มีพรสวรรค์ด้านการพูดไม่เข้าใจจิตใจของคนที่พูดไม่เก่งผมไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นนะครับเพียงแต่พวกเขาไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับการพูดไม่เคยต้องกลุ้มใจหรือกลัวที่จะพูด พวกเขาจึงไม่รู้ว่าคนพูดไม่เก่งซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากรู้สึกอย่างไรและยังไม่มีแรงกระตุ้นให้พัฒนาการพูดหรือการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น ผิดกับคนที่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาแล้วพยายามเต็มที่ที่จะปรับปรุงตัว ผมเชื่อว่าคนที่ไม่กล้าพูดที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารนี่แหละที่จะเป็นยอดฝีมือด้านการพูดได้ ดูอย่างผมก็ได้ครับผมเป็นคนพูดไม่เก่งแถมยังรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาเจอคนแปลกหน้าแต่ผมกลับสามารถทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุได้เพราะตั้งใจฝึกฝนปรับปรุงตัว เรียกได้ว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารนี่แหละที่เป็นประตูสู่โอกาสให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้

ปัญหาของความมั่นใจ

ผมเชื่อว่าคนพูดไม่เก่งแทบทุกคนรู้ดีว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารไม่ได้หมายถึงแค่มีปัญหาเวลาที่พูดแต่ยังรวมถึงปัญหาด้านบุคลิกหรืออารมณ์ความรู้สึกด้วย ผมลองเอาคำนี้ไปค้นหาความหมายในพจนานุกรมออนไลน์นิโกะ ไดเฮียกกะ ปรากฏว่าอ่านแล้วโดนใจมากผมจะอ่านให้ฟังนะครับ

“ความบกพร่องด้านการสื่อสารเป็นโรคที่คนญี่ปุ่นเป็นกันมากหมายถึงคนที่ไม่ถนัดหรือทรมานกับการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับคนอื่นคนที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนหรือคนรู้จักได้อย่างสนุกสนาน”

นอกจากความหมายแล้วยังมีตัวอย่างให้ด้วยนะครับเช่น คนที่เข้ากับคนแปลกหน้าได้ยากพูดจาตะกุกตะกักไม่ลื่นไหลและรู้สึกเป็นปมด้อยเรื่องการพูดทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในการพูดและไม่ค่อยพูด ไม่มีปัญหากับการอ่านแต่ถ้าเป็นการพูดคุยจะรู้สึกตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าควรพูดอะไรล่ะชอบคิดมากเกินเหตุกังวลไปล่วงหน้าว่าคำพูดของตัวเองอาจทำให้บรรยากาศในวงสนทนาแย่ลงรวมถึงกลัวคนอื่นเกลียดจนไม่กล้าพูดออกไป

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ตรงกับความเป็นจริงมากแต่วิธีแก้ปัญหาที่ให้มาทำเอาผมถึงกับหัวเราะเลยทีเดียวเพราะเขาบอกว่าให้มีความมั่นใจครับ

จริงอยู่ว่าถ้ามีความมั่นใจเราจะไม่รู้สึกประหม่าและไม่กลัวที่จะพูดอีกต่อไปแต่ปัญหาก็คือความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่นึกอยากมีก็มีกันได้ง่ายง่ายเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นญี่ปุ่นคงไม่เต็มไปด้วยคนพูดไม่เก่งอย่างทุกวันนี้

“ถ้าความมั่นใจเป็นของที่มีกันได้ง่ายง่ายก็คงสบายไปแล้วล่ะ”

“ปัญหาอยู่ที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความมั่นใจขึ้นมาต่างหาก”

ใช่เลยครับ!! สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การมีความมั่นใจซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้สร้างกันขึ้นมาได้ง่ายง่ายแต่เป็นการเรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคที่ช่วยให้พูดได้ดีขึ้นเมื่อทำได้แล้วความมั่นใจก็จะเกิดขึ้นตามมาเอง

“ความบกพร่องด้านการสื่อสาร” คืออะไร

มาเข้าเรื่องความบกพร่องด้านการสื่อสารกันดีกว่าครับ

ทุกวันนี้เรามักได้ยินคนพูดถึงความบกพร่องหรือปัญหาด้านการสื่อสารกันเป็นประจำเช่น สื่อสารไม่เป็นจนทำให้เข้าใจผิด หรือไม่รู้จะสื่อสารกับหัวหน้ายังไง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารแต่ในขณะเดียวกันมันก็แสดงให้เห็นด้วยว่าสังคมของเรากำลังมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการสื่อสารอยู่

มาเริ่มจากการพิจารณาที่ตัวคำศัพท์กันครับ คำว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารนั้นแท้จริงแล้วเป็นศัพท์ทางการแพทย์ซึ่งหมายถึงคนที่มีปัญหาด้านการพูดและการสื่อสารอันเนื่องมาจากความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงหรือมีความผิดปกติด้านการรับรู้แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นำคำนี้มาใช้แบบเหมารวมว่าใครก็ตามที่พูดไม่เก่งหรือไม่กล้าพูดเป็นคนที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสาร ซึ่งจริงๆแล้วถือว่าเป็นการเสียมารยาทครับกับคนที่มีปัญหานี้ตามความหมายทางการแพทย์และชี้ให้เห็นถึงทัศนคติที่ผิดเกี่ยวกับการสื่อสารด้วย เนื่องจากคำว่าความบกพร่องเป็นคำที่ใช้กับเรื่องที่เป็นทักษะที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือสิ่งที่ทำได้ตามธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น  เราจะไม่พูดถึงคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นว่ามีความบกพร่องด้านการว่ายน้ำหรือเวลาเจอคนที่ทำอาหารไม่เป็นเราก็จะไม่พูดว่าเขามีความบกพร่องด้านการทำอาหารจริงไหมครับ ทั้งนี้เพราะเราตระหนักดีว่าทักษะเหล่านั้นต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนไม่ใช่เกิดมาแล้วทำได้เลยแต่พอเป็นเรื่องการสื่อสารเรากลับใช้คำว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารเสียอย่างนั้นซึ่งแปลว่าในสายตาของคนส่วนใหญ่การสื่อสารหรือการพูดคุยที่ลื่นไหลเป็นทักษะที่มนุษย์มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ผมขอยืนยันว่านั้นไม่เป็นความจริงครับการสื่อสารหรือการพูดคุยได้อย่างราบรื่นเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจึงจะทำได้ดีต่างหาก

อย่างไรก็ตาม  แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารมาสื่อถึงปัญหาของคนพูดไม่เก่งแต่เนื่องจากมันเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมญี่ปุ่นและช่วยให้เราเห็นภาพตรงกันผมจึงจะคงคำนี้เอาไว้นะครับ

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนเรื่องถ่ายทอดข้อมูล

ถ้าถามว่าการสื่อสาร คืออะไรเราจะได้คำตอบกลับมามากมายแต่โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารมักถูกมองว่าเป็นการถ่ายทอดข้อมูลจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือเกี่ยวกับการพูดส่วนใหญ่ ถึงเน้นสอนเทคนิคการถ่ายทอดข้อมูลแต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าก่อนจะไปให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดข้อมูลเราควรคำนึงถึงการพูดคุยที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหรือสบายใจเสียก่อน

คนที่บกพร่องด้านการสื่อสารมักรู้สึกว่าใช้ชีวิตอยู่ในสังคมลำบากแถมยังเสียงต่อความเครียดสิ่งที่จำเป็นกับคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เทคนิคการถ่ายทอดข้อมูลแต่เป็นการแก้ปัญหาการพูดเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น “สมมติวันนี้เป็นวันที่คุณเอฝ่ายขายมันกับคุณบีแผนกบัญชี” คุณจึงสามารถเอาเรื่องนี้ไปคุยกับคนที่ปกติไม่ค่อยได้คุยด้วยในลิฟได้อย่างออกรถคุณคิดว่าความสำคัญของการสื่อสารในกรณีนี้คือการถ่ายทอดข้อมูลหรือเปล่าครับ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ความสนุกและความผ่อนคลายที่ได้จากการพูดคุยต่างหากที่เป็นเป้าหมายหลักและผมอยากให้คนที่มีปัญหาการพูดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก่อน เป็นอันดับแรก

คนพูดไม่เก่งควรคิดว่าการพูดคุยกับคนอื่นได้แม้จะยังรู้สึกประมาหรือตะกุกตะกักอยู่บ้างก็ถือเป็นการพัฒนาตนเองที่ดีแล้วและถ้าสามารถพูดได้อย่างผ่อนคลายหรือสนุกสนานมากยิ่งขึ้นระหว่างที่คุยก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เราต้องรู้สึกดีกับการพูดคุยก่อนแล้วค่อยไปฝึกเรื่องที่ยากขึ้นอย่างการถ่ายทอด

จงคิดว่า”เราต่างก็เคยเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันมาก่อน”

เพื่อนผมซึ่งเป็นอาจารย์ของโรงเรียนฝึกสอนการเป็นนักเขียนเล่าให้ผมฟังว่า ในหลักสูตรมีการให้นักเรียนฝึกซ้อมการโทรศัพท์หาคนแปลกหน้า เพราะถ้าพวกเขาต้องไปสัมภาษณ์หรือไปเก็บข้อมูลสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการโทรศัพท์ไปหาแหล่งข้อมูลอันที่จริงนี่เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนอยากเป็นนักเขียนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้โรงเรียนกลับต้องสอนเรื่องพื้นฐานแบบนี้ให้แถมยังมีนักเรียนบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาตอนฝึกซ้อมด้วย

พอลองมาคิดดูผมก็พบว่าสังคมทุกวันนี้ต่างไปจากเมื่อก่อนมากคนรุ่นผมโตมาโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้สภาพแวดล้อมจึงบังคับให้ต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเช่นเวลาอยากคุยโทรศัพท์กับเด็กผู้หญิงที่ชอบเราก็ต้องโทรเข้าโทรศัพท์บ้านซึ่งคนที่มารับสายก็มักจะเป็นผู้ปกครองหรือว่าญาติพี่น้อง ทำให้ต้องพูดแนะนำตัวก่อนจะขอคุยกับคนที่ตั้งใจโทรหาต่างกับในสมัยนี้ที่แทบทุกคนก็พบโทรศัพท์มือถือเราเลยเคยชินกับการคุยแต่กับเพื่อนหรือคนรู้จักและเหินห่างจากการสนทนากับคนอื่น

จึงไม่แปลกที่คนอายุ 18 ถึง 19 ปีจะทำตัวไม่ถูกเวลาต้องคุยกับคนแปลกหน้า

เพื่อแก้ปัญหานี้ผมแนะนำให้คิดว่าเราต่างก็เคยเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันมาก่อนครับไม่มีใครในโลกนี้ที่เกิดมาแล้วเจอกับคนรู้จักเลยหรอกไม่ว่าจะพ่อแม่พี่น้องหรือแม้แต่ ฝาแฝดเอง ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็ต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันทั้งนั้นสิ่งที่สำคัญอยู่ที่การทำความรู้จักกันต่างหากถ้าคิดแบบนี้เราจะรู้สึกประหม่าน้อยลงไปเองครับ

เป้าหมายของการสื่อสาร

สถานที่ที่ทำให้อึดอัดที่สุดคือลิฟต์

ไม่ว่าใครก็คงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจที่จะพูดกันมาบ้าง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากถามว่าคุณคิดว่าสถานการณ์แบบไหนที่ทำให้การพูดคุยไม่ราบลื่นเอาเสียอะไรบ้างครับ

‘ไม่มีเรื่องที่สนใจตรงกัน ‘
‘เวลาที่ต้องพูดถึงเรื่องส่วนตัว’
‘ตอนที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่’

แล้วถ้าตีวงให้แคปลงอีกหน่อยสถานที่ที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดที่จะพูดที่สุดคือที่ไหนครับ

‘ที่ทำงาน’
‘ห้องที่มีแต่รุ่นพี่’
‘ในรถไฟเวลาที่ต้องนั่งกับเพื่อนร่วมงาน’
‘ในรถแท็กซี่’

คำตอบที่ส่งเข้ามามีหลากหลายเลยทีเดียวแต่โดยส่วนตัวแล้วสถานที่ที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากที่สุดคือในลิฟครับผมเชื่อว่าคนที่พูดไม่เก่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเห็นด้วยกันกับเรื่องนี้เพราะนอกลิฟท์จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในชีวิตประจำวันพื้นที่แคบๆของมันยังบังคับให้เราต้องใกล้ชิดกับคนอื่น หากเป็นคนแปลกหน้าหรือเพื่อนก็ยังไม่เท่าไหร่เพราะเรารู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรแต่ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักไม่สนิทกันมากมายเราจะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองควรพูดอะไรซักอย่างออกไปแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

‘เข้าใจความรู้สึกเลย’
‘จะว่าไปมันก็จริง’
‘อึดอัดกับบรรยากาศเงียบๆ ในลิฟท์มาก’

มีคนเห็นด้วยเยอะเลยนะครับผมเชื่อว่าหลายคนคงเลือกแก้ปัญหาด้วยการทำเป็นมองไม่เห็นก้มหน้าก้มตาเช็คเมลในโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็ถามอีกฝ่ายว่าจะไปชั้นไหนแล้วกดปุ่มให้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดหัวข้อสนทนา เมื่อก่อนผมถึงกลับยอมเดินขึ้นบันไดเพราะจะได้ไม่ต้องคุยกับคนอื่นเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม พอมาทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุผมก็ตั้งเป้าหมายจะต้องเอาชนะลิฟต์ให้ได้เพราะถ้าผมทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดในลิฟต์ผ่อนคลายลงได้ก็แปลว่าผมสามารถเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเองได้บ้างแล้ว และเมื่อลองทำดูผมก็พบว่าถ้าเราฝึกฝนจะมีเทคนิคการพูดคุยติดตัวในระดับหนึ่งลิฟต์ก็จะไม่ใช่สถานที่ที่น่าอึดอัดอีกต่อไป

เคล็ดลับสำคัญมีอยู่แค่ว่าเราต้องคิดว่าการสื่อสารเป็นเกมซึ่งมีกติกาเหมือนกับเกมอื่นๆเพราะฉะนั้นขอเพียงทำตามกฎและหมั่นฝึกฝนจนมีเทคนิคติดตัวเราก็จะไม่รู้สึกประหม่าเวลาต้องพูดแล้วล่ะครับ

ิ้ทิ้งความอยากเป็นจุดสนใจไป

สมัยก่อนผมอยากเป็นจุดสนใจมากเวลาผมจะคิดราคาคิดอีกว่าพูดแบบนี้ไปคนอื่นจะสนใจไหมผมเชื่อว่าหลาย คนเองก็น่าจะเป็นแบบเดียวกับผมแต่พอลองไตร่ตองให้ลึกซึ้งขึ้นผมก็รู้ว่ามันไม่จำเป็นต่อการพูดคุยเลยแถมยังเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เราพูดคุยได้อย่างสบายใจด้วย

แน่นอนว่าความอยากเป็นจุดสนใจไม่ใช่สิ่งที่จะควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้ง่ายง่ายทุกวันนี้ผมก็ยังแอบรู้สึกอย่างนั้นบ้างเป็นบางครั้ง แต่เมื่อผมเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นการพูดคุยกับคนอื่นอย่างสนุกสนานความอยากเป็นจุดสนใจก็ค่อยค่อยหายไปโดยไม่รู้ตัว แสดงว่าถ้าเราพูดคุยโดยไม่พยายามคิดถึงคู่สนทนาจริงๆเราก็จะยึดติดกับตัวเองน้อยลงทำให้กล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้น

อันที่จริงความอยากเป็นจุดสนใจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไรหรอกครับแต่เราพูดคุยเพราะอยากเป็นจุดสนใจเพียงอย่างเดียว ไม่ช้าคนอื่นๆก็จะเริ่มมองออกแล้วรู้สึกไม่ดีกับเราในทางตรงกันข้ามถ้าพูดคุยด้วยความจริงใจและความปรารถนาดีต่อคนอื่นต่อให้คิดว่าจะพูดติดติดขัดขัดหรือน่าเบื่อไปบ้างคนส่วนใหญ่ก็จะยังรู้สึกดีกับเรา

ระหว่างที่ดำเนินรายการนี้ผมอยากพูดคุยกับทุกคนมากกว่าเอาแต่แสดงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองอยากตอบกลับความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาเรื่อยเรื่อยและแบ่งปันเรื่องราวกับทุกคนพอจบรายการแล้วผมอยากอ่านความคิดเห็นทั้งหมดซ้ำอีกครั้ง เพื่อนำไปใช้อ้างอิงในบทความอื่นๆด้วยครับ

เป้าหมายของการพูดคือการพูด

ทุกครั้งที่เห็นหนังสือเกี่ยวกับประโยชน์ของการพูดผมจะนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งครับ เรื่องมีอยู่ว่านักธุรกิจคนหนึ่งได้พูดกับชายที่กำลังตกปลาอย่างมุ่งมั่นทุกวันว่า ถ้าชอบตกปลามากก็น่าจะทุ่มให้มันเต็มที่ไปเลยสิออกเรือไปตกปลาให้ได้เยอะเยอะแล้วเอาไปขายที่ตลาดพอได้กำไรก็เอาไปซื้อเรือลำใหญ่ขึ้นจากนั้นก็จ้างคนงานพอได้กำไรมาอีกก็เริ่มตั้งเป็นบริษัทประมงแล้วขยายบริษัทให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

ชายตกปลาถามกลับว่าพอบริษัทใหญ่โตแล้วจะเป็นยังไงต่อ นักธุรกิจบอกว่า “ก็ฝากสั่งบริษัทให้คนรุ่นต่อไปบริหารแล้วใช้ชีวิตอิสระให้เต็มที่สิ” ชายตกปลาถามอีกว่า “ใช้ชีวิตอิสระเต็มที่นี่มันเป็นยังไง” นักธุรกิจตอบว่า “เราก็จะทำเรื่องที่ชอบได้ไงล่ะ” ชายตกปลาจึงพูดว่า “ทำเรื่องที่ชอบได้งั้นหรองั้นก็ตกปลาแบบนี้ดีกว่า”

เรื่องบางเรื่องนั้นถ้าพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วก็จะพบว่า ‘จุดสูงสุดของมันก็คือจุดเริ่มต้น’ เราอาจคิดว่าที่อยากคุยเก่งเป็นเพราะต้องการเงินความก้าวหน้าหรือความสำเร็จแต่ถ้าไตร่ตรองดูให้ถึงที่สุดเราจะพบว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ต้องการก็คือความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น หรืออาจเรียกได้อีกอย่างว่าคนเราพูดคุยก็เพื่อให้ตัวเองได้พูดคุยนั่นเอง

เทคนิคการพูดคุย

ถ้าเป้าหมายของการพูดคุยเป็นเรื่องธุรกิจเราจะรู้ว่าขอบเขตและเรื่องที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษมีอะไรบ้างแต่ถ้าเป้าหมายของการพูดคุยคือการพูดคุยแล้วเราควรเริ่มพัฒนาตัวเองจากจุดไหนปัญหานี้เป็นสิ่งที่ผมขบคิดมาตลอดแล้วก็ได้คำตอบว่าเราต้องเริ่มที่การฝึกฝนเทคนิคการพูดคุยครับ

เทคนิคการพูดคุยที่ผมจะเสนอ ในบทความเรื่องนี้หลักการใหญ่ใหญ่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรักหลายตัวอย่างส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันโดยแบ่งออกเป็นสองภาคได้แก่ ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผมมั่นใจว่าเมื่อคุณอ่านและลองฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคุณจะประหม่่น้อยลงและสนุกกับการพูดคุยมากขึ้นครับ

โบกมือลาตัวเองคนนเก่าที่ไม่กล้าพูด

กลัวการเจอคนแปลกหน้า

หัวข้อที่ผมจะพูดในที่นี้คือ “ โบกมือลาตัวเองคนเก่าที่ไม่กล้าพูด” ครับ เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มต้นที่ประเด็นนี้กันก่อนเลย ไม่ทราบว่าเวลาที่เจอคนแปลกหน้าคุณรู้สึกตื่นเต้นดีใจหรือประหม่าครับ มีความเห็นส่งเข้ามาเยอะเลย

‘ไม่ชอบเลย’
‘กลัวมาก ‘
‘ประหม่าสุดสุดเวลาต้องอยู่กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก’
‘ไม่เชิงว่าไม่ชอบเรียกว่าไม่ถนัดจะดีกว่า’

มีหลากหลายความเห็นเลยนะครับแต่โดยรวมแล้วก็คล้ายๆ กัน นั่นคือ คนที่พูดไม่เก่งมากรู้สึกอึดอัดเวลาที่ต้องอยู่กับคนแปลกหน้าผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นแบบนี้น่าจะมาจากการคิดในแง่ลบเช่นกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรผิดพลาดกลัวว่าจะรบกวนคนอื่นบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกผิดที่ทำให้คนอื่นต้องมาเสียเวลากับตัวเองผมก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

แต่คนพูดไม่เก่งอย่างผมกลับจับพลัดจับผลูมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเสียอย่างนั้น ลองคิดดูสิครับแต่ละวันผมต้องเจอกับผู้คนมากมายแถมยังต้องคุยกับคนแปลกหน้าเกือบจะตลอดอีกต่างหาก

‘ไม่ไหวแน่ๆ’

ผมเคยคิดแบบนั้นครับส่วนที่ถามเข้ามาว่าที่ทำได้เพราะรู้สึกชินกับงานไปแล้วหรือเปล่า คำตอบคือมันก็มีส่วนอยู่บ้างเพราะความเคยชินช่วยให้ผมประหม่าน้อยลงสมัยที่ยังไม่ชินถ้าไม่ได้วางแผนไว้ก่อนว่าจะพูดอะไรบ้างผมจะไม่กล้าออกไปเจอผู้ร่วมรายการเลยทีเดียวส่วนตัวแล้วผมมองว่าสาเหตุของปัญหาสามารถสรุปสั้นสั้นได้ว่าเกิดจากความบกพร่องด้านการสื่อสารครับ

ผมคิดหาวิธีแก้ไขความบกพร่องนี้มาตลอด 20 ปีและตอนนี้ก็เชื่อว่าตัวเองรู้คำตอบแล้วถึงได้ตัดสินใจมาจัดรายการนี้

‘แต่คุณโยชิดะดูพูดเก่งออก’

มีคนบอกผมแบบนั้นไปบ่อยครับอย่างไรก็ตามความบกพร่องด้านการสื่อสารของผมก็ยังไม่ได้หายไปเสียทีเดียวแค่มีเคล็ดลับส่วนตัวที่ช่วยให้พูดได้อย่างลื่นไหลจนไม่ต้องมานั่งกังวลกับการพูดอีก ซึ่งผมจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดในบทต่อไป

ความบกพร่องด้านการสื่อสาร ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ปัญหาหรือแก้ไขใดใดโชคหรือปาฏิหาริย์แต่เกิดจากการค่อยค่อยปรับปรุงแก้ไขไปทีละคันและฝึกปฏิบัติซ้ำๆจนติดตัวเป็นนิสัย คนพูดไม่เก่งส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับความบกพร่องนี้ได้แหมจะเป็นอุปสรรคต่อชีวิตประจำวันอยู่บ้างแต่สำหรับผมซึ่งทำงานเป็นนักจัดรายการวิทยุแล้วถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะอดตายได้เลยทีเดียว ผมเริ่มแก้ไขความบกพร่องด้านการสื่อสารด้วยการหาหนังสือเกี่ยวกับการพูดมาอ่านและคนพบว่าหนังสือเกี่ยวกับการพูดและวิธีลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ไม่เคยขาดหายไปจากร้านหนังสือ นี่แสดงให้เห็นว่าคนจำนวนมากกลุ้มใจกับเรื่องความอ้วนและความบกพร่องด้านการสื่อสารนั่นเอง

หนังสือที่เกี่ยวกับการพูดมีวางขายอยู่มากมายแต่ผมกลับไม่ค่อยเจอหนังสือที่ตอบโจทย์ตัวเองซักเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่วิธีการถ่ายทอดความรู้สึกหรือแสดงความคิดเห็นไม่ก็เป็นหนังสือที่เน้นประโยชน์ของการพูดเช่น ถ้าพูดเก่งขึ้นเราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือช่วยให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างไรแต่ผมว่าหนังสือพวกนี้ไม่เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกในการแก้ปัญหาการพูดสักเท่าไหร่ เพราะสำหรับคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารสิ่งแรกที่ควรใส่ใจก็คือ”การพูด”ไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้จากการพูด

ที่สุดของความรับผิดชอบ

การรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะสมบูรณ์ในตัวเองคือการรับผิดชอบขั้นสูงสุดในจักรวาล

สมัยเด็กเด็กเราทุกคนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับคำว่าความรับผิดชอบ ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้เพราะมันมักจะเชื่อมโยงกับความทรงจำหรือเรื่องราวแย่ๆ ตัวอย่างเช่นเรามักได้ยินคำว่าตวาดหรือตะคอกอย่างเสียงดังในทำนองว่า”ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้” ซึ่งมักมาจากปากของพ่อแม่หรือครูที่กำลังดุเด็กๆ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเราก็มักจะได้ยินคำพูดในทำนองที่ว่า”หัดรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้ว” จากผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือใครบางคนที่โตกว่าเรา

ไม่ว่าคำว่ารับผิดชอบจะลอยมาจากแหล่งใดหรือเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากใครเรื่องราวน้ำเสียงและอารมณ์ที่เชื่อมต่อกับคำดังกล่าวมักจะทำให้ความเป็นเด็กในตัวของเราสะดุ้ง หวัดกลัว หรือรู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นมาทันที

อย่างไรก็ดีที่จริงแล้วคำว่าความรับผิดชอบนั้นมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ในทางบวกกับตัวเราด้วยซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับผิดชอบชีวิตตัวเราเอง นั่นหมายรวมถึงรับผิดชอบต่อความคิด ความรู้สึก การตัดสินใจ ผลของการตัดสินใจ การกระทำ และผลของการกระทำทุกอย่างด้วยตัวเราเอง

มันคือก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ เราต้องเลิกที่จะโบ้ยความผิดพลาดให้คนอื่นเพราะถึงแม้ว่าคนอื่นอาจจะมีส่วนในการทำให้เหตุการณ์ไรร้ายเกิดขึ้นกับเราแต่เราก็ย้อนเวลากลับไปแก้ไม่ได้แล้วนอกจากตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ตั้งแต่วันแรกที่ขุดออกมาจากท้องแม่อาจจะมีผู้คนมากมายห้อมล้อมคุณทางแพทย์ พยาบาล คุณแม่ คุณพ่อ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในห้องคลอดคนอื่นๆ

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนอบอุ้มลูบหลังหรือปลอบโยนคุณคนเดียวที่พยายามสูดลมหายใจเพื่อเอาพลังชีวิตเข้าสู่ปอดอยู่ทุกขณะก็คือ “ตัวเราเอง”

ไม่มีใครมาหายใจแทนเรา!!

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนต่างก็ต้องตายหากคุณเคยยืนเคียงข้างหรือนั่งรอใครกำลังจากโลกนี้ไปคุณอาจจะพอนึกภาพออกว่า ไม่ว่าคุณจะรักผู้อื่นมากแค่ไหนไม่ว่าคุณจะกุมมือพวกเขาไว้นั้นอย่างไรจะพูดจาป๊อบเป่าลมแบบไหนแต่เมื่อถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา…
เราก็ช่วยหายใจแทนพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน!!