ทะลวงกำแพงจิต

ถึงบทนี้แล้วคุณจะเห็นได้ว่า ต่อให้มีทฤษฎีที่เลิศขนาดไหน ในการพยายามนำมาใช้พัฒนาตนเอง แต่ตราบใดที่คุณยังไม่หยุดที่จะป้อนข้อมูลผิดๆ ให้กับจิตใต้สำนึกตนเอง หรือยังไม่เลิกที่จะคุยกับตัวเองในทางลบสักทีล่ะก็ แนวคิดใหม่ๆ ที่คุณได้อ่านหรือเรียนรู้ในปัจจุบัน ก็จะไม่มีวันเข้ามาเป็น ‘ความจริง’ ส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณได้เลย

ตัวอย่างโปรแกรมในทางลบ ที่อาจกำลังฝังอยู่ในหัวคุณโดยไม่รู้ตัว มีดังต่อไปนี้: 

“พยายามไปก็แค่นั้น ชีวิตชั้นก็ยังวนเวียนอยู่ที่เดิมทุกที”

“กะแล้ว…. ว่าต้องล้มเหลวอีกตามเคย”

“ใครจะประสบความสำเร็จก็ปล่อยเค้าไปเหอะ” เราเกิดมาชีวิตมีเพื่อชดใช้กรรม

“เกิดมาจน ไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นเค้า เราต้องทำใจ”

“ซวยตลอดนั่นแหละเรา อย่าไปแข่งวาสนาอะไรกับคนอื่นเลย”

“ต้องมีปาฏิหารย์เท่านั้น เราถึงจะได้ลืมตาอ้าปากกับคนอื่นเค้าบ้าง”

ที่จริงแล้ว เธอไม่เคยสมัครงานได้เลยในชีวิต ตอนที่เธอได้งานช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ นั่นก็เพราะว่าบริษัทที่จ้างเธอ เจ้าของบริษัทเป็นญาติห่างๆ ของคุณพ่อเธอเอง แต่จากนั้นไม่นาน บริษัทดังกล่าว ก็ต้องปิดตัวลงด้วยพิษเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนยังค้างคาใจในประเด็นบางอย่าง จึงได้โทรไปหาเธอในอีก 2 วันถัดมา แค่เพราะอยากรู้สาเหตว่า ทำไมเธอจึงยังไม่ได้งานสักที?

ผู้เขียนขอให้เธอส่งเรซูเม่ที่เธอใช้ในการสมัครงานแต่ละครั้งมาให้ดูหน่อย ปรากฏว่า เรซูเม่ของเธอ แทบจะไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ทั้งการจัดหน้า การจัดวางข้อความ รวมถึงการความครบถ้วนของข้อมูลก็ไม่ดีเท่าที่ควร แถมทักษะบางอย่างที่เธอมี เช่น พิมพ์ดีดคล่องและเร็วมาก เธอก็ไม่ได้ระบุลงไป เหมือนกันเขียนไปลวกๆ อย่างนั้นเอง

ที่สำคัญ ผู้เขียนได้ทดสอบยิงคำถามเธอ ให้เหมือนกับเวลาที่เธอไปสัมภาษณ์งานจริง ปรากฏว่า คำตอบของเธอ ทำให้ได้ข้อสรุปเรื่องการที่เธอได้ได้งานสักทีว่า…..

 

          ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอาดความมั่นใจในตัวเองรุนแรง ซึ่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกของเธอที่ดูมาดมั่น และโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวแรงมาก

ใช้ตัวยาเก่าเปลี่ยนเพียงเข็มฉีดใหม่

อย่างที่ได้กล่าวและยกกรณีศึกษาเห็นไปในบทที่แล้วว่าทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาตนเองส่วนใหญ่ที่มีผู้คิดคนขึ้นมานั้นส่วนใหญ่จะสามารถนำไปใช้ได้ผลจริงค่ะ

เราลองมาดูกันสักหน่อยว่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามีแนวคิดหรือคุณสมบัติในการพัฒนาตนเองเรื่องใดบ้างที่เราได้เห็นผ่านตากันอยู่บ่อยๆ โดยจะยกตัวอย่างให้ดูแค่ประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ของแนวคิดทั้งหมด

  • เชื่อมั่นในตนเอง
    คุณทำได้ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้
  • รับผิดชอบตัวเอง
    หยุดโทษผู้อื่น รับผิดชอบผลลัพธ์จากการกระทำและทุกอย่างในชีวิตด้วยตัวเอง
  • จดจ่อกับเป้าหมาย
    จัดลำดับความสำคัญโฟกัสไปที่เป้าหมายไม่ใช่ที่อดีต
  • จินตนาการให้แจ่มชัด
    สร้างภาพฝันให้ชัดเจนขึ้นในใจหรือไม่ก็ตัดภาพเหล่านั้นป่ะไว้ตามสมุดภาพผนังห้องนอนประตูห้องน้ำ เป็นต้น
  • จงควบคุมชีวิตของตน
    กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อตัวเองอย่ายอมให้ใครมากำหนดชีวิตคุณ
  • คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก
    ฝันให้ไกลคิดการใหญ่คิดอย่างสร้างสรรค์คิดบวก
  • มีเป้าหมายชัดเจน
    เขียนแผนการแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียดเลือกเป้าหมายชีวิตที่สำคัญที่สุด
  • จงทำงานหนัก
    พากเพียร อดทนทำทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่และขยันให้ถูกที่
  • เงินเป็นสิ่งที่ดี
    จงเชื่อว่าเงินเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้ายแล้วเงินทองจะไหลมาเทมา
  • จงเข้มแข็ง
    อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรคพยายามฝ่าฟันเดินหน้าอย่างไม่ย่อท้อ ความสำเร็จจะมาเอง
  • บริหารเวลาให้ดี
    จัดการตารางเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตในชีวิตตนเอง
  • อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง
    ให้สะสางงานทีละอย่างเรียงลำดับก่อนหลังให้ดี
  • อยากกลัวความสำเร็จ
    เชื่อมั่นว่าความสำเร็จเป็นของคุณและคุณสมควรได้รับความสำเร็จนั้นๆ
  • ให้กำลังใจตนเอง
    เรียนรู้ที่จะสร้างกำลังใจและคอยปลอบใจตนเองเมื่อล้มเหลว
  • อย่ายอมแพ้
    ล้มได้ แต่ต้องลุกท้อได้แต่อย่าถอย  ผู้ที่ประสบความสำเร็จต่างกับผู้เหลวตรงจุดนี้

จะเห็นได้ว่าแนวคิดเพื่อการพัฒนาตัวเองเหล่านั้นที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวคิดเพื่อความสำเร็จในชีวิตด้านต่างๆซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันโดยแต่ละแนวคิดก็ได้รับความนิยมผ่านมาหลาย 10 ปีแล้วแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ตั้งโจทย์ใหม่ ชีวิตใครชีวิตมัน

ก่อนที่เราจะมากล่าวถึงสาเหตุว่า การที่แนวคิดในการแก้ปัญหาการเงิน การงาน หรือความสัมพันธ์ เหล่านั้นไม่ได้ผล เกิดจากปัญหาในการถ่ายทอด จากการใช้ภาษาที่แตกต่าง จากไอคิวที่ต่ำ จากความอดทนมีน้อย จากตัวคุณเอง หรือจากอะไรกันแน่?

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

เราคนไทยทุกคน ต่างก็เคยได้ยินพุทธสุภาษิตที่ว่า….

“อัตตาหิ อัตโน นาโถ”

กันมาตั้งแตา่จำความได้แล้วกระมัง

…….อย่างน้อยก็ตัวผู้เขียนเองนี่แหละ  และที่เป็นเช่นนั้น

ไม่นึกเลยว่า อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเติบโตขึ้น ผู้เขียนจะได้ตระหนักซึ้งถึงความหมายของพุทธสุภาษิตดังกล่าว ในอีกมิติหนึ่งทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์

นับเป็นเวลาสองพันกว่าปีผ่านมาแล้ว คำว่า ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’  นี้ก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นความจริง และสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ

หากมองให้ลึกซึ้ง และเข้าถึงทั้งทางโลกและทางธรรมแล้วละก็ เราจะเห็นได้ว่า….

ความรับผิดชอบขั้นสูงสุด เหนือยิ่งกว่า การรับผิดชอบชีวิตพ่อแม่ลูกหลานเหนือกว่าการรับผิดชอบชีวิตเพื่อนมนุษย์คนใดๆ —ต้องเริ่มด้วยการ ‘รับผิดชอบตัวเอง’ ให้ได้อย่างดีเสียก่อน

ลองนึกดูดีดีว่า ชีวิตคนอื่นๆ รอบกายคุณ จะดีขึ้นหรือแย่ลงเปลี่ยนไปมากกว่าเดิมเพียงใด หากคุณกลายเป็นคนที่มีความเชื่อหรือทัศคติ อันนำไปสู่ความสำเร็จโดยอัตโนมัติ ตามกฏธรรมชาติ?

ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นใคร ที่ประสบความสำเร็จแล้วเป็นภาระแก่คนรอบข้าง มีแต่สำเร็จแล้ว ให้เงินช่วยเหลือคนรอบข้าง มีเวลาให้คนเหล่านั้น รวมถึงเลี้ยงดูคนที่รักได้อย่างสุขสบายมากขึ้น

ศาสตร์แห่งการให้รางวัลตัวเอง

เมื่อไม่นานมานี้ มีผลวิจัยที่โด่งดัง และเป็นที่ตื่นเต้นเฮฮาไปทั่วโลก เกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทในสมอง หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ลงทุนและใช้เวลากว่าหลายสิบปี ในการค้นคว้า

พวกเขาได้ค้นพบว่า ในสมองของเราแต่ละคน มีนิวรอน นับล้านๆ เซลล์

นิวรอนแต่ละตัว ก็จะมีกิ่งก้านที่เรียกว่าแอ๊กซอนที่จะคอยเชื่อมต่อระหว่างนิวรอนและตัวอื่นๆ ผ่านทางกระแสไฟฟ้าที่มันผลิตขึ้น จนกระทั่ง เกาะรวมกันเป็นแผงแน่นและใหญ่ขึ้นมากๆ ทุกๆ ครั้งที่คนเราเกิดความคิดและความรู้สึกทางบวกขึ้นในแต่ละวัน

คนที่คิดลบและเจอความรู้สึกในทางลบบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยที่มีความเชื่อและทัศนคติทางลบ จากการคิดลบและความรู้สึกผิดหวัง หดหู่ จึงมักจนจ่อมอยู่อย่างนั้น ยากที่จะเปลี่ยนให้พวกเขากลายมาเป็นคนที่มีทัศนคติในทางบวกได้

นักวิทยาศาสตร์ยังได้ทดลองขจัดความคิดลบ และใส่ความคิดบวกเข้าไปแก่ผู้เข้ารับการทดลองอย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่าเพียงแค่ 1 สัปดาห์ เจ้าตัวนิวรอนและแอ๊กซอนจะแตกรากออกมาเป็นแขนงคิดบวก และแข็งแรงยิ่งใหญ่ขึ้น

ส่วนฝั่งที่คิดลบที่มีอยู่ ก็จะตายและหลุดไปเอง เพราะไม่ได้รับสารอาหาร

จากผลวิจัยดังกล่าว จึงเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง หากคุณเข้าอบรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ได้เริ่มต้นในจุดที่มันควรจะเริ่ม …. ซึ่งก็คือการเริ่มรู้สึกดีกับตัวเองให้ได้ก่อนละก็ จะเข้าอบรมอีกกี่คอร์ส ก็เหมือนเอาเงินไปผลาญเล่นเสียเปล่าประโยชน์

“หากเสียงภายในตัวเองดังพอ ก็ไม่ต้องรอเสียงเยินยอจากใคร หากเจอเสียบั่นทอนใจให้คิดลบ เสียงของเราก็จะกลบมันทันที”

แรงจูงใจที่ยั่งยืน

ผู้ที่ต้องการจะพัฒนาหรือบริหารผู้อื่นจะต้องเข้าใจก่อนว่าในชีวิตของทุกคนมีพลังงานที่ขอยับยั้งควบคุมทุกๆการตัดสินใจว่า  คนๆหนึ่งจะทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง

พลังงานดังกล่าวไม่ใช่สาขาลึกลับหรือเวทมนตร์ไสยศาสตร์ดำมืดแต่อย่างใดแต่มันคืออารมณ์ความรู้สึกต่างๆของคนเรานี่เอง

ความรัก  ความโกรธ  ความเกลียด  ความเบื่อ  ความสนุกสนาน  ความกลัว  ความท้อแท้ความคิดถึงต่างๆ  เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวจูงใจและ ตัวยับยั้งการกระทำทุกอย่างของคนเรา

อารมณ์ความรู้สึกต่างๆทั้งบวกและลบ  เรานั้นเป็นเหมือนดังเชื้อเพลิงที่จะถูกระเบิดทำให้คนเราเพิ่งเข้าหาเป้าหมายหรืออาจจะเป็นดังเชื้อเพลิงที่แผดเผาพวกเขาจนไหม้เกรียมและ หยุดชะงักทางอยู่กับที่ในช่วงเวลาหนึ่งก็ได้

มองในอีกแง่หนึ่ง  พลังงานดังกล่าวก็เหมือนกับทฤษฎีลงโทษ หรือตบรางวัล เป็นการใช้ปัจจัยบางอย่างมาเป็นตัวกำหนดแรงจูงใจหากเป็นแรงจูงใจจากอารมณ์ในทางบวก หรือเปรียบเสมือนการได้รางวัลจากการกระทำหากการกระทำนั้นถูกใจใครบางคน

ส่วนแรงจูงใจจากอารมณ์ในทางลบการจะถูกลงโทษหากไม่ถูกใจใครบางคนเช่นกัน

 อย่างไรก็ดี  ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษ  หรือตบรางวัล  จะเป็นอารมณ์ในทางบวกหรือทางลบต่างก็ล้วนแต่มีความไม่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้หาความยั่งยืนในประเภทไม่ได้เลย

วิธีแก้หรือวิธีสร้างแรงจูงใจที่ยั่งยืนจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและเปรียบคุณจะเห็นพลังอันจะนำพาบุคคลหรือองค์กรใดๆ ไปสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างปราศจากขีดจำกัดเดิมๆ

ฝั่งแรงจูงใจไฟลุกยิ่งกว่าถูก “โม”

เคยมีผู้ที่อยู่ในแวดวงจิตวิทยาด้วยการเสนอให้ผู้เขียนไปเข้าร่วมอบรมเพื่อสร้างแรงจูงใจหรือที่คนไทยเรียกกันว่าโมติเวท (Motivate)แบบฟรีๆ

โดยในงานจะมีนักพูดและวิทยากรหลายคนขึ้นมาพูดบนเวทีสลับกันและมีกิจกรรมต่างๆให้ทำระหว่างวันหากใครเคยเห็นโฆษณาที่ชักชวนให้ไปเข้าอบรมในลักษณะนี้ก็คงพอจะนึกภาพออกใช่ไหม

ที่จริงการที่ผู้จัดงานมาชวนผู้เขียนให้เข้าร่วมก็เพื่อจะขอให้กลับมาชวนเขียนรีวิวแนะนำรวมถึงประชาสัมพันธ์ต่อๆกันไปให้เป็นการแลกเปลี่ยนด้วย

การที่ผู้เขียนปฏิเสธไปไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือบ่ายเบี่ยงที่จะช่วยประชาสัมพันธ์  หากแต่เคยเห็นมานักต่อนักแล้วว่าวิธีการอบรมสร้างแรงจูงใจดังกล่าว  ทำให้ผู้เข้าอบรมรู้สึกมีแรงจูงใจและแรงบันดาลใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ส่วนหนึ่งเพราะบรรยากาศภายนอกห้องอบรม สังคมความเป็นจริงไม่ได้คือเคยกและเกิดการกลุ้มใจหรือหนุนใจกันเหมือนตอนที่อยู่ในห้องอบรม

ทั้งนี้หากจะแบ่งให้เห็นง่ายง่ายหมดของการพัฒนาตนเองนั้นมักจะมีอยู่ 4 โหมด หลักๆ ในแต่ละช่วงเริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าอบรมไปจนถึงหลังการอบรมดังนี้

1. โหมดเฉยชา คือหมดก่อนเข้ารับการอบรมซึ่งพนักงานหรือบุคคลทั่วไปกำลังขาดความกระตือรือร้นและขาดเป้าหมายในการทำงานหรือในชีวิต

2. หมดตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะได้เข้ารับอบรมพวกเขาก็เริ่มมีความหวังว่าตนเองจะต้องได้รับเคล็ดลับและการเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยอัตโนมัติ

3. หมดฮึกเหิม หมดนี่ก็หมดที่พนักงานหรือบุคคลทั่วไปกำลังอยู่ระหว่างการอบรมขณะที่อบรมนั้นบรรยากาศมาคุเหิมมีการพูดปลุกใจสนุกเฮฮาจนอยากจะเดินออกมาแล้วตะลุยโลกในบัดดล

4. โหมดแผ่วปลาย โบสถ์แถวปลายหลังการอบรมปลุกใจสิ้นสุดสักพักไฟในตัวและทฤษฎีที่ได้รับการอบรมมาก็จะถูกแทนที่ด้วยกิจวัตรประจำวันและความผิดของที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นก็จะดับมอดลงเรื่อยๆ

รากเหง้าของปัญหาอยู่ใกล้ตัวนี่เอง!

นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการทำงานของสมองได้ทราบวิธีการทำงานของสมองและระบบประสาทส่วนต่างๆมานานแล้ว และค้นพบในเชิงลึกมากขึ้นเรื่อยเรื่อยว่า สมองคนเรานั้นก็คือ “คอมพิวเตอร์” และคอมพิวเตอร์ก็เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่จำลองแบบออกมาจากสมองนั่นเอง

เพียงแต่ว่าสมองนั้นทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนโลกนี้รวมกันเสียอีกหากเทียบขนาดต่อขนาดทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการประมวลผลการตอบสนอง และความสลับซับซ้อนรวมถึงหน่วยความจำระยะสั้นและยาว

ในสมองคนเราแต่ละคนประกอบด้วยเครือข่ายเชื่อมโยงการทำงาน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเส้นประสาทและระบบหลั่งสารเคมีรวมถึงเคลื่อนไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนับพันล้าน ครั้งในแต่ละชั่วขณะเพื่อที่จะสั่งการให้เกิดความคิด, คำพูด, และการเคลื่อนไหวลงมือทำออกมา

หน้าจอคอมพิวเตอร์ จึงเป็นด่านหน้าที่เปรียบเสมือนการถ่ายทอดโปรแกรมที่อยู่ภายในสมองออกมาเป็นการกระทำและประสบการณ์ต่างๆ

ซอฟต์แวร์ ก็เปรียบเสมือนวิชาความรู้แต่ละอย่างที่เราป้อนให้สมองทางจากการเรียนรู้และจากประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมายาวนานตลอดชีวิต

ส่วน ‘คีย์บอร์ด’ ก็ถือเป็นอุปกรณ์ในการที่นักคอมพิวเตอร์จะสามารถใช้ขี่คำสั่งเพื่อปรับแต่งแก้ไขซ่อมแซมไฟทิพย์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งคีย์บอร์ดนี้เองที่เปรียบเสมือนการที่เราสามารถใช้เทคนิคการพูดหรือคุยกับตัวเองป้อนคำสั่งในการขจัดความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ได้ผล ไม่มีประโยชน์ออกไปจากสมองที่เคยถูกผู้ใหญ่และคนรอบข้างปลูกฝังมา

สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องป้อนโปรแกรมทัศนคติที่ตรงกับความจริงเข้าไปอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอเก็บมันไว้จนกลายเป็นความจริง’ทางกายภาพ’ โดยอัตโนมัติพร้อมพร้อมกับเก็บรักษาความจริงนั้นเอาไว้ ให้คงอยู่ต่อไป ตราบนานเท่านาน

รากเง่าของปัญหา อยู่ใกล้ตัวนี่เอง!

สมองคนเรานั้นก็คือคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ก็เป็นเหมือนความรักที่ออกแบบมาจากสมองนั่นเอง เพียงแต่ว่าสมองนั้น ทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนโลกนี้รวมกันเสียอีก หากเทียบขนาดต่อขนาด ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการประมวลผล การตอบสนอง และความสลับซับซ้อน รวมถึงหน่วยความจำระยะสั่นและยาว

ในสมองคนเราแต่ละคน ประกอบด้วยเครือข่ายเชื่อมโยงการทำงานมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเส้นประสาท และระบบหลั่งสารเคมี รวมถึงคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนับพันล้านครั้งในแต่ละชั่วขณะ เพื่อที่จะสั่งการให้เกิดเป็นความคิด คำพูด และการเคลื่อนไหวลงมือทำออกมา

หน้าจอคอมพิวเตอร์ จึงเป็นด่านหน้า ที่เปรียบเสมือนการถ่ายทอด “โปรแกรม” ที่อยู่ภายในสมองออกมา เป็นการกระทำและประสบการณ์ต่างๆ

ซอฟแวร์ ก็เปรียบเสมือนวิชาความรู้แต่ละอย่างที่เราป้อนให้สมอง ทั้งจากการเรียนรู้ และจากประสบการร์ชีวิตที่สั่งสมยาวนานตลอดชีวิต

ส่วน ‘คีย์บอร์ด’ ก็ถือเป็นอุปกรณ์ในการที่นักคอมพิวเตอร์จะสามารถใช้คีย์คำสั่ง เพื่อปรับแต่งแก้ไขซ่อมแซมไฟล์ที่ไม่พึงประสงค์

 

ส่วนผสมที่ขาดหาย

โดยทั่วไปแล้ว หลักการเพื่อพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองต่างๆ ที่เราเห็นในท้องตลาดนั้น มักขาดส่วนประกอบสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความยั่งยืน

ต่อให้เป็นหลักการที่เจ๋งหรือล้ำเลิศสุดยอดแค่ไหนแต่ส่วนใหญ่มักจะให้ผลลัพธ์หรือทำให้คุณรู้สึกดีเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ก่อนที่คุณจะหันแหไปสนใจอย่างอื่นแทน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีหนังสือ ฮาวทูเล่มไหนที่กระโดดลงมาจากชั้นวางหนังสือแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของคุณทุกเช้าเพื่อสะกิดเรียกคุณและบอกคุณว่าวันนี้เรามาพัฒนาตนเองกันต่ออีกสักวันนะเพื่อน

นอกจากนี้ไม่ว่าจะมีคนรักและหวังดีกับคุณแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครในชีวิตคุณอยู่ดีที่จะมาคอยกระตุ้นให้คุณคอยพัฒนาตัวเองไปได้ตลอดรอดฝั่ง มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ต้องพึ่งพาตัวเองไปเรื่อยๆ บนหนทางนี้ซึ่งนี่ก็นำพาไปสู่อีกหนึ่งส่วนผสมที่ขาดหายในข้อต่อไปด้วยนั่นคือ …..

2. แรงจูงใจ

เพราะอะไรการเข้าร่วมสัมมนาเพื่อสร้างแรงจูงใจที่มีคนถือไมค์ไฟส่องหน้า เดินขึ้นมาบนเวทีและพูดปลุกใจต่างๆ นานาเพื่อกระตุ้นให้คุณฮึกเหิมนั้นถึงไม่ค่อยจะได้ผลสักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะว่าหลักการพัฒนาตัวเองที่ดีและสมบูรณ์นอกจากจะต้องเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาให้กับคุณได้แล้ว ขณะเดียวกันยังควรที่จะใช้เป็นหลักการในการผลักดันตัวคุณไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้ด้วยตัวเอง

3.กระบวนการที่แจ่มชัด

หลักการและแนวคิดเพื่อการพัฒนาตนเองบางอย่างอาจได้รับความนิยมมากในช่วงเริ่มต้นเปิดตัว แต่ในเมื่อขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือผู้สอนตามกันมาก็มักทำให้คนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือประสบความสำเร็จรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองกับพฤติกรรมของมนุษย์เรารวมถึงมีความคลุมเครือในแง่ของวิธีการนำไปใช้แบบคำต่อคำ

โค้ชส่วนมากมักจะสอนหรืออบรมคุณแบบ ‘เหมารวม’ ต่อให้อบรมแบบตามลำพังไม่ใช่แบบกลุ่มคำสอนของพวกเขาก็ยังไม่ค่อยเข้ากับบริบทของชีวิตคุณอยู่ดี

            ทั้งนี้วิธีการง่ายง่ายและได้ผลมากที่สุดแบบไม่ต้องเสียสตางค์อันเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยอุดรอยรั่วหรือช่องโหว่ของการพัฒนาตนเองทั้งสามข้อที่กล่าวมาก็คือคุยกับตัวเองไงคะ

ปัญหาของการคิดบวก

หากไปถามคนตามท้องถนนว่า…. “คุณเชื่อเรื่องการคิดบวกหรือไม่ ? ” คนส่วนใหญ่จะตอบว่า “เชื่อสิ”

นอกจากนี้ ยังมีคนอีกมากมาย ที่ไม่ต้องรอให้ใครมาถาม ก็พร้อมที่จะประกาศบอกกับใครๆว่า ตนเองนั้น เป็นคนชอบที่จะคิดบวกมากกว่าคิดลบ

คำๆ หนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดีในหมู่นักอ่านหนังสือ How-to ก็คือคำว่า “พลังแห่งการคิดบวก” ซึ่งเรามักได้เห็นตามหน้าหนังสืออยู่บ่อยๆ

ปัญหาคือ แม้กระทั่งคนที่บอกว่าตัวเองชอบคิดบวก ก็ยังเผลอคิดลบอยู่บ่อยๆ ถึงแม้อีกหลายๆ คนจะสามารถคิดบวกได้นานกว่าก็ตาม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น!?

นั่นก็เพราะว่าคนที่คิดบวกได่อย่างยาวนานและเป็นธรรมชาตินั้น เขาโชคดีที่ได้ติดตัวมาจากประสบการณ์ชีวิตที่ดีตั้งแต่เกิด และมีพื้นฐานทางจิตวิญญาณที่เป็นไปในทางบวก(ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของกรรมกำเนิดด้วย) พวกเขาจึงคิดบวกได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องพยายามมากนัก

แต่นั่นก็เป็นเพียงคนส่วนน้อยมากๆ ที่จะเกิดมาเช่นนั้นในสังคมปัจจุบัน

ข้อเท็จจริงก็คือว่า คนส่วนใหญ่กว่า 90% ซึ่งเป็นปถุชน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด มักจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีติดตัวมาในชีวิต อันเป็นประสบการณ์ส่วนใหญ่ ซึ่งถูกฝังอยู่ในความทรงจำลึกลงไปถึงระดับเซลล์ ไม่สามารถสลัดทิ้งไปได้จริงๆ

ถึงแม้บางคนจะพยายามทำเป็นตีมึน เพื่อลืมประสบการณ์แย่ๆ เหล่านั้นไปก็ตาม แต่ความทรงจำก็ยังคงถูกฝังอยู่ในจิตใจส่วนลึกโดยไม่รู้ตัว