เตรียมความพร้อม ก่อนลงสนาม

Related image
การเตรียมพร้อมที่ดีคือเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จในบทนี้ผมจะพูดถึงสิ่งที่คุณควรตระหนักเอาไว้เพื่อให้เล่นเกมส์พูดคุยได้อย่างสบายใจและง่ายขึ้น ในช่วงเริ่มต้นคุณอาจจะทำไม่ได้ถูกค่ะแต่เมื่อเล่นเกมส์พูดคุยไปเรื่อยเรื่อยคุณจะทำได้เองอัตโนมัติครับ

หวังผล

คำว่าหวังผลมักถูกใช้ในแง่ลบแต่ในความเป็นจริงคนเราจะมีกำลังใจทำอะไรซักอย่างก็ต่อเมื่อหวังผลที่จะได้จากการกระทำนั้นเช่น นักฟุตบอลตั้งใจฝึกซ้อมระหว่างผลว่าจะทำผลงานได้ดีขึ้นหรือพ่อแม่ทุ่มเทให้ลูกเพราะหวังผลว่าลูกจะมีอนาคตที่ดี การทำอะไรโดยหวังผลจึงไม่ใช่เรื่องแย่และยิ่งไปกว่านั้นถ้าสิ่งที่เราต้องการเป็นสิ่งที่ดีหรือมีประโยชน์ต่อส่วนรวมการหวังผลจะเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก

ในเกมพูดคุยเองก็เช่นกันคุณควรหวังผลว่าอยากให้คนอื่นรู้สึกสนุกหรือจะหวังผลเพื่อตัวเราเองว่าอยากให้คนอื่นชอบก็ได้ครับ การยังเป็นที่นิยมชมชอบเป็นเรื่องปกติของมนุษย์อยู่แล้วตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่ถือสาเป็นเรื่องเสียหาย เมื่อไหร่ก็ตามที่การหวังผลในเรื่องส่วนตัวกลายเป็นแรงผลักดันให้คุณฝึกฝนจนกลายเป็นคนที่ทำให้ทุกคนที่คุยด้วยรู้สึกดีได้มันก็จะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวคุณและส่วนรวมเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว

การมีอคติก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

เรามักได้ยินคนพูดกันว่าอย่าใช้อคติตัดสินคนอื่นซึ่งผมก็เห็นด้วยครับแต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถใช้อคติให้เป็นประโยชน์ต่อเกมส์พูดคุยได้เช่นกัน

อคติ ในที่นี้หมายถึงความคิด ความเชื่อ หรือความรู้สึกที่เรามีโดยที่ยังไม่ทันได้รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่นพอเห็นคนหน้าตาดูไม่ยิ้มแย้มก็คิดไปเองว่าเค้าต้องเป็นคนดุหรือพอเห็นผู้หญิงที่ดูข้าวห้าวก็คิดว่าเค้าเองต้องไม่ชอบงานบ้านงานเรือน

แต่การมีอคติก็ส่งผลดีต่อเกมส์พูดคุยได้เพราะอคติที่เกิดจากความไม่รู้จะทำให้เรารู้สึกอยากพูดคุยกับอีกฝ่ายเพื่อหาข้อมูลมาล้มล้างอคติในใจ

ด้วยเหตุนี้คนจึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเวลาที่เผลอตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือข้อมูลที่ไม่เพียงพอขอแค่รู้ว่าตัวเองมีอคติและพยายามแก้ไขคุณก็จะอยากพูดคุยกันมากขึ้นแล้ว

ดูตัวอย่างจากประสบการณ์ของผมก็ได้ครับสัปดาห์นี้ผมมีโอกาสได้ร่วมรายการกับคุณโฮะชิโนะ เก็น ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงและนักร้องชื่อดังปกติของผมคือการคิดว่าเค้าเป็นคนเจ้าสำราญนิดนิดซึ่งก็ดูเหมือนเค้าจะพอสัมผัสได้ระหว่างที่คุยกันเค้าเลยพูดว่าที่จริงผมไม่รู้เรื่องแฟชั่นเลยแถมยังเป็นพวกปลาการ์ตูนอีกต่างหากอัพเดทได้ว่าการพยายามลบล้างอคติช่วยให้เราพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นครับ

อย่าลืมว่าเป้าหมายของการพูดคุยไม่ใช่การแสดงความโดดเด่น

   

อวิกา โอซิม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีมรวม

การพูดคุยเองก็ไม่ต่างกันครับคุณไม่ควรคิดว่าการพูดคุยเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความโดดเด่นหรือความสามารถแต่ควรให้ความสำคัญกับทีมเป็นหลักจริงอยู่ว่าบางครั้งคุณอาจเตรียมประเด็นที่จะพูดมาแล้วแต่ถ้าบรรยากาศของการสนทนาไม่เอื้อให้หยิบมันขึ้นมาใช้คุณก็ไม่ควรดันทุรังเอามาพูดคุณต้องประเมินสถานการณ์แล้วปรับเปลี่ยนให้การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

การสัมภาษณ์กับเกมส์พูดคุย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์งานกันดีกว่าครับ
คนส่วนใหญ่มองว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดคุยในฐานะผู้ใหญ่ที่เริ่มต้นใช้ชีวิตในสังคมเป็นครั้งแรกและยังเป็นการพูดคุยที่มีผลต่ออนาคตในวันข้างหน้าโดยตรงจึงมักรู้สึกเครียดหรือประมาทจนนั่งไม่ติดแต่ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเรามีความเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานครับ

เรามาคิดกันว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นใครมีความสามารถมากแค่ไหนเหมาะกับงานหรือไม่เราจึงพยายามแสดงความโดดเด่นของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์งานเองก็เป็นเกมส์พูดคุยชนิดหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การแสดงความโดดเด่นหรือความเฉลียวฉลาดแต่เป็นการทำให้ทุกคนในวงสนทนารู้สึกดี

แน่นอนว่าผู้สัมภาษณ์มักถามคำถามที่เหมือนจะประเมินความสามารถแต่บริษัทที่ดีจริงๆจะไม่ตัดสินคนโดยดูว่าคำตอบถามได้ดีแค่ไหนหรอกครับเพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนเตรียมตัวมาล่วงหน้าได้เรื่องที่เขาสนใจคือความรู้สึกที่ได้ระหว่างสัมภาษณ์ต่างหาก ถ้าผู้สัมภาษณ์รู้สึกดีก็มีโอกาสสูงที่เค้าจะเลือกคุณแทนที่จะเลือกคนที่ตอบคำถามเก่งแต่คุยด้วยแล้วรู้สึกแย่

ผมขอเราก็รู้ดีของตัวเองให้ฟังครับตอนที่ไปสัมภาษณ์งานผมไม่ได้เตรียมตัวเลยว่าจะตอบคำถามอย่างไรเพราะตั้งใจจะไปเล่าเรื่องตลกให้ผู้สัมภาษณ์ฟังแถมยังถึงขั้นหอบอุปกรณ์ติดตัวไปด้วยผมไม่ได้จงใจทำตัวให้เด่นหรอกครับแต่ด้วยความที่พูดไม่เก่งผมเลยกลัวว่าตัวเองอ่ะพูดอะไรไม่ออกระหว่างสัมภาษณ์ หรือถ้าหากไปเล่าเรื่องตลกอย่างน้อยก็มีเรื่องให้พูดแน่แน่ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลครับเพราะมันทำให้ผู้สัมภาษณ์จำผมได้

นอกจากนั้นพอโดนถามว่ามีคนที่อยากสัมภาษณ์เป็นพิเศษไหมผมก็ตอบติดตลกไปว่าอยากสัมภาษณ์เรื่องครอบครัวกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธตอนนั้นราชวงศ์อังกฤษกำลังมีข่าวอื้อฉาวในครอบครัวผู้สัมภาษณ์ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเลยทีเดียวเพราะมาคิดดูแล้วนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้งานเป็นนักจัดรายการวิทยุก็ได้ครับ

เกม พูดคุย

บอกเล่าการพูดคุยเป็นเกม

ผมได้พูดไปแล้วว่าเราควรมองการพูดคุยเหมือนเป็นเกมอย่างหนึ่งแล้วเรียนรู้กฎกติกาของมัน พอได้ยินคำว่ากฎกติกาบางคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากหรือซับซ้อนแต่จริงๆแล้วการไม่มีกฎกติกาเลยต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นสมมุติว่าเราจะเล่นฟุตบอลคุณคิดว่าระหว่างการมีกฎกติกากลับไม่มีกฎกติกาอะไรเลยแบบไหนช่วยให้เล่นง่ายและสนุกกว่ากัน คำตอบก็ต้องเป็นมีกฎกติกาอยู่แล้วจริงไหมครับที่สำคัญการมีกฎกติกายังช่วยให้เรารู้ว่าควรฝึกซ้อมเรื่องใดบ้างได้อย่างตรงจุดเช่นพอเรารู้ว่ากฎของการเล่นฟุตบอลคือถ้าเตะลูกบอลเข้าประตูก็จะได้แต้มเราจึงรู้ว่าต้องฝึกซ้อมเรื่องการยิงประตูเป็นพิเศษนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมกฎกติกาจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ

ถึงตอนนี้คุณคงอยากรู้แล้วว่ากฎกติกาของเกมพูดคุยมีอะไรบ้างโดยส่วนตัวผมคิดว่ามันมีอยู่ 4 ข้อหลักๆได้แก่

1. เป็นเกมที่ “ไม่มีคู่ต่อสู้” เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นพวกเดียวกันและต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในเกม
2. สิ่งที่ต้องเอาชนะให้ได้ในเกมก็คือ ”ความรู้สึกอึดอัด”
3. เป็นเกมที่ “จำเป็นต้องเล่น”
4. มี “วิธีเอาชนะ” ที่ยืดหยุ่น

หลักการพื้นฐานที่ช่วยให้เล่นเกมได้ง่ายขึ้นก็คือการพูดคุยเป็นเกมส์ที่ยืดหยุ่นมากจึงไม่มีเทคนิคที่พูดได้เต็มปากว่าใช้ได้ผล 100% และวิธีที่ดีที่สุดก็คือการเรียนรู้จากประสบการณ์และค่อยค่อยพัฒนาเทคนิคที่เหมาะกับตัวเองขึ้นมา
อย่างไรก็ตามยังมีหลักพื้นฐานที่ถ้าทำตามแล้วจะช่วยให้เล่นเกมได้ง่ายขึ้นอยู่ครับ

การจูงใจให้คนอื่นพูดก็มีอยู่หลายวิธีเช่นกันแต่หลักสำคัญคือคุณต้องสร้างบรรยากาศให้เขาได้พูดในสิ่งที่คิดและรู้สึกจริงๆออกมาไม่ใช่บังคับให้พูดในสิ่งที่คุณต้องการ ซึ่งจะทำได้ง่ายขึ้นหากตั้งใจฟังสิ่งที่คู่สนทนาพูดหรืออาจเก้าได้ว่าการฟังคือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดของการพูด

ตัวอย่างเช่นในช่วงเริ่มต้นการสนทนาเราอาจเริ่มด้วยการชวนคุยเรื่องทั่วไปแล้วสังเกตว่าอีกฝ่ายดูมีท่าทีกระตือรือร้นกับประเด็นไหนเป็นพิเศษจากนั้นก็ถามเค้าเกี่ยวกับเรื่องนั้น โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จะชอบพูดเรื่องที่ตัวเองสนใจดังนั้นถ้าสามารถชักนำคู่สนทนาให้พูดเรื่องที่อยากพูดได้เราก็ทำไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมนอกจากการพยักหน้าเออออและตั้งคำถามเล็กๆในน้อยวิธีนี้นอกจากจะสบายสำหรับคนพูดไม่เก่งแล้วยังทำให้คนที่คุยด้วยรู้สึกดีกับการสนทนาและตัวเราด้วยครับ

รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ขณะพูดคุย

การใช้กลยุทธ์จะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อใช้ได้ถูกที่ถูกจังหวะ เราจึงต้องรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ขณะพูดคุยไปด้วยว่าถ้าคู่สนทนาพูดมาแบบนี้เราควรจะตอบกลับไปแบบไหนคำว่าวิเคราะห์อาจทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากแต่จริงๆแล้วมันก็คือการพยายามคาดเดาว่าต้องพูดอย่างไรคู่สนทนาถึงจะรู้สึกดีเท่านั้นเอง ดังนั้นขอแค่มีมารยาทและคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นเราก็จะวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างค่อนข้างแม่นยำแล้วครับ

นอกจากนั้นประสบการณ์ชีวิตและการอบรมสั่งสอนที่ได้รับมาตั้งแต่ยังเล็กก็ทำให้เราวิเคราะห์สถานการณ์เป็นกันอยู่ได้ระดับหนึ่งต่อให้เป็นคนพูดไม่เก่งแต่คุณก็คงเคยพบกับสถานการณ์ที่พอจะเดาได้ว่าควรตอบอย่างไร

อย่างเวลาที่มีคนชมเราก็ควรทำตัวอะไรแบบนั้นหรือเปล่า

ถูกต้องครับการมองออกว่าคู่สนทนากำลังชื่นชมและสามารถตอบกลับโดยที่ทำให้เขารู้สึกดีได้ถือเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์และใช้กลยุทธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอนว่าในชีวิตจริงบางครั้งเราก็ต้องพบกับสถานการณ์ที่วิเคราะห์ได้ยากทำให้วางตัวลำบากและไม่รู้จะพูดอย่างไรแต่ผมอยากให้คุณจำไว้ว่ากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมมาจากประสบการณ์ระหว่างที่ยังไม่ชำนาญก็ย่อมต้องมีผิดพลาดหรือเสียหน้าบ้าง

อย่างไรก็ตามข้อดีอย่างหนึ่งของกลยุทธ์การพูดก็คือ แต่ละคำถามหรือแต่ละสถานการณ์ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว สมมุติว่ามีคนชมเราเราสามารถตอบไปว่าไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นหรอกหรือจะตอบแบบติดตลกว่าของมันแน่นอนอยู่แล้ว ก็ได้เหมือนกันยิ่งฝึกฝนจนรู้คำตอบสำเร็จรูปล่วงหน้ามากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งประยุกต์ใช้ได้เก่งขึ้นครับ

อันที่จริงการพูดคุยการไม่ต่างไปจากการเล่นหมากรุกหรือหมากล้อมสักเท่าไหร่ พูดเล่นหมากรุกจะวิเคราะห์มากบนกระดานพยายามคาดเดาว่าตาต่อไปฝ่ายตรงข้ามจะเดินเกมอย่างไรเราจึงตัดสินใจวางหมากการพูดคุยที่ลื่นไหลเองก็ทำแบบนี้เช่นกัน ที่สำคัญการหักวิเคราะห์สถานการณ์บ่อยบ่อยจะทำให้เราควบคุมทิศทางการสนทนาให้เป็นไปได้ในแบบที่เราต้องการ

ถ้าพูดไม่เก่งก็ต้องหัดใช้กลยุทธ์

อาชีพนักจัดรายการวิทยุกระตุ้นให้ผมเริ่มฝึกฝนเรื่องการสื่อสารด้วยการพูดแบบจริงจังหลังจากลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วนผมก็ค้นหาพบวิธีที่ใช้ได้ผลกับตัวเองแล้วน่าจะใช้ได้ผลกับคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารคนอื่นๆด้วย

นั่นคือเราต้องมองว่า การพูดเป็นเกมชนิดหนึ่งครับ “เกม” เป็นสิ่งที่มีกฎกติกากำกับอยู่ขอเพียงเราเข้าใจกฎเรานั้นเราก็จะเล่นเกมส์เป็นยิ่งถ้าเรามีกลยุทธ์ในการเล่นเราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ กลยุทธ์ที่ผมแนะนำให้คนพูดไม่เก่งมีติดตัวไว้เป็นอย่างแรกคือกลยุทธ์คำตอบสำเร็จรูปถ้าสังเกตุให้ดีคุณจะพบว่าการพูดคุยส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันมีรูปแบบที่ตายตัวเช่นถ้าอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ต้องพูดอย่างนี้หรือถ้ามีคนถามแบบนี้ก็ต้องตอบแบบนี้เพราะฉะนั้นแค่จำคำตอบหรือบทสนทนาสำเร็จรูปสำหรับแต่ละสถานการณ์ได้การพูดคุยทั่วไปในชีวิตประจำวันก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

คุณคงเคยฟังรายการวิทยุที่มีผู้จับหรือผู้ร่วมรายการที่เป็นนักพูดมาคุยกันใช่ไหมครับรายการของพวกเขาจะฝากดูสนุกมากทั้งสองฝ่ายสามารถรับส่งลูกหรือเล่นมุกโต้ตอบกันได้อย่างมีจังหวะจะโคนส่วนใหญ่แล้วรายการแบบนี้ไม่ได้นัดแนะรายละเอียดกันล่วงหน้าหรอกครับพวกเขาแค่รู้คำตอบสำเร็จรูปและสามารถมาประยุกต์ใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญเท่านั้นเอง

รู้จักปล่อยวาง

คุณคงสงสัยแล้วว่าทำไมคนพูดไม่เก่งที่แม้แต่สบตาคนอื่นยังทำไม่ได้อย่างผมถึงกลายมาเป็นนักจัดรายการวิทยุได้คำตอบคือเพราะมีใบประกาศรับสมัครงานแต่ยู่ที่แผนกหางานของมหาวิทยาลัยครับ เป็นเหตุผลที่ฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลยจริงไหมแต่สิ่งที่ยากกว่าการได้งานเป็นนักจัดรายการก็คือการเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเอง ยิ่งมีคนพูดว่าถ้ามีนักจัดรายการแล้วทำให้บรรยากาศครึกครื้นไม่ได้จะมีไปทำไม ผมก็ยิ่งเครียด

อย่างไรก็ตามอาชีพนักจัดรายการวิทยุกลายเป็นสิ่งที่บังคับให้ผมต้องหันมาเผชิญหน้ากับข้อด้อยของตัวเองผมไม่สามารถเดินหนีหรือถอดใจไม่ทำเวลาที่รู้สึกไม่ดีในช่วงแรกๆที่ต้องไปจัดงานอีเวนท์หรือออกไปสัมภาษณ์ผู้คนตามท้องถนน ผมเคยพูดแล้วรู้สึกงานกร่อยหลายครั้งถ้าคนอื่นแล้วเค้าเดี๋ยวนี้ก็หลายหนทุกครั้งผมจะรู้สึกแย่มากๆแต่เมื่อผ่านงานมากมากขึ้นผมก็คิดได้ว่าการไปทักคนอื่นแล้วเค้าไม่ทักตอบนั้นเป็นเรื่องธรรมดาการที่เขาไม่ตอบคำถามก็เป็นเรื่องธรรมดาและการที่เขาไม่ใส่ใจเราก็เป็นเรื่องธรรมดา

เพราะคิดได้แบบนั้นผมก็รู้สึกผ่อนคลายกับการพูดมากขึ้นเราไม่สนอีกต่อไปว่าตัวเองจะดูน่าเบื่อในสายตาคนอื่นหรือเปล่า นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตผมเลยทีเดียว

ไม่กล้าสบตากับคู่สนทนา

ที่จริงผมอยากเป็นบรรณาธิการนิตยสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ครับไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเลยสักนิด ผมชอบจัดการกับข้อมูลมากกว่าจัดการกับคนทุกวันนี้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการ์ตูนไอดอลและอุปกรณ์ดิจิตอลลงนิตยสารแนวไอทีและบันเทิงด้วย ผมรู้สึกสนุกสนานกับการเขียนเลยยิ่งทำให้ตระหนักว่าตัวเองเป็นคนไม่ชอบการพูดแค่ไหน

ปัญหาหนึ่งที่ผมรักคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารหลายคนมีก็คือไม่กล้าสบตากับคู่สนทนาต่อให้มีไอดอลที่กำลังดังมาเป็นแขกรับเชิญในรายการผมก็แทบไม่กล้าสบตาด้วยเลย

การไม่สบตากับคนอื่นมักถูกมองว่าเป็นข้อด้อยเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าการไม่สบตาเป็นการแสดงออกถึงความไม่จริงใจหรือบ่งบอกว่ากำลังปิดบังอะไรอยู่ คนพูดไม่เก่งจึงยิ่งรู้สึกประหม่าเข้าไปใหญ่แต่คนเราควรสบตากันตลอดเวลาที่พูดคุยจริงๆหรือผมไม่คิดแบบนั้นครับ

วงการซูโม่ทุกวันนี้มีนักกีฬาชาวต่างชาติมากขึ้นและบางคนก็ทำผลงานได้ดีกว่านักซูโม่ญี่ปุ่นเสียอีก คุณโชจิ ซะดะโอะ นักเขียนการ์ตูนชื่อดังเคยให้ความเห็นว่าซูโม่เป็นกีฬาที่นอกจากจะใช้พละกำลังแล้วยังต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งด้วยเพราะทุกครั้งที่ลงสนามสิ่งที่นักซูโม่ทำเป็นอย่างแรกคือการจ้องตาเพื่อข่มขวัญกัน คนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ถนัดเรื่องสบตาคนอื่นในขณะที่นักซูโม่ต่างชาติไม่มีปัญหานั้น จึงมีข้อได้เปรียบกว่าอาจกล่าวได้ว่าการสบตากันเป็นการท้าทายรูปแบบหนึ่งเราจึงควรสบตาคู่สนทนาระหว่างที่พูดคุยบ้างแต่การสบตาตลอดเวลานั้นไม่ดีแน่นอน

คุณทะโมะริ พิธีกรชื่อดังผู้ส่งแว่นดำตลอดเวลาเคยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่าเวลาที่คู่สนทนากำลังพูดเค้าจะไม่มองตาอีกฝ่ายเลยเพราะต่อให้เป็นการมองผ่านแว่นดำมันก็สามารถทำให้คนที่พูดอยู่รู้สึกกดดันได้ เค้าจึงมองตาคู่สนทนาตอนที่ตัวเองเป็นฝ่ายพูดเท่านั้น

นอกจากนี้เขายังเล่าอีกว่าถ้ากลัวผู้สนทนาคิดว่าเราไม่สนใจก็ให้มองไปที่จมูกของอีกฝ่ายแทนเมื่อทำแบบนี้ก็จะรู้สึกสบายใจกันทั้งสองฝ่ายใครที่มีปัญหาเรื่องการสบตา เคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะครับ

ตัวผมสมัยที่”บกพร่องด้านการสื่อสาร”

เมื่อคนที่กลัวการพูดกลายมาเป็นนักจัดรายการวิทยุ!

คนที่บกพร่องด้านการสื่อสารจะมีจุดอ่อนเฉพาะตัวแตกต่างกันไปในกรณีผมเรื่องที่กังวลมากเป็นพิเศษคือการพบปะผู้คนและกลัวคนอื่นคิดว่าเป็นคน”น่าเบื่อครับ”

แม้จะทุ่มเทพัฒนาตัวเองจนสามารถคุยกับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกอย่างออกอรรถรสได้แล้วแต่ผมก็ยังคงกลัวอีกฝ่ายจะคิดว่าผมไม่ได้เป็นคนที่น่าสนใจอะไรขนาดนั้นพูดได้ว่ากว่าจะข้ามกำแพงแต่ละขั้นมาจนถึงจุดที่รู้จักปล่อยวางว่าจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะได้ก็สาหัสทีเดียว

ในช่วงแรกๆของการฝึกฝนคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารมักจะเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองเช่นกลัวโดนคิดว่าน่าเบื่อ กลัวเสียหน้า หรือกลัวว่าจะไปทำให้คนอื่นรำคาญแต่เมื่อเก่งขึ้นคุณจะเริ่มรู้สึกปล่อยวางและไม่เอาเลขเอาน้อยกับเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป ผมจะเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังเป็นตัวอย่างนะครับ

ตอนเพิ่งได้งานเป็นนักจัดรายการวิทยุใหม่ใหม่ผมเครียดมากว่าจะทำอาชีพนี้ได้นะหรือเพราะนอกจากจะพูดไม่เก่งแล้วผมยังระแวงตลอดเวลาว่าคนอื่นจะคิดว่าผมน่าเบื่อแถมยังกลัวพัดทำเรื่องหน้าอายออกมา ซึ่งปรากฏว่าไม่นานหลังจากนั้นผมก็ทำเรื่องหน้าอายออกมาจริงๆ

เรื่องมีอยู่ว่าวันนั้นบริษัทจัดงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ในงานพนักงานใหม่ทุกคนจะต้องขึ้นเวทีกล่าวทักทายเพื่อฝากเนื้อฝากตัวกับรุ่นพี่ ถ้าเป็นบริษัททั่วไปก็คงไม่อร่อยต้องกังวลนักแต่เนื่องจากบริษัทของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ ทุกคนเลยรู้สึกกดดันว่าจะทำตัวน่าเบื่อแถมผมยังมีตำแหน่งนักจัดรายการวิทยุคำขออีกคงจินตนาการออกใช่ไหมครับว่าตอนนั้นผมเครียดแค่ไหน

ยิ่งไปกว่านั้นพนักงานใหม่ใหม่คนอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้จัดรายการยังพูดเก่งจนบรรยากาศครึกครื้นผมรู้สึกฮึดขึ้นมา เลยตัดสินใจจะเล่นมุกแทนการพูดทักทายตามปกติ พอถึงคิวตัวเองผมก็ชูมือขึ้นกับพูดออกไปว่า “เอาละทุกท่านส่งเสียงหน่อยครับ 123 เย่!”

ปรากฏว่ามีแค่ผมที่ชูมือก็อยู่คนเดียวส่วนคนอื่นเงียบกริบกันหมดแต่จะให้รีบเอามือลงก็ไม่ได้ผมเลยต้องทำเป็นบอกมึงกกเรือนตอนนั้นทุกคนทำหน้าประมาณ เอ๊ะเมื่อกี้เด็กใหม่คนที่เป็นนักจัดรายการเค้าทำอะไรน่ะผมรู้ซึ้งเลยว่าการปล่อยมุกรับปากมันน่าอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีแค่ไหนนึกย้อนกลับไปทีไรก็ยังเขินไม่หายแต่ผมก็สามารถผ่านพ้นมันมาได้ในที่สุด

เริ่มต้นด้วยการสำรวจตัวเอง

คุณคงอยากรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเองได้อันดับแรกผมขอแนะนำให้คุณหัดสำรวจตัวเองครับ

การสำรวจตัวเองในที่มีคือการฝึกสังเกตว่าตัวเราเองรู้สึกอย่างไรเวลาที่พูดคุยกับคนอื่น ถ้ารู้สึกผ่อนคลายหรือสนุกก็ให้ถือว่าประสบความสำเร็จในทางกลับกันถ้ารู้สึกอึดอัดหรือคิดว่าการสนทนาไม่รับลื่นเท่าที่ควรก็ให้คุณจดจำไว้ว่า. ไหนและเรื่องอะไรที่ไม่ถนัดแล้วนำไปฝึกฝนพัฒนาตัวเองในภายหลัง

ในช่วงเริ่มต้นคุณควรเน้นสังเกตเฉพาะตัวเองเป็นหลักเพราะคนพูดไม่เก่งส่วนใหญ่เป็นคนคิดมากและใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นเวลาพูดถึงชอบสำรวจสีหน้าของคู่สนทนาเพื่อคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไร เบื่อหรือไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองพูดคุยอยู่หรือไม่เพราะคิดมาก็จะเริ่มประมารู้สึกอาจกับการพูดจนสนทนาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นคุณต้องมุ่งมั่นนำความสนใจไปที่ตัวเองก่อนเอาไว้เริ่มเก่งขึ้นเราค่อยหันไปสังเกตคู่สนทนาครับ

ผมขอย้ำอีกครั้งว่าคุณควรคิดว่า การสื่อสารหรือการพูดคุยเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลายอย่าพึ่งไปใส่ใจเรื่องอื่นยังการถ่ายทอดของข้อมูลเวลาที่พูดไม่ได้อย่างที่หวังก็ไม่ต้องรู้สึกท้อแท้ เพราะการสื่อสารเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจึงจะทำได้ตราบใดที่คุณมีความพยายามคุณจะสามารถเอาชนะความบกพร่องด้านการศึกษาของตัวเองได้อย่างแน่นอนครับ

เราสามารถฝึกฝนจนกลายเป็นยอดฝีมือด้านการพูดได้หรือไม่

แม้ผมจะพูดไปก่อนหน้านี้ว่าการสื่อสารหรือการพูดเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าโลกนี้มีคนบางคนที่มีพรสวรรค์ด้านการพูดติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่จริงๆหลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองจะสามารถเก่งเท่าคนเหล่านั้นได้หรือเปล่า หรือต่อให้พยายามแค่ไหนก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ถ้าให้คำตอบด้วยความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าถ้าทุ่มเทฝึกฝนอย่างจริงจังคนที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสารจะเป็นผู้พูดที่ดียิ่งกว่าคนที่เก่งมาตั้งแต่เกิดเสียอีก

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนที่มีพรสวรรค์ด้านการพูดไม่เข้าใจจิตใจของคนที่พูดไม่เก่งผมไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นนะครับเพียงแต่พวกเขาไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับการพูดไม่เคยต้องกลุ้มใจหรือกลัวที่จะพูด พวกเขาจึงไม่รู้ว่าคนพูดไม่เก่งซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากรู้สึกอย่างไรและยังไม่มีแรงกระตุ้นให้พัฒนาการพูดหรือการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น ผิดกับคนที่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาแล้วพยายามเต็มที่ที่จะปรับปรุงตัว ผมเชื่อว่าคนที่ไม่กล้าพูดที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารนี่แหละที่จะเป็นยอดฝีมือด้านการพูดได้ ดูอย่างผมก็ได้ครับผมเป็นคนพูดไม่เก่งแถมยังรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาเจอคนแปลกหน้าแต่ผมกลับสามารถทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุได้เพราะตั้งใจฝึกฝนปรับปรุงตัว เรียกได้ว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารนี่แหละที่เป็นประตูสู่โอกาสให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้