วิธีดูแลผิวหน้าหนาว ผิวแตกบำรุงอย่างไร

วิธีดูแลผิวหน้าหนาว ผิวแตกบำรุงอย่างไร

วิธีดูแลผิวหน้าหนาว ผิวแตกบำรุงอย่างไร

วิธีดูแลผิวหน้าหนาว อาการผิวแตก คัน ครีมทาผิวสำหรับฤดูหนาว บำรุงผิวหน้ายังไงให้ยังชุ่มชื้น รวมถึงอาหารการกินที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ดูแลสุขภาพของคุณ และคนที่คุณรัก ด้วยข้อมูลเคล็ดลับฉบับคุณหมอ

  • เลี่ยงการอาบน้ำอุ่นอุณหภูมิสูง – แน่นอนว่าการอาบน้ำหน้าหนาวเป็นอะไรที่สะพรึง! หลายคนเรียกใช้เครื่องทำน้ำอุ่นและน้ำร้อนจัดเพื่อชำระล้างแต่รู้ไหมว่าผลลัพธ์นั้นไม่ส่งผลดีต่อผิวเลยเพราะความชุ่มชื้นจะลดลงทำให้ผิวแห้งแตกเป็นขุยได้ เพราะฉะนั้นหากอยากผิวสวยควรอดทนอาบน้ำอุณหภูมิปกติ หรือถ้าอุ่นก็ไม่สูงจนเกิดไป
  • เลือกสบู่ให้เหมาะ – ข้อมูลทางการแพทย์แนะนำให้อาบน้ำแบบไม่ต้องฟอกสบู่ก็ได้แต่หากรู้สึกไม่มั่นใจล่ะก็เลือกสบู่หรือครีมบำรุงให้เหมาะกับผิวสักนิด ควรเลือกสบู่เหลวแบบอ่อน หรือมีส่วนผสมของกลีเซอรีน (สารในกลุ่มมอยเจอร์ไรเซอร์) เพื่อคืนความชุ่มชื้น และหลีกเลี่ยงการสครับ หรือขัดถูแรงๆในช่วงนี้ด้วย
  • โลชั่น และครีมบำรุงผิว – วิธีดูแลผิวหน้าหนาว ควรทาครีมบำรุงผิวหลังจากอาบน้ำ 3-5 นาที ทุกจุดทั้งลำตัว และใบหน้า ผิวจะไม่แตก คืนความชุ่มชื้นอย่างฉับไว และอย่าลืมให้ความสำคัญต่อส่วนผสมให้เลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของ olive oil, jojoba oil, shea butter, urea, lactic acid, hyaluronic acid, glycerin, lanolin, mineral oil และหลีกเลี่ยงที่มี แอลกอฮอล์ น้ำหอม
  • ไอเท็มดูแลตัวเองหน้าหนาว – ลิปบาล์ม ลิปมัน แฮนด์ครีม ต้องมีติดกระเป๋าไว้ใช้ทาปาก มือ แขน เรียกได้ว่าลมหนาวมาเมื่อไหร่ก็ไม่หวั่นจ้า
  • หน้าหนาวกินอะไรดีต่อร่างกาย – พืชอย่าง “วอลนัท” หรือผลิภัณฑ์จากนมวัว แกะ และแพะ ควรหามาติดตู้เย็นไว้เพราะอุดมไปด้วย omega 3 ถือเป็นไขมันชนิดดี เช่นกันกับเนื้อปลา เนื้อไก่ และผักผลไม้ที่มีวิตามิน A, C, E และ Zinc เติมอาหารบำรุงผิว และที่สำคัญดื่มน้ำมากๆวันละ 8 – 10 แก้วคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ผิวเปล่งปลั่งสุขภาพดี

 

DIY น้ำมันหอมบำรุงผิวสำหรับหน้าร้อน

DIY น้ำมันหอมบำรุงผิวสำหรับหน้าร้อน

DIY น้ำมันหอมบำรุงผิวสำหรับหน้าร้อน

DIY น้ำมันหอมบำรุงผิวสำหรับหน้าร้อน

เรื่องดูแลผิวพรรณกับสาว ๆ เป็นของคู่กันชนิดที่ว่าขาดไม่ได้ สิ่งที่เป็นตัวการทำให้ผิวของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปนั้น นั่นก็คือฤดูกาล เพราะทุกครั้งเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนไป ปัจจัยในฤดูกาลนั้น ๆ ก็หมุนเวียนมาทำให้ผิวเราเสียสมดุลทั้งความร้อนจากแดด ความแห้งจากลม มาบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นไปพร้อมกับกลิ่นหอม ๆ ที่เราเลือกปรุงได้เองกับวิธีทำน้ำมันหอมบำรุงผิวที่ Blisby.com นำมาฝากกันค่ะ

อุปกรณ์

  1. น้ำมันสกัดจากพืช เช่นน้ำมันจากเมล็ดองุ่น , น้ำมันอัลมอน หรือน้ำมันมะพร้าว
  2. น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบ
  3. สมุนไพรอบแห้งอย่างเช่นดอกกุหลาบแห้งและตะไคร้อบแห้ง

วิธีทำ

  1. ใส่ตะไคร้อบแห้งลงไปในขวดปริมาณ 1 ช้อนชา จากนั้นใส่กุหลาบอบแห้งตามลงไปอีก 1 ½ ช้อนชา 
  2. หยดน้ำมันหอมระเหยจำนวน 10 หยดตามลง แล้วตามด้วยน้ำมันสกัดจากพืชอีก 50 มิลลิลิตรเท่านี้ก็ได้น้ำมันหอมบำรุงผิว คืนความชุ่มชื้นให้กับผิวที่หยาบกร้านแล้วค่ะ

ขายด้วยโครงสร้างหมายถึงอะไร

ขายด้วยโครงสร้างหมายถึงอะไร

ขายด้วยโครงสร้างหมายถึงอะไร

ขายด้วยโครงสร้างหมายถึงอะไร

ในที่สุดก็เดินทางมาถึงบทสุดท้ายในบทนี้ผมจะให้คุณคิดเกี่ยวกับโครงสร้างที่เกี่ยวกับการประกอบขึ้นมาจากความสัมพันธ์ของสินค้าลูกค้าและบริษัทหรือร้านค้าอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของธุรกิจ

สาเหตุที่เราจำเป็นจะต้องใส่ใจโครงสร้างก็เพื่อที่จะขายสินค้าต่อไปได้เรื่อยเรื่อยอย่างยั่งยืนมากกว่าจะจบลงแค่กระแสประเดี๋ยวประด๋าวบางคนมองว่าการกระจายสินค้าจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคคือส่วนสำคัญของโครงสร้างที่ว่านี้ไม่ว่าจะเป็นกรณีของร้านค้าริมทางหรือร้านค้าที่มีสาขาหลายแห่งกระจายตามพื้นที่ต่างๆเช่นร้านสะดวกซื้อในขณะที่บางคนมองโครงสร้างการกระจายสินค้าในลักษณะผู้ผลิตร้านค้าส่งหรือร้านค้าปลีก

ไม่ว่าจะมองในรูปแบบใดผมก็ขอให้คุณจินตนาการถึงการขายด้วยโครงสร้างที่ประกอบขึ้นใหม่ไม่ซ้ำเดิมเพราะทุกคนคงคิดว่าสิ่งที่ควรใส่ลงในโครงสร้างการขายคือการเคลื่อนไหวของสินค้าหรือบริการและเงินเท่านั้นแต่ที่จริงแล้วแค่นั้นก็ยังไม่เพียงพอ

เนื่องจากข้อมูลข่าวสารและคนต่างหากที่เป็นตัวแปลทำสินค้าแลกเงินเคลื่อนไหวและถึงแม้ข้อมูลข่าวสารและคนที่กล่าวถึงนี้จะจัดอยู่ในส่วนหนึ่งของการกระจายสินค้าแต่ก็ยากที่จะควบคุมได้ด้วยใบสั่งสินค้าเพียงอย่างเดียวนอกจากโครงสร้างอย่าเติมการไหลเวียนของอีกสองกระแสเข้าไปด้วย

กระแสแรกก็คือการเรียกลูกค้าโดยเริ่มจากการทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้าเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าและปล่อยให้สิ่งชื่นชมของลูกค้าแพร่ขยายไปทีละน้อยกระทั่งกระจายออกไปในวงกว้างในท้ายที่สุดแล้วลูกค้าก็จะเริ่มเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ก็คือรูปแบบของโครงสร้างการได้ลูกค้าแต่ถ้ายังมองภาพไม่เห็นชัดเจนให้คุณลองนึกถึงเส้นวงกลมที่ล้อมกลุ่มผู้ใช้งานขยายกว้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจากอิทธิพลของการบอกต่อกันเป็นทอดๆ

อีกหนึ่งกระแสเคลื่อนไหวก็คือการใช้เป็นของคู่กายหมายถึงการทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีกหากสินค้าอยู่ในกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันก็ต้องคำนึงถึงระดับความถี่ในการใช้บริการหรือแบบรายวันรายสัปดาห์หรือรายเดือนแต่ถ้าสินค้ากลุ่มสินค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าราคาแพงก็อาจจะต้องคำนึงถึงการให้ลูกค้ากลับมาซื้อเพิ่มหรือเพราะอยากจะเปลี่ยนใหม่แทน

อย่าลืมว่าเป้าหมายของการพูดคุยไม่ใช่การแสดงความโดดเด่น

   

อวิกา โอซิม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีมรวม

การพูดคุยเองก็ไม่ต่างกันครับคุณไม่ควรคิดว่าการพูดคุยเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความโดดเด่นหรือความสามารถแต่ควรให้ความสำคัญกับทีมเป็นหลักจริงอยู่ว่าบางครั้งคุณอาจเตรียมประเด็นที่จะพูดมาแล้วแต่ถ้าบรรยากาศของการสนทนาไม่เอื้อให้หยิบมันขึ้นมาใช้คุณก็ไม่ควรดันทุรังเอามาพูดคุณต้องประเมินสถานการณ์แล้วปรับเปลี่ยนให้การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

การสัมภาษณ์กับเกมส์พูดคุย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์งานกันดีกว่าครับ
คนส่วนใหญ่มองว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดคุยในฐานะผู้ใหญ่ที่เริ่มต้นใช้ชีวิตในสังคมเป็นครั้งแรกและยังเป็นการพูดคุยที่มีผลต่ออนาคตในวันข้างหน้าโดยตรงจึงมักรู้สึกเครียดหรือประมาทจนนั่งไม่ติดแต่ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเรามีความเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานครับ

เรามาคิดกันว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นใครมีความสามารถมากแค่ไหนเหมาะกับงานหรือไม่เราจึงพยายามแสดงความโดดเด่นของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์งานเองก็เป็นเกมส์พูดคุยชนิดหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การแสดงความโดดเด่นหรือความเฉลียวฉลาดแต่เป็นการทำให้ทุกคนในวงสนทนารู้สึกดี

แน่นอนว่าผู้สัมภาษณ์มักถามคำถามที่เหมือนจะประเมินความสามารถแต่บริษัทที่ดีจริงๆจะไม่ตัดสินคนโดยดูว่าคำตอบถามได้ดีแค่ไหนหรอกครับเพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนเตรียมตัวมาล่วงหน้าได้เรื่องที่เขาสนใจคือความรู้สึกที่ได้ระหว่างสัมภาษณ์ต่างหาก ถ้าผู้สัมภาษณ์รู้สึกดีก็มีโอกาสสูงที่เค้าจะเลือกคุณแทนที่จะเลือกคนที่ตอบคำถามเก่งแต่คุยด้วยแล้วรู้สึกแย่

ผมขอเราก็รู้ดีของตัวเองให้ฟังครับตอนที่ไปสัมภาษณ์งานผมไม่ได้เตรียมตัวเลยว่าจะตอบคำถามอย่างไรเพราะตั้งใจจะไปเล่าเรื่องตลกให้ผู้สัมภาษณ์ฟังแถมยังถึงขั้นหอบอุปกรณ์ติดตัวไปด้วยผมไม่ได้จงใจทำตัวให้เด่นหรอกครับแต่ด้วยความที่พูดไม่เก่งผมเลยกลัวว่าตัวเองอ่ะพูดอะไรไม่ออกระหว่างสัมภาษณ์ หรือถ้าหากไปเล่าเรื่องตลกอย่างน้อยก็มีเรื่องให้พูดแน่แน่ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลครับเพราะมันทำให้ผู้สัมภาษณ์จำผมได้

นอกจากนั้นพอโดนถามว่ามีคนที่อยากสัมภาษณ์เป็นพิเศษไหมผมก็ตอบติดตลกไปว่าอยากสัมภาษณ์เรื่องครอบครัวกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธตอนนั้นราชวงศ์อังกฤษกำลังมีข่าวอื้อฉาวในครอบครัวผู้สัมภาษณ์ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเลยทีเดียวเพราะมาคิดดูแล้วนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้งานเป็นนักจัดรายการวิทยุก็ได้ครับ

ที่สุดของความรับผิดชอบ

การรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะสมบูรณ์ในตัวเองคือการรับผิดชอบขั้นสูงสุดในจักรวาล

สมัยเด็กเด็กเราทุกคนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับคำว่าความรับผิดชอบ ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้เพราะมันมักจะเชื่อมโยงกับความทรงจำหรือเรื่องราวแย่ๆ ตัวอย่างเช่นเรามักได้ยินคำว่าตวาดหรือตะคอกอย่างเสียงดังในทำนองว่า”ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้” ซึ่งมักมาจากปากของพ่อแม่หรือครูที่กำลังดุเด็กๆ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเราก็มักจะได้ยินคำพูดในทำนองที่ว่า”หัดรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้ว” จากผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือใครบางคนที่โตกว่าเรา

ไม่ว่าคำว่ารับผิดชอบจะลอยมาจากแหล่งใดหรือเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากใครเรื่องราวน้ำเสียงและอารมณ์ที่เชื่อมต่อกับคำดังกล่าวมักจะทำให้ความเป็นเด็กในตัวของเราสะดุ้ง หวัดกลัว หรือรู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นมาทันที

อย่างไรก็ดีที่จริงแล้วคำว่าความรับผิดชอบนั้นมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ในทางบวกกับตัวเราด้วยซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับผิดชอบชีวิตตัวเราเอง นั่นหมายรวมถึงรับผิดชอบต่อความคิด ความรู้สึก การตัดสินใจ ผลของการตัดสินใจ การกระทำ และผลของการกระทำทุกอย่างด้วยตัวเราเอง

มันคือก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ เราต้องเลิกที่จะโบ้ยความผิดพลาดให้คนอื่นเพราะถึงแม้ว่าคนอื่นอาจจะมีส่วนในการทำให้เหตุการณ์ไรร้ายเกิดขึ้นกับเราแต่เราก็ย้อนเวลากลับไปแก้ไม่ได้แล้วนอกจากตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ตั้งแต่วันแรกที่ขุดออกมาจากท้องแม่อาจจะมีผู้คนมากมายห้อมล้อมคุณทางแพทย์ พยาบาล คุณแม่ คุณพ่อ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในห้องคลอดคนอื่นๆ

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนอบอุ้มลูบหลังหรือปลอบโยนคุณคนเดียวที่พยายามสูดลมหายใจเพื่อเอาพลังชีวิตเข้าสู่ปอดอยู่ทุกขณะก็คือ “ตัวเราเอง”

ไม่มีใครมาหายใจแทนเรา!!

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนต่างก็ต้องตายหากคุณเคยยืนเคียงข้างหรือนั่งรอใครกำลังจากโลกนี้ไปคุณอาจจะพอนึกภาพออกว่า ไม่ว่าคุณจะรักผู้อื่นมากแค่ไหนไม่ว่าคุณจะกุมมือพวกเขาไว้นั้นอย่างไรจะพูดจาป๊อบเป่าลมแบบไหนแต่เมื่อถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา…
เราก็ช่วยหายใจแทนพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน!!

ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว

เราได้เริ่มต้นการเดินทางภายใน หรือการพัฒนาจิตใจกันมาถึงหน้ากระดาษนี้แล้วเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนคงรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นไป

กับการค้นพบเทคนิควิธีการปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยและเริ่มอยากที่จะลงมือทำจริงแล้ว  ในขณะที่บางท่านอาจจะยังลังเลสงสัยอยู่ว่า เทคนิคที่ท่านพึงได้เรียนดูไปในบทความเรื่องนี้จะส่งผลแค่ชั่วคราวเหมือนกับเทคนิคพัฒนาตนเองแบบคนอื่นหรือเปล่า?

นั้นถือเป็นข้อสันนิษฐานที่สามารถเข้าใจได้เพราะทุกวันนี้ต่างก็มีหนังสือแนวพัฒนาตนเองออกมามากมายไม่ว่าจะเป็นในด้านไหนก็ตาม

ทั้งการเพิ่มทักษะ การลดน้ำหนัก การฝึกภาษา การเพิ่มเกรดที่โรงเรียน การเลิกสิ่งเสพติด การมีวินัยในตนเอง การจัดตารางบริหารเวลา การควบคุมอาหาร เรียกว่าทุกปัญหาต่างก็มีหนังสือที่สามารถตอบโจทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ดีผู้เขียนอยากจะยืนยันตรงนี้ว่าเทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนานสามารถนำไปใช้ได้ผลอย่างแท้จริงและให้ผลยาวนานมากกว่า

ยิ่งหากทำอย่างต่อเนื่องคุณสมบัติที่เราโปรแกรมเข้าไปให้กับตัวเองผ่านการพูดคุยก็ยิ่งจะกลายเป็นคุณสมบัติถาวร กลายเป็นตัวตนใหม่ของเราโดยสมบูรณ์

การเรียนรู้และฝึกฝนที่จะกำหนดทิศทางของใจและปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเราเองถือเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของมวลมนุษย์ชาติเลยทีเดียว

แม้แต่ในทางศาสนาตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตนที่ดีที่สุดและพระพุทธองค์หรือศาสดาในศาสนาต่างๆก็มีคำสอนแบบเดียวกันในทำนองที่ว่า เราควรบรรลุศักยภาพสูงสุดในตัวเองเราเองให้ได้ถึงจะสามารถไปช่วยเหลือหรือโปรดผู้อื่นได้

คนยุคใหม่ ใส่ใจตัวเอง

เชื่อมั้ยคะว่าทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ในยุคดิจิตอลโดยเฉพาะคนไทย หลาย ล้านคนก็พูดกับตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหรือเรียกได้ว่าเฉลี่ยประมาณวันละสามเวลาอยู่แล้วโดยที่พวกเขาหรือคุณเองแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำเช่นนั้นอยู่

การโพสต์ข้อความบนที่สาธารณะของแอพพลิเคชั่นอย่าง Facebook, Twitter, LINE หรือแม้กระทั่งการโพสต์รูปการเขียนคอมเม้นต์การกดไลท์การแชร์การประณามการบ่นผัดแอพพลิเคชั่นต่างๆเหล่านั้นที่ทำกันทั่วๆทุกๆชั่วโมงจนเคยชิน…

ล้วนแล้วแต่เป็นช่องทางที่พวกเขาหรือคุณสึกออกมาบอกตัวเองอยู่เนืองๆ เป็นการป้อนโปรแกรมความเชื่อบ้างหรือทัศนคติยังเข้าไปตลอดเวลา

ตัวอย่างเช่น บางคนที่ขึ้นสถานะว่า”เหนื่อยจังเลยเมื่อไหร่จะรวยนะ” หรือ”ถูกหวยกินอีกแล้ววันนี้” หรือเหงามากๆอยากมีคู่เหมือนคนอื่นเค้าบ้างเหล่านี้เป็นต้น

คิดดูสิคะว่าข้อความเหล่านี้ที่โพสต์ลงไปในแต่ละครั้งมันเป็นการสงสาส์นแบบไหนเข้าสู่สมองหรือจิตของคุณเอง

แน่นอนคะว่าสาส์นส่วนใหญ่เหล่านั้นมักเป็นไปในทางลบถึงแม้ใครใครหรือกระทั่งตัวคุณเองจะมองว่าเป็นการโพสต์ขำๆหรือโพสต์เพื่อเสียดสีประชดตัวเองก็ตาม

ที่สำคัญบางคนอาจรู้สึกว่าการโพสต่างๆเป็นการโพสต์ให้คนอื่นรับทราบหรือฟังแต่หารู้ไม่ว่าผู้ที่รับสาส์นเหล่านั้นมากที่สุดคือตนเอง

แม้กระทั่งการโพสต์ในลักษณะด่าหรือเหน็บแนมผู้อื่นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทัศนคติเรานั้นมากที่สุดกลับเป็นตัวคนที่โพสต์เองนั่นแหละเพราะบางครั้งก็ไม่มีใครสนใจหรือเข้าใจในสิ่งที่คุณโพสต์เป็นนัยๆ และคนที่เราต้องการให้อ่านก็ไม่ได้อ่ะ

สาเหตุที่ทาง Facebook เอาปุ่มไม่ ชอบหรือ dislikeออกไปจากที่เคยมีในตอนแรกนั้นเป็นเพราะผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นหรือโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คดังกล่าวเห็นว่าอารมณ์ด้านลบหากเผยแพร่หรือส่งต่อกันไปแล้วจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือดราม่าขึ้นได้ง่ายขึ้น

หากแต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่วายที่จะสร้างรามาให้กับตัวเองด้วยการโพสต์ข้อความหรือความเห็นในเชิงลบกับตัวเองรวมถึงผู้อื่นซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางความคิดหรือความเห็นแต่อย่างไรก็ตามการโพสต์ในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ก็ยังมีให้เห็นอยู่มาก

ที่สำคัญอย่างที่บอกแหละว่าการโพสต์ข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่ว่าจะในทางลบหรือบวกโปรแกรมหรืออารมณ์ความรู้สึกรวมถึงทัศนคติที่เกิดขึ้นพร้อมกับข้อความดังกล่าวจะฝังอยู่ในหัวและส่งผลต่อตัวคนที่โพสต์เองมากกว่าที่จะส่งผลต่อคนอื่น

ทั้งนี้เพราะนั่นคือการคุยกับตัวเองในรูปแบบหนึ่งเช่นกันแถมยังเป็นการเขียนออกมาเป็นตัวอักษรซึ่งเป็นเสมือนการยืนยันในความคิดนั้นๆ ดังนั้นนับจากนี้ต่อไปก่อนที่จะโพสต์ข้อความหรือรูปภาพที่สื่อความคิดความรู้สึกใดใดของตัวเองลองสังเกตุดูสักนิดว่าเบื้องลึกในจิตใจแล้วเรากำลังเชื่อเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

ความเชื่อหรือทัศนคติดังกล่าวส่งผลเอื้ออำนวยต่อชีวิตเราในปัจจุบันหรือไม่?

ถ้าไม่ใช่ก็หยุดหรือฉุกคิดสักนิดก่อนจะโพสต์ก่อนที่จะถลำลึก หรือเคยชินกับการป้อนโปรแกรมเข้าสู่สมองของตัวเองในทางลบไปเสีย

ถ้าใช่และรู้สึกว่านี่แหละคือตัวตนในด้านบวกของเราหรือรู้สึกว่ามันเป็นข้อความที่ส่งเสริมกำลังใจของคุณได้ก็โพสต์ให้โลดเลยค่ะ

SELF ( F- กลัวความยากจน Fear of scarcity)

ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งทางวัตถุทุกคนจะมองโลกตามความเป็นจริงเสมอและในโลกทุนนิยมความยากจนคือส ศัตรูอันดับหนึ่งของชีวิต

“ยิ่งคุณมองโลกตามความเป็นจริงมากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งขยะแขยงความยากจนและต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้นซึ่งจะทำให้คุณตัดสินใจเลือกเป้าหมายชีวิตได้ถูกต้องตรงทางยิ่งขึ้น” นั่นคือ คำพูดที่นักการเงินระดับโลกเคยกล่าวเอาไว้ จริงอยู่ที่การมองโลกตามความเป็นจริงอาจขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนด้วยว่าจะมองในมุมไหนหรือมีประสบการณ์อย่างไรมาเป็นตัวตัดสิน เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

อย่างไรก็ดีการมองโลกตามความเป็นจริงในความหมายของผู้ที่ประสบความสำเร็จคือพวกเขาจะยอมรับว่า อยากรวยมากกว่าที่จะคล้อยตามอุดมการทางสังคม หรืออุดมการณ์ ทางศาสนาว่าเงินทองเป็นของนอกกายซึ่งอาจจะฟังดูดี

ผู้ประสบความสำเร็จมักให้ทัศนะความเห็นเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เป็นเพียงสัตว์ประเภทหนึ่งซึ่งการอยู่รอดทางกายภาพต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด

ถึงแม้ในยุคหลังมานี้ สังคมมนุษย์อาจมีทิฎฐิมานะ ในเรื่องของสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำตามแบบความเชื่อที่สูงส่งและสังคมในอุดมคติที่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน

แต่ความเชื่อเหล่านั้นเองที่เป็นสาเหตุให้บางคนไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เรียกได้ว่าความเชื่อบางอย่างเป็นการสร้างข้อจำกัดแก่ตัวเองมากเกินไปทำให้เป็นคนกลัวความสำเร็จหรือเห็นเงินเป็นกิเลสและสิ่งชั่วร้ายเป็นต้น

ในทางตรงกันข้ามคนที่ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะด้านวัตถุอำนาจและชื่อเสียงพวกเขามีทัศนคติที่ดีต่อ”เงินทอง” และ ภาพลักษณ์ “ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นบาทฐานไปสู่อิสรภาพในชีวิตอันจะส่งผลให้พวกเขาได้ทำประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นในด้านต่างๆได้ง่ายกว่าการอยู่อย่างยากจนหรือการต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องแบบวันต่อวัน

อย่างไรก็ดีพวกเขายังมองว่าคนเราควรหาจุดสมดุลย์ระหว่างการปรนเปรอส่งเสริมชีวิตตนเองกับการกระทำเพื่อสังคม แต่หากจำเป็นพวกเขาก็จะเลือกอย่างแรกเอาไว้ก่อน

เท่าที่ศึกษามา หากใครเน้นอย่างหลังมากเกินไปก็มักจะกลายเป็นคนที่เพ้อฝัน จับจด และไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เนื่องจากขาดแรงจูงใจที่จะทำเพื่อตัวเองอันเป็นแรงจูงใจที่ตรงกับธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า

ดังนั้นหากเราสังเกตและวิเคราะห์ดูจึงมักเห็นจุดเด่นของบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จว่า

พวกเขาจะเน้นทำแต่ในสิ่งที่ได้ผลและไม่เรื่องมาก จะใช้กระบวนการ หรือวิธีใดก็ได้ขอเพียงให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย รวมถึงไม่เดือดร้อนใครเป็นใช้ได้

ที่สำคัญ พวกเขาจะมองเป้าหมายและวางแผนการทีละขั้นๆ ซึ่งต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงถึงแม้ว่าเป้าหมายจะเป็นความฝันที่ไกลหรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม

SELF (L- ใจกว้างกับผู้คน Love people )

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้มีแต่ข้อดีในบุคลิกภาพเสมอไป บางคนก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่อย่างเห็นได้ชัด บางคนก็มีนิสัยบางอย่างที่ทำให้บางคนไม่อยากคบหา หรือเข้าใกล้แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือความใจกว้าง

พวกเขามักจะลืมเรื่องในอดีตได้อย่างรวดเร็ว และจดจ่ออยู่กับปัจจุบันเท่านั้น พวกเขามักไม่นิยมการไปงานเลี้ยงรุ่น ไม่ใช่ว่าพวกเขารังเกียจเพื่อนเก่าเก่าหรือเพื่อนที่ต่างฐานะหากแต่พวกเขามีภาระในปัจจุบันที่ต้องทุ่มเทกายใจมากพออยู่แล้ว และก็ยินดีที่จะช่วยเหลือคนรู้จักเสมอ หากผู้ที่เดือดร้อนเคยเป็นมิตรสนิทสนมกันมาก่อน

นอกจากนี้พวกเขายังมักชอบทำบุญด้วยการช่วยเหลือคนรอบข้างโดยเฉพาะเรื่องการเงิน ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบหยิบยื่นเงินทองวัตถุให้โดยตรง แต่พวกเขามักจะช่วยหาทางเพิ่มรายได้ หรือลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่คนเหล่านั้นในยามที่เกิดวิกฤติชีวิต

นอกจากนี้ความใจกว้างยังหมายถึงการมีจิตใจที่เปิดกว้างไม่จมปลักอยู่กับเรื่องเดิมๆพร้อมที่จะเปิดรับหรือลองสิ่งใหม่ๆ เสมอ

ไม่หวงไม่หยุดติดตำแหน่งหน้าที่ ไม่เซ้าซี้เอาสีที่ไม่ใช่ของตัวเองเก็บไว้คนเดียว หากใครมีคุณสมบัติอะไรที่เหมาะสมดีกว่าหรือมาแทนที่พวกเขาในตำแหน่งหน้าที่นั้นนั้นได้พวกเขาก็พร้อมจะยอมรับและเปิดทางให้ โดยไม่จำเป็นต้องกีดกันหรือสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย

ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะมีความยืดหยุ่นทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นในระดับหนึ่ง ไม่ตึงไม่ย่อนเกินไป และมีความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ทุกคน

พวกเขามักเข้าใจโดยสัญชาตญาณว่าใครๆ ต่างก็ต้องการความสุขและความมั่นคงในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น และการที่จะไปถึงจุดนั้นได้คนเราก็ควรที่จะเผื่อแผหรือนำพาผู้อื่นไปพร้อมๆ กันด้วย

ความใจกว้างในทุกๆ แง่มุมเป็นสิ่งสำคัญเพราะ ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้เพียงลำพัง

SELF ( E- เดินหน้ามาราธอน Enduring Strenght)

ไม่ว่าอารมณ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร  หากมีสิ่งหรืองานจำเป็นที่ต้องลงมือทำอยู่ตรงหน้าพวกเขาจะกัดฟันทำต่อไป เพราะเค้าไม่ได้ปฏิเสธว่าตัวเองฝืนทำแต่ถึงฝืนใจยังไงพวกเขาก็ลงมือทำอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่างเลย

หากไม่มีอะไรทำ  พวกเขาก็จะออกไปเดินเล่นข้างนอกหรือเปิดหูเปิดตา ด้วยการอ่านหนังสือ  รวมถึงอาจอาสาไปช่วยงานบางอย่างแก่ผู้อื่นและทดลองงานใหม่ๆ

นอกจากนี้พวกเขายังใช้เวลาว่างไปกับการพยายามพัฒนาทักษะของตัวเองฝึกฝนจุดเด่น และปรับปรุงข้อเสีย เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อโอกาสมาถึง

พวกเขาถือว่าหากลงมือทำอะไรซักอย่าง ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก   โอกาสประสบความสำเร็จก็มีแม้จะเพียง 1% ก็ตาม  หากแต่อยู่นิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลยโอกาสสำเร็จก็จะเป็นศูนย์อย่างเดียวเท่านั้น แถมยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเลย

พวกเขาให้ความสำคัญกับ “เวลา” มาก สำหรับพวกเขาแล้วเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงินในตัวมันเองเสียอีก หากคุณมีโอกาสได้พูดคุยกับคนเหล่านี้  คุณมักจะได้ยินคำพูดเปรียบเปรยในทำนองว่า…. อยากให้ในหนึ่งวันมี 25 ชั่วโมงจัง  เมื่อไหร่จะมีเครื่องหยุดเวลาน้า…จะได้พักเบรคบ้าง  หรืออยากให้ในหนึ่งสัปดาห์มีซักแปดเก้าวัน จะได้ทำอะไรได้มากกว่านี้เป็นต้น

ต่างกับคนส่วนใหญ่ที่มาเฝ้ารอหรือหวังให้เวลาผ่านไปเร็วๆ มากกว่า สำหรับคนเหล่านี้ชีวิตเป็นเรื่องน่าเบื่อเพราะพวกเขาไม่มีโครงการหรือแผนการลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เราอาจได้ยินคนประเภทนี้เปรยๆ ในทำนองว่า  “อยู่มาได้ครึ่งชีวิตแล้วเหลืออีกแค่ ครึ่งเดียว อดทนหน่อยแล้วกัน จะหมดเวรหมดกรรมแล้ว”ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไร้จุดหมายในชีวิตประจำวันของคนล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดเจน