อย่าลืมว่าเป้าหมายของการพูดคุยไม่ใช่การแสดงความโดดเด่น

   

อวิกา โอซิม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีมรวม

การพูดคุยเองก็ไม่ต่างกันครับคุณไม่ควรคิดว่าการพูดคุยเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความโดดเด่นหรือความสามารถแต่ควรให้ความสำคัญกับทีมเป็นหลักจริงอยู่ว่าบางครั้งคุณอาจเตรียมประเด็นที่จะพูดมาแล้วแต่ถ้าบรรยากาศของการสนทนาไม่เอื้อให้หยิบมันขึ้นมาใช้คุณก็ไม่ควรดันทุรังเอามาพูดคุณต้องประเมินสถานการณ์แล้วปรับเปลี่ยนให้การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

การสัมภาษณ์กับเกมส์พูดคุย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์งานกันดีกว่าครับ
คนส่วนใหญ่มองว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดคุยในฐานะผู้ใหญ่ที่เริ่มต้นใช้ชีวิตในสังคมเป็นครั้งแรกและยังเป็นการพูดคุยที่มีผลต่ออนาคตในวันข้างหน้าโดยตรงจึงมักรู้สึกเครียดหรือประมาทจนนั่งไม่ติดแต่ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเรามีความเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานครับ

เรามาคิดกันว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นใครมีความสามารถมากแค่ไหนเหมาะกับงานหรือไม่เราจึงพยายามแสดงความโดดเด่นของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์งานเองก็เป็นเกมส์พูดคุยชนิดหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การแสดงความโดดเด่นหรือความเฉลียวฉลาดแต่เป็นการทำให้ทุกคนในวงสนทนารู้สึกดี

แน่นอนว่าผู้สัมภาษณ์มักถามคำถามที่เหมือนจะประเมินความสามารถแต่บริษัทที่ดีจริงๆจะไม่ตัดสินคนโดยดูว่าคำตอบถามได้ดีแค่ไหนหรอกครับเพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนเตรียมตัวมาล่วงหน้าได้เรื่องที่เขาสนใจคือความรู้สึกที่ได้ระหว่างสัมภาษณ์ต่างหาก ถ้าผู้สัมภาษณ์รู้สึกดีก็มีโอกาสสูงที่เค้าจะเลือกคุณแทนที่จะเลือกคนที่ตอบคำถามเก่งแต่คุยด้วยแล้วรู้สึกแย่

ผมขอเราก็รู้ดีของตัวเองให้ฟังครับตอนที่ไปสัมภาษณ์งานผมไม่ได้เตรียมตัวเลยว่าจะตอบคำถามอย่างไรเพราะตั้งใจจะไปเล่าเรื่องตลกให้ผู้สัมภาษณ์ฟังแถมยังถึงขั้นหอบอุปกรณ์ติดตัวไปด้วยผมไม่ได้จงใจทำตัวให้เด่นหรอกครับแต่ด้วยความที่พูดไม่เก่งผมเลยกลัวว่าตัวเองอ่ะพูดอะไรไม่ออกระหว่างสัมภาษณ์ หรือถ้าหากไปเล่าเรื่องตลกอย่างน้อยก็มีเรื่องให้พูดแน่แน่ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลครับเพราะมันทำให้ผู้สัมภาษณ์จำผมได้

นอกจากนั้นพอโดนถามว่ามีคนที่อยากสัมภาษณ์เป็นพิเศษไหมผมก็ตอบติดตลกไปว่าอยากสัมภาษณ์เรื่องครอบครัวกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธตอนนั้นราชวงศ์อังกฤษกำลังมีข่าวอื้อฉาวในครอบครัวผู้สัมภาษณ์ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเลยทีเดียวเพราะมาคิดดูแล้วนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้งานเป็นนักจัดรายการวิทยุก็ได้ครับ

ที่สุดของความรับผิดชอบ

การรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะสมบูรณ์ในตัวเองคือการรับผิดชอบขั้นสูงสุดในจักรวาล

สมัยเด็กเด็กเราทุกคนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับคำว่าความรับผิดชอบ ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้เพราะมันมักจะเชื่อมโยงกับความทรงจำหรือเรื่องราวแย่ๆ ตัวอย่างเช่นเรามักได้ยินคำว่าตวาดหรือตะคอกอย่างเสียงดังในทำนองว่า”ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้” ซึ่งมักมาจากปากของพ่อแม่หรือครูที่กำลังดุเด็กๆ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเราก็มักจะได้ยินคำพูดในทำนองที่ว่า”หัดรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้ว” จากผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือใครบางคนที่โตกว่าเรา

ไม่ว่าคำว่ารับผิดชอบจะลอยมาจากแหล่งใดหรือเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากใครเรื่องราวน้ำเสียงและอารมณ์ที่เชื่อมต่อกับคำดังกล่าวมักจะทำให้ความเป็นเด็กในตัวของเราสะดุ้ง หวัดกลัว หรือรู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นมาทันที

อย่างไรก็ดีที่จริงแล้วคำว่าความรับผิดชอบนั้นมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ในทางบวกกับตัวเราด้วยซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับผิดชอบชีวิตตัวเราเอง นั่นหมายรวมถึงรับผิดชอบต่อความคิด ความรู้สึก การตัดสินใจ ผลของการตัดสินใจ การกระทำ และผลของการกระทำทุกอย่างด้วยตัวเราเอง

มันคือก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ เราต้องเลิกที่จะโบ้ยความผิดพลาดให้คนอื่นเพราะถึงแม้ว่าคนอื่นอาจจะมีส่วนในการทำให้เหตุการณ์ไรร้ายเกิดขึ้นกับเราแต่เราก็ย้อนเวลากลับไปแก้ไม่ได้แล้วนอกจากตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ตั้งแต่วันแรกที่ขุดออกมาจากท้องแม่อาจจะมีผู้คนมากมายห้อมล้อมคุณทางแพทย์ พยาบาล คุณแม่ คุณพ่อ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในห้องคลอดคนอื่นๆ

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนอบอุ้มลูบหลังหรือปลอบโยนคุณคนเดียวที่พยายามสูดลมหายใจเพื่อเอาพลังชีวิตเข้าสู่ปอดอยู่ทุกขณะก็คือ “ตัวเราเอง”

ไม่มีใครมาหายใจแทนเรา!!

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนต่างก็ต้องตายหากคุณเคยยืนเคียงข้างหรือนั่งรอใครกำลังจากโลกนี้ไปคุณอาจจะพอนึกภาพออกว่า ไม่ว่าคุณจะรักผู้อื่นมากแค่ไหนไม่ว่าคุณจะกุมมือพวกเขาไว้นั้นอย่างไรจะพูดจาป๊อบเป่าลมแบบไหนแต่เมื่อถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา…
เราก็ช่วยหายใจแทนพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน!!

ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว

เราได้เริ่มต้นการเดินทางภายใน หรือการพัฒนาจิตใจกันมาถึงหน้ากระดาษนี้แล้วเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนคงรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นไป

กับการค้นพบเทคนิควิธีการปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยและเริ่มอยากที่จะลงมือทำจริงแล้ว  ในขณะที่บางท่านอาจจะยังลังเลสงสัยอยู่ว่า เทคนิคที่ท่านพึงได้เรียนดูไปในบทความเรื่องนี้จะส่งผลแค่ชั่วคราวเหมือนกับเทคนิคพัฒนาตนเองแบบคนอื่นหรือเปล่า?

นั้นถือเป็นข้อสันนิษฐานที่สามารถเข้าใจได้เพราะทุกวันนี้ต่างก็มีหนังสือแนวพัฒนาตนเองออกมามากมายไม่ว่าจะเป็นในด้านไหนก็ตาม

ทั้งการเพิ่มทักษะ การลดน้ำหนัก การฝึกภาษา การเพิ่มเกรดที่โรงเรียน การเลิกสิ่งเสพติด การมีวินัยในตนเอง การจัดตารางบริหารเวลา การควบคุมอาหาร เรียกว่าทุกปัญหาต่างก็มีหนังสือที่สามารถตอบโจทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ดีผู้เขียนอยากจะยืนยันตรงนี้ว่าเทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนานสามารถนำไปใช้ได้ผลอย่างแท้จริงและให้ผลยาวนานมากกว่า

ยิ่งหากทำอย่างต่อเนื่องคุณสมบัติที่เราโปรแกรมเข้าไปให้กับตัวเองผ่านการพูดคุยก็ยิ่งจะกลายเป็นคุณสมบัติถาวร กลายเป็นตัวตนใหม่ของเราโดยสมบูรณ์

การเรียนรู้และฝึกฝนที่จะกำหนดทิศทางของใจและปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเราเองถือเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของมวลมนุษย์ชาติเลยทีเดียว

แม้แต่ในทางศาสนาตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตนที่ดีที่สุดและพระพุทธองค์หรือศาสดาในศาสนาต่างๆก็มีคำสอนแบบเดียวกันในทำนองที่ว่า เราควรบรรลุศักยภาพสูงสุดในตัวเองเราเองให้ได้ถึงจะสามารถไปช่วยเหลือหรือโปรดผู้อื่นได้

คนยุคใหม่ ใส่ใจตัวเอง

เชื่อมั้ยคะว่าทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ในยุคดิจิตอลโดยเฉพาะคนไทย หลาย ล้านคนก็พูดกับตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหรือเรียกได้ว่าเฉลี่ยประมาณวันละสามเวลาอยู่แล้วโดยที่พวกเขาหรือคุณเองแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำเช่นนั้นอยู่

การโพสต์ข้อความบนที่สาธารณะของแอพพลิเคชั่นอย่าง Facebook, Twitter, LINE หรือแม้กระทั่งการโพสต์รูปการเขียนคอมเม้นต์การกดไลท์การแชร์การประณามการบ่นผัดแอพพลิเคชั่นต่างๆเหล่านั้นที่ทำกันทั่วๆทุกๆชั่วโมงจนเคยชิน…

ล้วนแล้วแต่เป็นช่องทางที่พวกเขาหรือคุณสึกออกมาบอกตัวเองอยู่เนืองๆ เป็นการป้อนโปรแกรมความเชื่อบ้างหรือทัศนคติยังเข้าไปตลอดเวลา

ตัวอย่างเช่น บางคนที่ขึ้นสถานะว่า”เหนื่อยจังเลยเมื่อไหร่จะรวยนะ” หรือ”ถูกหวยกินอีกแล้ววันนี้” หรือเหงามากๆอยากมีคู่เหมือนคนอื่นเค้าบ้างเหล่านี้เป็นต้น

คิดดูสิคะว่าข้อความเหล่านี้ที่โพสต์ลงไปในแต่ละครั้งมันเป็นการสงสาส์นแบบไหนเข้าสู่สมองหรือจิตของคุณเอง

แน่นอนคะว่าสาส์นส่วนใหญ่เหล่านั้นมักเป็นไปในทางลบถึงแม้ใครใครหรือกระทั่งตัวคุณเองจะมองว่าเป็นการโพสต์ขำๆหรือโพสต์เพื่อเสียดสีประชดตัวเองก็ตาม

ที่สำคัญบางคนอาจรู้สึกว่าการโพสต่างๆเป็นการโพสต์ให้คนอื่นรับทราบหรือฟังแต่หารู้ไม่ว่าผู้ที่รับสาส์นเหล่านั้นมากที่สุดคือตนเอง

แม้กระทั่งการโพสต์ในลักษณะด่าหรือเหน็บแนมผู้อื่นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทัศนคติเรานั้นมากที่สุดกลับเป็นตัวคนที่โพสต์เองนั่นแหละเพราะบางครั้งก็ไม่มีใครสนใจหรือเข้าใจในสิ่งที่คุณโพสต์เป็นนัยๆ และคนที่เราต้องการให้อ่านก็ไม่ได้อ่ะ

สาเหตุที่ทาง Facebook เอาปุ่มไม่ ชอบหรือ dislikeออกไปจากที่เคยมีในตอนแรกนั้นเป็นเพราะผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นหรือโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คดังกล่าวเห็นว่าอารมณ์ด้านลบหากเผยแพร่หรือส่งต่อกันไปแล้วจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือดราม่าขึ้นได้ง่ายขึ้น

หากแต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่วายที่จะสร้างรามาให้กับตัวเองด้วยการโพสต์ข้อความหรือความเห็นในเชิงลบกับตัวเองรวมถึงผู้อื่นซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางความคิดหรือความเห็นแต่อย่างไรก็ตามการโพสต์ในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ก็ยังมีให้เห็นอยู่มาก

ที่สำคัญอย่างที่บอกแหละว่าการโพสต์ข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่ว่าจะในทางลบหรือบวกโปรแกรมหรืออารมณ์ความรู้สึกรวมถึงทัศนคติที่เกิดขึ้นพร้อมกับข้อความดังกล่าวจะฝังอยู่ในหัวและส่งผลต่อตัวคนที่โพสต์เองมากกว่าที่จะส่งผลต่อคนอื่น

ทั้งนี้เพราะนั่นคือการคุยกับตัวเองในรูปแบบหนึ่งเช่นกันแถมยังเป็นการเขียนออกมาเป็นตัวอักษรซึ่งเป็นเสมือนการยืนยันในความคิดนั้นๆ ดังนั้นนับจากนี้ต่อไปก่อนที่จะโพสต์ข้อความหรือรูปภาพที่สื่อความคิดความรู้สึกใดใดของตัวเองลองสังเกตุดูสักนิดว่าเบื้องลึกในจิตใจแล้วเรากำลังเชื่อเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

ความเชื่อหรือทัศนคติดังกล่าวส่งผลเอื้ออำนวยต่อชีวิตเราในปัจจุบันหรือไม่?

ถ้าไม่ใช่ก็หยุดหรือฉุกคิดสักนิดก่อนจะโพสต์ก่อนที่จะถลำลึก หรือเคยชินกับการป้อนโปรแกรมเข้าสู่สมองของตัวเองในทางลบไปเสีย

ถ้าใช่และรู้สึกว่านี่แหละคือตัวตนในด้านบวกของเราหรือรู้สึกว่ามันเป็นข้อความที่ส่งเสริมกำลังใจของคุณได้ก็โพสต์ให้โลดเลยค่ะ

SELF ( F- กลัวความยากจน Fear of scarcity)

ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งทางวัตถุทุกคนจะมองโลกตามความเป็นจริงเสมอและในโลกทุนนิยมความยากจนคือส ศัตรูอันดับหนึ่งของชีวิต

“ยิ่งคุณมองโลกตามความเป็นจริงมากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งขยะแขยงความยากจนและต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้นซึ่งจะทำให้คุณตัดสินใจเลือกเป้าหมายชีวิตได้ถูกต้องตรงทางยิ่งขึ้น” นั่นคือ คำพูดที่นักการเงินระดับโลกเคยกล่าวเอาไว้ จริงอยู่ที่การมองโลกตามความเป็นจริงอาจขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนด้วยว่าจะมองในมุมไหนหรือมีประสบการณ์อย่างไรมาเป็นตัวตัดสิน เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

อย่างไรก็ดีการมองโลกตามความเป็นจริงในความหมายของผู้ที่ประสบความสำเร็จคือพวกเขาจะยอมรับว่า อยากรวยมากกว่าที่จะคล้อยตามอุดมการทางสังคม หรืออุดมการณ์ ทางศาสนาว่าเงินทองเป็นของนอกกายซึ่งอาจจะฟังดูดี

ผู้ประสบความสำเร็จมักให้ทัศนะความเห็นเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เป็นเพียงสัตว์ประเภทหนึ่งซึ่งการอยู่รอดทางกายภาพต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด

ถึงแม้ในยุคหลังมานี้ สังคมมนุษย์อาจมีทิฎฐิมานะ ในเรื่องของสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำตามแบบความเชื่อที่สูงส่งและสังคมในอุดมคติที่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน

แต่ความเชื่อเหล่านั้นเองที่เป็นสาเหตุให้บางคนไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เรียกได้ว่าความเชื่อบางอย่างเป็นการสร้างข้อจำกัดแก่ตัวเองมากเกินไปทำให้เป็นคนกลัวความสำเร็จหรือเห็นเงินเป็นกิเลสและสิ่งชั่วร้ายเป็นต้น

ในทางตรงกันข้ามคนที่ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะด้านวัตถุอำนาจและชื่อเสียงพวกเขามีทัศนคติที่ดีต่อ”เงินทอง” และ ภาพลักษณ์ “ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นบาทฐานไปสู่อิสรภาพในชีวิตอันจะส่งผลให้พวกเขาได้ทำประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นในด้านต่างๆได้ง่ายกว่าการอยู่อย่างยากจนหรือการต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องแบบวันต่อวัน

อย่างไรก็ดีพวกเขายังมองว่าคนเราควรหาจุดสมดุลย์ระหว่างการปรนเปรอส่งเสริมชีวิตตนเองกับการกระทำเพื่อสังคม แต่หากจำเป็นพวกเขาก็จะเลือกอย่างแรกเอาไว้ก่อน

เท่าที่ศึกษามา หากใครเน้นอย่างหลังมากเกินไปก็มักจะกลายเป็นคนที่เพ้อฝัน จับจด และไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เนื่องจากขาดแรงจูงใจที่จะทำเพื่อตัวเองอันเป็นแรงจูงใจที่ตรงกับธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า

ดังนั้นหากเราสังเกตและวิเคราะห์ดูจึงมักเห็นจุดเด่นของบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จว่า

พวกเขาจะเน้นทำแต่ในสิ่งที่ได้ผลและไม่เรื่องมาก จะใช้กระบวนการ หรือวิธีใดก็ได้ขอเพียงให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย รวมถึงไม่เดือดร้อนใครเป็นใช้ได้

ที่สำคัญ พวกเขาจะมองเป้าหมายและวางแผนการทีละขั้นๆ ซึ่งต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงถึงแม้ว่าเป้าหมายจะเป็นความฝันที่ไกลหรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม

SELF (L- ใจกว้างกับผู้คน Love people )

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้มีแต่ข้อดีในบุคลิกภาพเสมอไป บางคนก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่อย่างเห็นได้ชัด บางคนก็มีนิสัยบางอย่างที่ทำให้บางคนไม่อยากคบหา หรือเข้าใกล้แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือความใจกว้าง

พวกเขามักจะลืมเรื่องในอดีตได้อย่างรวดเร็ว และจดจ่ออยู่กับปัจจุบันเท่านั้น พวกเขามักไม่นิยมการไปงานเลี้ยงรุ่น ไม่ใช่ว่าพวกเขารังเกียจเพื่อนเก่าเก่าหรือเพื่อนที่ต่างฐานะหากแต่พวกเขามีภาระในปัจจุบันที่ต้องทุ่มเทกายใจมากพออยู่แล้ว และก็ยินดีที่จะช่วยเหลือคนรู้จักเสมอ หากผู้ที่เดือดร้อนเคยเป็นมิตรสนิทสนมกันมาก่อน

นอกจากนี้พวกเขายังมักชอบทำบุญด้วยการช่วยเหลือคนรอบข้างโดยเฉพาะเรื่องการเงิน ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบหยิบยื่นเงินทองวัตถุให้โดยตรง แต่พวกเขามักจะช่วยหาทางเพิ่มรายได้ หรือลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่คนเหล่านั้นในยามที่เกิดวิกฤติชีวิต

นอกจากนี้ความใจกว้างยังหมายถึงการมีจิตใจที่เปิดกว้างไม่จมปลักอยู่กับเรื่องเดิมๆพร้อมที่จะเปิดรับหรือลองสิ่งใหม่ๆ เสมอ

ไม่หวงไม่หยุดติดตำแหน่งหน้าที่ ไม่เซ้าซี้เอาสีที่ไม่ใช่ของตัวเองเก็บไว้คนเดียว หากใครมีคุณสมบัติอะไรที่เหมาะสมดีกว่าหรือมาแทนที่พวกเขาในตำแหน่งหน้าที่นั้นนั้นได้พวกเขาก็พร้อมจะยอมรับและเปิดทางให้ โดยไม่จำเป็นต้องกีดกันหรือสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย

ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะมีความยืดหยุ่นทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นในระดับหนึ่ง ไม่ตึงไม่ย่อนเกินไป และมีความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ทุกคน

พวกเขามักเข้าใจโดยสัญชาตญาณว่าใครๆ ต่างก็ต้องการความสุขและความมั่นคงในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น และการที่จะไปถึงจุดนั้นได้คนเราก็ควรที่จะเผื่อแผหรือนำพาผู้อื่นไปพร้อมๆ กันด้วย

ความใจกว้างในทุกๆ แง่มุมเป็นสิ่งสำคัญเพราะ ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้เพียงลำพัง

SELF ( E- เดินหน้ามาราธอน Enduring Strenght)

ไม่ว่าอารมณ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร  หากมีสิ่งหรืองานจำเป็นที่ต้องลงมือทำอยู่ตรงหน้าพวกเขาจะกัดฟันทำต่อไป เพราะเค้าไม่ได้ปฏิเสธว่าตัวเองฝืนทำแต่ถึงฝืนใจยังไงพวกเขาก็ลงมือทำอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่างเลย

หากไม่มีอะไรทำ  พวกเขาก็จะออกไปเดินเล่นข้างนอกหรือเปิดหูเปิดตา ด้วยการอ่านหนังสือ  รวมถึงอาจอาสาไปช่วยงานบางอย่างแก่ผู้อื่นและทดลองงานใหม่ๆ

นอกจากนี้พวกเขายังใช้เวลาว่างไปกับการพยายามพัฒนาทักษะของตัวเองฝึกฝนจุดเด่น และปรับปรุงข้อเสีย เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อโอกาสมาถึง

พวกเขาถือว่าหากลงมือทำอะไรซักอย่าง ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก   โอกาสประสบความสำเร็จก็มีแม้จะเพียง 1% ก็ตาม  หากแต่อยู่นิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลยโอกาสสำเร็จก็จะเป็นศูนย์อย่างเดียวเท่านั้น แถมยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเลย

พวกเขาให้ความสำคัญกับ “เวลา” มาก สำหรับพวกเขาแล้วเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงินในตัวมันเองเสียอีก หากคุณมีโอกาสได้พูดคุยกับคนเหล่านี้  คุณมักจะได้ยินคำพูดเปรียบเปรยในทำนองว่า…. อยากให้ในหนึ่งวันมี 25 ชั่วโมงจัง  เมื่อไหร่จะมีเครื่องหยุดเวลาน้า…จะได้พักเบรคบ้าง  หรืออยากให้ในหนึ่งสัปดาห์มีซักแปดเก้าวัน จะได้ทำอะไรได้มากกว่านี้เป็นต้น

ต่างกับคนส่วนใหญ่ที่มาเฝ้ารอหรือหวังให้เวลาผ่านไปเร็วๆ มากกว่า สำหรับคนเหล่านี้ชีวิตเป็นเรื่องน่าเบื่อเพราะพวกเขาไม่มีโครงการหรือแผนการลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เราอาจได้ยินคนประเภทนี้เปรยๆ ในทำนองว่า  “อยู่มาได้ครึ่งชีวิตแล้วเหลืออีกแค่ ครึ่งเดียว อดทนหน่อยแล้วกัน จะหมดเวรหมดกรรมแล้ว”ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไร้จุดหมายในชีวิตประจำวันของคนล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดเจน

สูตรเพิ่มพลังความสำเร็จ

เมื่ออาจารย์ที่เก่งกาจ เจอลูกศิษย์ที่จะรู้สึกชอบมากและหากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคุณไม่ได้เป็นเพียงพวกนักอ่านเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น

ประเมินได้เข้าคร่าวๆ ตอนนี้เลยว่าคุณคือผู้อ่านที่กำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งที่มีคุณสมบัติพื้นฐานในการประสบความสำเร็จได้แน่ๆ

ดังนั้นในตอนถัดไปนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเทคนิคอีกบางประการ ที่จะช่วยให้คุณสามารถนำการพูดคุยกับตัวเองไปใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จมากขึ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาผู้เขียนได้พบประกับบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการนำเทคนิคพูดคุยกับตัวเองไปใช้มากมายหลายท่านซึ่งส่วนใหญ่ก็คือบรรดาผู้อ่านประเภทแรกที่กล่าวถึงในตอนต้นนั้นเอง

เท่าที่สังเกตบุคลิกและตัวตนของผู้ประสบความสำเร็จเหล่านั้นดูผู้เขียนได้เห็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่พวกเขาต่างก็มีร่วมกันนั่นคือพวกเขามีความจริงจังกับชีวิตมากกว่าคนในระดับเฉลี่ยทั่วไปในสังคม

กล่าวคือพวกเขาจะลงมือทำในสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ทุกประการไม่ว่า สิ่งนั้นจะดูน่าอายหรือเป็นสิ่งที่อาจทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ขอเพียงสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มีแต่คุณสมบัติด้านบวกไปซะทุกอย่างบางคนก็ยังมีนิสัยคุยโวบ้างเล็กน้อยบางคนก็ยังมีอาการอ่อนปวกเปียกให้เห็นในขณะที่เราเรื่องราวความท้อแท้บางอย่างบางคนก็ยังมีความหงุดหงิดขับข้องใจอยู่บ้างตามประสาปุทุชนธรรมดาทั่วไป

อย่างไรก็ดีพวกเขาก็มีความทอมเนื้อทอมตัวมากพอที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จในแง่มุมที่น่ารักอายแง่มุมที่ละเอียดอ่อนรวมถึงแย่มุมที่ล้มเหลวจากความอ่อนประสบการณ์ของตัวเองจากการลองผิดลองถูก

จนกระทั่งผู้เขียนสามารถกลั่นกรองออกมาเป็นคุณสมบัติที่เด่นที่สุด ในสูตรประสบความสำเร็จของพวกเขาได้4 ประการกลายเป็นหลักที่เรียกว่า SELF ดังต่อไปนี้

S – ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง (Self- Honest)

หากจะมีสิ่งใดที่สำคัญกว่าการซื่อสัตย์ต่อคนอื่นแล้วก็พวกเขาถือว่าการซื่อสัตย์ต่อตัวเองสำคัญที่สุดเพราะเค้าจะดื่มดำความเศร้าเมื่อเกิดความล้มเหลว  พวกเขาอาจจะนอนร้องไห้เสียน้ำตาพี่ซ้ำเพียง แต่พวกเขาก็จะรีบตั้งหลักหรือลุกขึ้นยืนอีกครั้งให้ได้โดยเร็วที่สุดเช่นกัน

หาพวกเขาทำสิ่งใดสำเร็จตามเป้าหมาย พวกเขาก็จะไม่วางฟอร์มเฉยแต่จะให้รางวัลตัวเองเท่าที่ตามความเหมาะสมและยังอาจให้รางวัลกับคนรอบข้างที่ช่วยงานพวกเขาด้วย พวกเขาจะไม่เสแสร้งว่าตัวเองไม่ยินดีในความสำเร็จนั้นๆ

สรุปก็คือพวกเขาซื่อสัตย์ต่ออารมณ์และความคิดของตัวเอง โดยไม่หลีกหนีอารมณ์ใดใดทั้งนั้นทั้งในด้านลบและด้านบวก เพราะมันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว

After talk


จากการสังเกตของผู้เขียนมักจะมีคนอยู่ 3 ประเภท  ซึ่งใช้ชีวิตแตกต่างกันไปหลังจากที่อ่านตัวอย่าง ของบทความอันนี้จบ

1. คนที่ลงมือวางแผนเป้าหมายของตัวเองและนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับวิธีพูดคุยกับตัวเองใน บทความเรื่องนี้

คนประเภทนี้ยังอาจมีความลังเลสงสัยอยู่บ้าง  แต่ท้ายสุดแล้วพวกเขาก็คงทดลองทำดูอย่างจริงจัง  เพราะได้ประเมินแล้วว่าไม่มีอะไรต้องเสีย  พวกเขาจะพูดคุยกับตัวเองอย่างมีสติมากกว่าเดิมและทำทุกอย่างต่อเนื่องจนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและมีความสุขรวมถึงบรรลุเป้าหมายชีวิตง่ายขึ้น

2.คนที่ยอมรับและเชื่อว่า เทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนี้ใช้ผลได้จริงๆ แต่พวกเขาเองกลับลองทำบ้าง  ไม่ทำบ้าง  เรียกว่าครึ่งๆ กลางๆ นั่นเอง

บางคนก็ทำแล้วได้ผลดีในขณะที่บางคนยังไม่เห็นผลและใช้เทคนิคพูดคุยกับตัวเองเฉพาะในบางสถานการณ์เท่านั้นไม่ได้มีความต่อเนื่องหรือจริงจังเท่าที่ควรซึ่งก็จะได้ผลดีในระดับหนึ่ง

3. คนที่รู้สึกว่าการพูดคุยกับตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยไม่ลองทำแต่หวังว่าการอ่านอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

คนพวกนี้จะรู้สึกดีเป็นครั้งข่าวที่เห็นว่ามีเทคนิคในการช่วยแก้ปัญหาและช่วยให้บรรลุเป้าหมายแต่สักพักพวกเขาก็ยังจะใช้ชีวิตตามเดิมไม่ลงมือปฏิบัติและไม่ได้อะไรในระยะยาว

แน่นอนว่าไม่มีใครสร้างกรุงโรมหรือปิรามิดได้เสร็จภายในวันเดียวผู้เขียนไม่ได้คาดหวังว่าคุณจะต้องประสบความสำเร็จทันทีหลังจากอ่านบทความเรื่องนี้

…แต่อย่างน้อยการลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ก็ถือเป็นก้าวแรกและเป็นการแสดงความเคารพตัวเองอย่างหนึ่งซึ่งเป็นรากฐานของการประสบผลสำเร็จ

หากคุณผู้อ่านเข้าใจว่าตนเองเป็นหนึ่งในสองประเภทแรก หรือมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่ประเภทที่สามแน่ก็ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

จริงจังกับความฝัน

การพูดคุยกับตัวเองอย่างถูกวิธีเมื่อทำต่อเนื่องจนเคยชินเป็นนิสัยแล้วมันจะช่วยเปลี่ยนความเชื่อในระดับฐานรากและเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาลหรืออย่างน้อยก็จนกว่าจะจากโลกนี้ไป

ประโยคโด่งดังของเฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะเชื่อว่าคุณทำได้หรือไม่คุณก็เชื่อถูกแล้ว”

ในเมื่อเป็นเช่นนั้นทำไมคุณจึงยังไม่คิดจริงจัง…. ไม่วาดฝันหรือจินตนาการภาพความสำเร็จให้ยิ่งใหญ่สุดติ่งไปเลยทีเดียวเล่า?

นอกจากด้านการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพที่จะพัฒนาขึ้นแล้วจิตใจของคุณจะมีพลัง เป็นกุศล และเบิกบานกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีจุดหมายมั่นใจและวางใจในความสามารถของตนเองมีความเรียบง่ายแต่เป็นสุขอย่างลึกซึ้ง

หากจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตอีกก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นๆ มากกว่ายากที่จะตกต่ำลงอีกครั้ง

สิ่งที่ผู้เขียนจะแนะนำสรุปทิ้งท้ายก็คือวิธีการออกแบบบทสนทนากับตัวคุณเองเรียกว่าทำให้มันกลายเป็นบทสนทนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นส่วนตัวและเป็นไปเพื่อชีวิตที่ประสบความสำเร็จในแบบของคุณเองคนเดียว

เพราะทุกคนนั้นมีเส้นทางที่ต่างกัน!

สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจก็คือว่า การประสบความสำเร็จนั้นลอกเลียนแบบกันไม่ได้เสมอไปเพราะทุกคนต่างมีพรสวรรค์ไปคนละทาง และมีรูปแบบเงื่อนไขชีวิตที่เกิดมาแตกต่างกันทั้งทางพันธุกรรม  สภาพแวดล้อม  โชคชะตา  และอื่นๆอีกหลายปัจจัย

คุณไม่มีทางเป็นเหมือนใครและจะไม่มีใครเหมือนคุณด้วย  คุณอาจสำเร็จได้เหมือนคนในสายงานเดียวกับคุณแต่ยากที่จะสำเร็จด้วยสเต็ป ขั้นตอนเดียวกันหรือในระดับที่เท่าเทียมกัน

ดังนั้น คุณควรออกแบบลักษณะการพูดคุยกับตัวเองโดยใช้ภาษาและประเด็นที่ชัดเจน พูดคุยกับตัวเองเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะตัวและเพื่อก้าวไปสู่จุดหมายที่ตัวเองคิดไว้เท่านั้น

ตามธรรมชาติ ชีวิตคนเราถึงคุณจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ต้องมีสถานะการณ์อะไรบางอย่างมาบังคับให้ต้องเปลี่ยนอยู่แล้วไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของชีวิต

หากเกิดวิกฤติชีวิตอย่างโหดร้ายรุนแรงซึ่งส่งผลให้คุณต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเกิดขึ้นยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีถือซะว่าเป็นกรณีศึกษาของชีวิต

หากอายุมากขึ้นผ่านเลยวัยทองหรือวัยกลางคนไปแล้วโอกาสที่จะแก้ตัวหรือรับมือกับวิกฤตเหล่านั้นด้วยกำลังใจที่ดีก็ยิ่งจะลดน้อยถอยลง

ดังนั้น คุณจะปรับตัวหรือจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของคุณหลังจากอ่านบทความนี้จบแล้ว