เตรียมความพร้อมทางจิตใจก่อนใช้กลยุทธ์ตัวตลก

Related image

ถึงตอนนี้คุณคงเข้าใจแล้วว่ากลยุทธ์ตัวตลกมีประโยชน์อย่างไร แต่การให้คนอื่นมาพูดหยอกล้อในสิ่งที่เรามองว่าเป็นปมด้อยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายบางคนกว่าจะมาถึงจุดที่หัวเราะตามไปด้วยได้ก็อาจจะต้องเสียน้ำตามาก่อน เพื่อให้สามารถทำได้ง่ายขึ้นคุณควรเตรียมความพร้อมถ้าติดใจเสียก่อนครับ

หลายคนน่าจะเคยฟังรายการเทเลโฟน จีนเซ่ ซึ่งเป็นรายการวิทยุเก่าแก่ของสถานนีนิปปง บอร์ดแคสติ้งซิสเต็มกันมาบ้าง คำถามที่ผู้ดำเนินรายการถามอยู่เป็นประจำก็คือเรื่องของตัวเองที่ไม่อยากยอมรับที่สุดคืออะไร หลังจากพูดคุยให้คำปรึกษาไปแล้วอาจารย์คะโตจะพูดปิดท้ายอยู่เสมอว่าการยอมรับ ทำให้ทุกข์แค่ชั่วคราวแต่การไม่ยอมรับจะทำให้ถูกชั่วชีวิต

คำพูดนี้ของอาจารย์ธานีบัตรลึกลงไปในจิตใจและทำให้ผมเห็นด้วยอย่างสุดลึกซึ้งไม่มีใครอยากมีข้อด้อยแต่ในเมื่อมีแล้วเราก็ต้องยอมรับมันให้ได้ไม่อย่างนั้นต่อให้ไม่มีใครมาล้อเลียนเราก็จะยังคงเป็นทุกข์อยู่ดี

ตัวผมเองก็เคยเป็นคนอ้วนมาก่อนคนอ้วนมากไม่อยากยอมรับว่าตัวเองอ้วนและมองว่าความอ้วนเป็นปมด้อยที่ไม่อยากให้คนรอบข้างพูดถึง ตอนในสายตาของคนส่วนใหญ่และความอ้วนไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรไม่มีใครที่เกลียดคนอื่นเพียงเพราะเค้าอ้วนหรอครับความเศร้าความหดหู่ความอับอายทั้งหลายจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเราเองบางคนถึงขั้นมองคนรอบข้างเป็นสตูไปเลยก็มีแต่แทนที่จะทำแบบนั้นผมว่าเราควรมองคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งมองตัวเองในทางที่ดี คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากกลั่นแกล้งหรือหัวเราะเยาะเราแล้วเราก็ไม่ควรใจร้ายกับตัวเองจนเกินไปมาลองเชื่อใจคนอื่นว่าเค้าไม่ได้คิดร้ายกับเราดูเถอะครับและมันจะช่วยให้ชีวิตง่ายและมีความสุขขึ้นเยอะเลยเชียวล่ะ

เรื่องต่อไปที่ผมอยากให้คุณเตรียมใจเอาไว้ก็คือเนื่องจากตัวตลกของเราไม่ได้มีอยู่เพียงเรื่องเดียวอีกทั้งคนที่กำหนดมันก็ไม่ใช่แค่ตัวเราแต่เป็นคนรอบข้างเราจึงไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าตัวตลกหรือข้อด้อยไหนจะหยิบยกมาใช้ คนเราอ่อนไหวกับข้อด้อยแต่ละเรื่องไม่เท่ากันครับบางคนอาจแค่รู้สึกอายนิดนิดที่หน้ามีสิวแต่รู้สึกแย่มากที่มีพูดติดอ่างถึงแม้เค้าจะอยากให้การมีสิวเป็นคาแรกเตอร์ของตัวเองแต่คนอื่นอาจจะเลือกเอาเรื่องที่พูดติดอ่างมาใช้คนจึงต้องตระหนักเอาไว้ว่าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้และอยากให้มันมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตัวเอง

กลยุทธ์ตัวตลก

Image result for ตัวตลก

ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดไปว่าลึกในใจคนพูดไม่เก่งทุกคนไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวตลกถึงไม่ชอบให้ใครมาล้อเลียนบางคนแค่ถูกแซลนิดเดียวก็อาจจะถึงขั้นโมโหหรือเสียความมั่นใจจนไม่อยากพูดอีกต่อไปเลยทีเดียว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเราทุกคนล้วนมีตัวตลกซึ่งก็คือจุดบกพร่องหรือปมด้อยซ่อนอยู่ในตัวพอมีใครพูดขึ้นมาจึงรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำแต่การแก้ไขด้วยวิธีปิดกั้นตัวเองจากสังคมไม่ยอมพูดจาหรือสนิทสนมกับคนอื่นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหมดไปกลับกันมันจะเป็นการทำให้ตัวตลกแข็งแกร่งและควบคุมชีวิตเราได้มากขึ้นกว่าเดิม

แทนที่จะยอมให้เป็นแบบนั้นเรามาเปลี่ยนตัวตลกที่ว่าให้กลายเป็นอาวุธกันดีกว่าครับผมเรียกมันว่ากลยุทธ์ตัวตลก คุณเคยสงสัยแล้วว่าต้องทำอย่างไรง่ายมากครับแค่ยอมให้คนอื่นพูดถึงตัวตลกหรือข้อด้อยของตัวเองโดยไม่ถือโทษโกรธเคืองก็ถือว่าทำสำเร็จแล้วตัวอย่างของตัวตลกที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นไปบ่อยในวงสนทนาคือเรื่องหัวล้าน อ้วน หรือเตี้ยคุณคงเคยเห็นคนที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเวลาถูกทักเราก็คงเคยเห็นคนที่หัวเราะเยาะอย่างไม่หยุดแถมยังตอกกลับได้อย่างสนุกสนานด้วยใช่ไหมครับคุณจำได้ไหมว่าบรรยากาศในวงสนทนาต่อจากนั้นเป็นอย่างไรสำหรับกรณีแรกผมคิดว่าบรรยากาศน่าจะกระอักกระอ่วนส่วนกรณีหลังบรรยากาศน่าจะครึกครื้นรักคุยกันต่ออย่างสนุกสนานแล้วคุณรู้มั้ยครับว่าอะไรที่ทำให้วงสนทนาทั้งสองแตกต่างกันขนาดนี้

คำตอบคือกรณีแรกไม่ใช่ใช้กลยุทธ์ตัวตลกในขณะที่กรณีหลังใช้นั่นเอง

คุณคงเห็นแล้วว่าการใช้กลยุทธ์ตัวตลกด้วยปล่อยให้คนอื่นหยอกรอนานช่วยให้บรรยากาศในการสนทนาดีขึ้นได้มนุษย์เรามักรู้สึกสนิทสนมกับคนที่พูดจาเล่นหัวกันได้มากกว่าคนที่แตะต้องไม่ได้เลยการยอมให้คนอื่นล้อเลียนจึงเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้นอย่างรวดเร็วอันที่จริงยิ่งตัวตลกของหุ้นเด่นชัดเท่าไหร่การใช้กลยุทธ์ก็จะยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้นคุณจึงควรมองมุมกลับว่ามันมีข้อดีและให้ประโยชน์แทนที่จะเอาแต่รู้สึกหดหู่และคิดอยากจะกำจัดมันทิ้ง

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องกรมนากมตาอดทนให้คนนิสัยไม่ดีรังแกนะครับการหยอกล้อแบบฉันท์มิตรกับการจงใจดูมินเหยียดหยามนั้นต่างกันมากถ้าคนที่แซลมีเจตนากลั่นแกล้งคุณก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคุยกับคนประเภทนั้น

จะว่าไปแล้วผมคิดว่าการใช้กลยุทธ์ตัวตลกไปบ่อยนับเป็นการฝึกฝนจิตใจรูปแบบหนึ่งเริ่มรักคุณอาจจะใช้กลยุทธ์นี้เพื่อให้พูดคุยกับคนอื่นได้เก่งขึ้นแต่พอนานเข้าผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือจิตใจของคุณจะแข็งแกร่งขึ้นไม่รู้สึกหวั่นไหวหรือสะเทือนใจง่ายอีกต่อไปครับ

ข้อด้อยสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบได้

Image result for การค้นพบตัวเอง

จริงอยู่ว่าเราสามารถปรับเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวเองกันได้อยู่แล้วโดยสัญชาตญาณแต่การค้นพบหรือรู้ว่าตัวเองมีคาแรกเตอร์อะไรบ้างจะช่วยคุณใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเลือกได้ว่าจะใช้คาแรกเตอร์ไหนในเกมพูดคุย

วิธีที่ง่ายที่สุดที่ช่วยให้เราค้นพบคาแรกเตอร์ของตัวเองก็คือการสังเกตุคุณต้องหัดสำรวจและพิจารณาว่าตัวเองมีนิสัยใจคออย่างไรและมีพฤติกรรมแบบไหนในแต่ละสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นการทำแบบนี้จะทำให้คุณได้เห็นข้อดีของตัวเองเช่นเป็นคนใจเย็น พูดจาสุภาพ มีความคิดลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นข้อด้อยหรือจุดบกพร่องของตัวเองด้วยแน่นอนว่าคงไม่มีใครชอบก็ได้ของตัวเองถ้าเป็นไปได้ก็คงไม่อยากนึกถึงด้วยซ้ำแต่ในกรณีนี้ผมอยากให้คุณลองพิจารณามันอย่างถี่ถ้วนในเกมพูดคุยข้อด้อยจะเป็นคาแรกเตอร์ที่มีประโยชน์มากที่สุดเพราะมันคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เราสามารถใช้กลยุทธ์ตัวตลกได้ครับ

คาแรกเตอร์คืออะไร

Image result for คาแรกเตอร์ คือ

คาแรกเตอร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากในเกมพูดคุย แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันสักเท่าไหร่ผมจึงขอใช้บทนี้อธิบายเกี่ยวกับคาแรกเตอร์และกลยุทธ์ที่ได้มาจากมันครับ

คาแรกเตอร์ในที่นี้คือบุคคลิก ตัวตน หรือบทบาทที่เราเลือกใช้เวลาอยู่ในเกมพูดคุยซึ่งจะส่งผลต่อการพูดและการวางตัวของเราและมีผลต่อคำถามหรือคำตอบของคู่สนทนาด้วย ตัวอย่างเช่นระหว่างคาแรกเตอร์ผู้ใหญ่กับเด็กถ้าเราเลือกวางคาแรกเตอร์เป็นผู้ใหญ่เราก็จะต้องใจเย็นไม่ทำตัวขี้หงุดหงิดโวยวายหรือพูดจาหยาบคายคนที่คุยด้วยจึงมีแนวโน้มจะให้ความเกรงใจเรามากกว่าเลือกวางคาแรกเตอร์เป็นเด็ก

อย่างไรก็ตามผมได้บอกให้คุณเสแสร้งทำตัวเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวคุณนะครับคุณต้องเข้าใจก่อนว่าคนคนหนึ่งไม่ได้มีบุคลิกและคาแรกเตอร์เดียวเรามีคาแรกเตอร์มากมายอยู่ในตัวถ้าเคยสังเกตตัวเองคุณจะพบว่าเรามาทำตัวแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และคนที่เราอยู่ด้วยเช่นเวลาที่อยู่ที่ทำงานเราอาจจะเป็นคนครึ้มดูน่าเชื่อถือแต่เวลาอยู่กับเพื่อนกลับเป็นคนเฮฮาสุดสุดนี่แหละครับคือการวางคาแรกเตอร์ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินไอดอลพูดว่าตัวเองมีใครตอร์แบบไหนเช่นคาแรกเตอร์เป็นคนกินจุคาแรกเตอร์เป็นพวกบ้าพลัง ซึ่งบางทีผมก็สงสัยไม่ได้ว่าเป็นเรื่องเหมาะสมจริงๆหรือเปล่าแต่แน่นอนว่าไอดอลคนมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนยิ่งถ้าเป็นวงไอดอลสมาชิกก็ยิ่งต้องมีใครตัวที่แตกต่างกันออกไปเพราะถ้าทุกคนเหมือนกันหมดก็จะน่าเบื่อแย่ในแง่หนึ่งแล้วจึงอาจพูดได้ว่าการมี คาแรกเตอร์เป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งที่จำเป็นในวงการบันเทิงครับ

แต่ในอีกแง่หนึ่งคาแรกเตอร์ไม่ใช่สิ่งที่นึกอยากจะมีก็มีกันได้ง่ายง่ายเพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะกำหนดได้ว่าคาแรกเตอร์ของเราเป็นอย่างไรนั้นไม่ใช่ตัวเราแต่เป็นคนรอบข้างถึงคุณจะประกาศตัวตลอดว่ามีคาแรกเตอร์อยู่สนุกสนานแต่ถ้าคนอื่นไม่คิดว่าคุณเป็นคนสนุกสนานคุณก็จะไม่ใช่อยู่ดีและแน่นอนว่าความมุ่งมั่นอดทนทำสิ่งเดิมซ้ำๆต่อหน้าคนอื่นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้พวกเขาคิดว่าคุณมีใครก็ตามที่บอกแต่คุณสามารถทำแบบนั้นได้ตลอดไปจริงๆเหรอครับถ้าคาแรกเตอร์เป็นคนกินจุคุณจะสามารถกินแบบนั้นไม่บันยะบันยังได้ทุกครั้งที่อยู่กับคนอื่นหรือเปล่า คำตอบคือไม่น่าจะได้หรือถึงได้ก็คงเสียสุขภาพทั้งกายและสุขภาพใจผมจึงไม่แนะนำให้คุณพยายามสร้างคาแรกเตอร์ที่ไม่ใช่ตัวคุณจริงๆ

ในทางกลับกันการค้นพบว่าตัวเองมีคาแรกเตอร์แบบไหนยอมรับมันและรู้ว่าจะใช้มันเป็นประโยชน์ได้อย่างไรนั้นให้ผลน่าถึงมากดูยังนักร้องชื่อดังท่านหนึ่งคาแรกเตอร์ของเธอคือสาวโอตาคุ แต่เธอไม่ได้แกล้งบอกว่าตัวเองเป็นโอทาคุเธอเป็นตัวจริงเสียงจริงข้อเท็จจริงนี้เป็นสิ่งที่ใครใครก็สัมผัสได้จึงไม่แปลกที่เธอจะมีผลแฟนให้การสนับสนุนมากมายและนี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะมาเรียนรู้กันในบทนี้ครับ

ทำให้คู่สนทนาเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข

Image result for สนทนาอย่างมีความสุข

คนพูดไม่เก่งย่อมอยากให้คู่สนทนาเป็นฝ่ายเลี้ยงลูกไปเรื่อยเรื่อยถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนั้นคุณก็ต้องพยายามทำให้คู่สนทนาเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขให้ได้ครับ ครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าสามารถทำให้คนอื่นเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขได้คือตอนที่นักร้องชื่อดังมาเป็นแขกรับเชิญผมยังจำการจัดรายการในครั้งนั้นได้อย่างแม่นยำ

ผมได้ฟังเพลงของเธอก่อนที่จะเจอกันแล้วรู้สึกว่ามันพิเศษมากแต่เนื่องจากไม่มีความรู้เกี่ยวกับดนตรีพื้นบ้านเลยผมเลยเลือกจะคุยกับเธอโดยใช้เทคนิคทำเรียงตามลำดับ เวลาเพิ่มเติมคำถามที่หายไปแล้วนักร้องชื่อดังท่านนี้ก็ใจดีเล่าเรื่องของตัวเองตั้งแต่สมัยเด็กที่เกิดและเติบโตมาบนเกาะแห่งหนึ่งให้ฟังในรายการ

สมัยตอนยังเป็นเด็กเคยมีต่อทะเลตัวหนึ่งหลงเข้ามาในบ้านเธอเลี้ยงลูกมาด้วยความเอ็นดูอยู่พักหนึ่งแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะปล่อยไปแต่ก่อนปล่อยเธอเขียนชื่อตัวเองไว้บนกระดองเต่าว่าฮะจิเมะ เวลาผ่านไปแล้ว 12 ปีตอนที่เธอไปร่วมพิธีฉลองบรรลุนิติภาวะเธอเห็นเต่าทะเลตัวหนึ่งอยู่ตรงชายหาดแถวบ้าน พอลองเข้าไปดูใกล้ใกล้ก็ได้เห็นคำว่าฮะจิเมะ อยู่บนกระดองของมันเรื่องเต่าทะเลที่ว่านี้นักร้องกล่าวว่าฮักเจ้าคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบมันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากยิ่งได้ฟังเพลงของเธอซึ่งเป็นเพลงที่ได้อิทธิพลจากการเขียนเพลงพื้นเมืองของเกาะต่อจากนั้นก็ยิ่งซาบซึ้งมันทำให้ผมรู้สึกว่าการมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเป็นเรื่องที่วิเศษมากเพราะผมสามารถทำให้คนที่คุยด้วยพูดอย่างมีความสุขได้

ขณะที่เธอกำลังเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขบนสนามที่ไม่มีใครผมแค่ฝากลูกบอลไว้กับเธอแล้ววิ่งประกบอยู่ข้างข้างเท่านั้นการพูดคุยที่ประสบความสำเร็จมันก็จะเป็นแบบนี้ล่ะครับ

เลี้ยงลูก

Related image

เทคนิคสุดท้ายต่อจากการรับลูกและส่งลูกก็คือการเลี้ยงลูก ฟังจากชื่อคุณคงพอเดาได้ว่านี่เป็นเทคนิคที่เน้นที่การพูดของตัวเองโดยมีเป้าหมายเพื่อให้การสนทนาดำเนินต่อไปได้

เกมส์พูดคุยจะเริ่มต้นด้วยการรับลูกซึ่งคือการรับฟังอย่างตั้งใจเมื่อฟังแล้วก็ต้องส่งลูกซึ่งคือการตั้งคำถามเพื่อให้คู่สนทนาพูดออกมาเรื่อยเรื่อยหากส่งลูกเก่งมากคุณจะแทบไม่ต้องพูดอะไรนอกจากถามคำถามเลยแต่โดยทั่วไปแล้วบางครั้งการสนทนาในสถานการณ์จะบังคับให้คุณต้องเป็นฝ่ายที่พูดบางกรณีแบบนี้นี่แหละครับที่ผมเรียกว่าการเลี้ยงลูก

เพื่อให้นึกภาพได้ง่ายขึ้นผมจะยกตัวอย่างมาประกอบนะครับสมมุติว่าผมมีรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นคนที่ขี้ร้อนมากไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเค้าก็จะปรับแอร์จนห้องเย็นเฉียบอยู่เสมอทุกครั้งที่รู้ตัวว่าต้องอยู่กับรุ่นพี่คนนี้ผมจึงจะต้องหกเสื้อกันหนาวบางบางติดตัวมาด้วยถ้าเรานั่งคุยกันแล้วผมถามรุ่นพี่ว่าห้องนี้หนาวไปหน่อยว่าไหมครับหรือตอนนี้หน้าร้อนแท้แท้แต่กลับเย็นสุดสุดรุ่นพี่เตรียมอะไรมากันหนาวบ้างไหมครับแบบนี้จะถือว่าเป็นการส่งรูปแต่ถ้ารุ่นพี่เห็นผมใส่เสื้อกันหนาวแล้วออกปากทักผมเลยเล่าให้คุณพี่ฟังว่าเป็นคนขี้หนาวแม้แต่ในฤดูร้อนก็ยังต้องพกเสื้อกันหนาวแล้วก็นี่ถือเป็นการเลี้ยงลูกครับ

เวลาผมจัดรายการวิทยุที่มีแขกรับเชิญการปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลี้ยงลูกหรือพูดอยู่คนเดียวจะทำให้รายการดูไม่ค่อยมีสีสันหรือยังอ่านออกนอกประเด็นได้ง่ายผมจึงต้องค่อยหาจังหวะเหมาะเหมาะเข้าไปแย่งลูกเพื่อที่จะส่งลูกในทิศทางใหม่ซึ่งก็คือการถาม เปิดประเด็นหรือทำเพื่อจดรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อที่น่าสนใจแต่ในการพูดคุยเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันถ้าคู่สนทนากำลังสนุกกับการพูดเราสามารถปล่อยให้เค้าเลี้ยงลูกไปเรื่อยเรื่อยได้โดยที่ไม่เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปแย่งลูกครับ

เทคนิคการสัมภาษณ์ที่มีประโยชน์ต่อเกมส์พูดคุย

Image result for การสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์เองก็เป็นการตั้งคำถามชนิดหนึ่ง เราจึงสามารถนำเทคนิคที่ใช้ในการสัมภาษณ์มาประยุกต์ใช้ในเกมพูดคุยได้ เทคนิคนี้อาจยากกว่าเทคนิคอื่นๆอยู่เล็กน้อยแต่สำหรับคนที่เรามั่นใจในทักษะการตั้งคำถามของตัวเองแล้วผมแนะนำให้ลองใช้ดูครับ

เทคนิคแรกเป็นวิธีการที่ผมเรียกว่าถามเรียงตามลำดับเวลาเพื่อเพิ่มเติมคำตอบที่หายไป

เทคนิคนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับตัวเองตัวบุคคลหรือหัวข้อที่เราพูดถึงอยู่พอสมควรและมีความจริงจังกว่าการคุยเล่นขึ้นมาระดับหนึ่งจึงเหมาะกับการคุยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้สนิทสนมกันมากขึ้น

ส่วนใหญ่แล้วเรามักรู้ข้อมูลของคู่สนทนาแบบไม่ปะติดปะต่อเช่นรู้ว่าเกิดวันไหนรู้ว่าแต่งงานแล้วหรือยังโสดรู้ว่าเรียนจบจากที่ไหนรู้ว่าทำงานอะไรแต่เราจะไม่มีทางรู้ความเป็นมาหรือชีวิตทั้งหมดของเค้าได้เลย ดังนั้นการถามเรียงตามลำดับเวลาเพื่อให้เค้าช่วยเติมคำตอบส่วนที่หายไปจึงช่วยให้เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคู่สนทนาอย่างละเอียดและรอบด้าน

ผมขอยกตัวอย่างงานสัมภาษณ์ของตัวเองนะครับก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์บุคคลท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักพากย์ชื่อดังด้วยความที่ผมคิดว่าเค้าคงเบื่อคำถามประเภทที่มาที่ไปที่ทำให้มาเป็นนักพักคืออะไรผมจึงหันไปถามเรื่องราวชีวิตก่อนจะมาเป็นนักพากย์โดยถามไล่เรียงไปเรื่อยเรื่อยตามลำดับเวลาแทนผลคือเขาเล่าถึงร้านเกมที่เคยทำงานพิเศษเพื่อนเพื่อนรอบตัวและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมายที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนแถมมันยังทำให้บรรยากาศการสัมภาษณ์มีชีวิตชีวามากขึ้นแบบผิดหูผิดตาด้วยครับ

ถามคำถามที่ “แคบ”

คำถามที่แคบก็คือคำถามที่มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรมสูงตรงกันข้ามกับคำถามที่กว้างที่จะถามเรื่องทั่วๆไปแบบกว้างกว้างและมีความเป็นรูปธรรมต่ำโดยทั่วไปแล้วคำถามที่แคบจะตอบง่ายกว่ามากคุณจึงควรตั้งคำถามให้แคบเข้าไหวเพื่อไม่ให้คู่สนทนาต้องลำบากใจหรือคิดหนักกว่าจะตอบได้ครับ

คุณน่าจะเคยถูกถามว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างเราไม่รู้จะตอบอย่างไรดีสาเหตุเป็นเพราะคำถามนี้มันกว้างเกินไปจนไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหนดีดังนั้นเวลาที่เลือกคำถามให้ลองพิจารณาก่อนคำถามนั้นว่ามีความเป็นรูปธรรมแค่ไหนกว้างเกินไปหรือไม่ถ้ากว้างเกินไปก็ต้องทำให้แคบลงด้วยการเลือกแง่มุมหนึ่งของคำถามดังกล่าวมาถาม

ตัวอย่างเช่นคำถามช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างสามารถทำให้แคบลงได้ด้วยการเลือกแง่มุมที่เฉพาะเจาะจงลงไปสมมุติว่าเลือกแง่มุมสุขภาพก็อาจจะถามว่าสุขภาพเป็นยังไงบ้างได้ยินว่าช่วงนี้ใครหวัดระบาดหรือถ้าเลือกแง่มุมงานอดิเรกก็อาจจะถามว่าช่วงนี้เล่นเกมส์อะไรเป็นพิเศษบ้างเห็นชัดเลยว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะตอบง่ายขึ้นเยอะจริงไหมครับ

ลองตั้งคำถาม

เราได้เรียนรู้เทคนิคการส่งรูปกันมาพอสมควรแล้วทีนี้ลองปฏิบัติจริงกันบ้างใครอยากฝึกฝีมือก็ส่งความคิดเห็นเข้ามาได้เลยผมจะรับหน้าที่เป็นคุณครูตรวทข้อสอบให้เองครับ

“ วันนี้กินข้าวหรือยัง”

คำถามนี้ใช้ได้เลยเพราะเป็นการถามถึงเรื่องที่ทุกคนทำกันอยู่แล้วทุกวันที่สำคัญยังตอบง่ายและเป็นคำถามที่แคบด้วยผมจะตอบเลยนะครับปกติผมจะไม่ค่อยได้กินอาหารกลางวันแต่วันนี้ผมกินเพราะไปออกงานอีเวนท์อาหารกลางวันของผมวันนี้ก็คือกุ้งทอดกับแฮมเบิร์กครับ

“ สมัยเรียนได้ไปทัศนศึกษาที่ไหน”

นี่ก็เป็นคำถามที่ดีอีกคำถามหนึ่งเพราะคนส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทำการท่องเที่ยวยังเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย

“ ตัวละครตัวโปรดจากการ์ตูนคือใคร”

ถามแบบนี้แสดงว่ารู้ว่าผมชอบกตูนและเป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีมาถามเรื่องที่คู่สนทนาสนใจได้อย่างดีเยี่ยมถ้าเราคุยกันอยู่ผมก็คงพูดได้น้ำไหลไฟดับเลยทีเดียวผมขอเสริมนิดหนึ่งว่าถ้าคุณและคู่สนทนาสนใจในเรื่องเดียวกันคุณสามารถถามคำถามที่ลงลึกกว่านี้ได้ครับโดยเจาะลงไปเลยว่าเป็นตัวละครจากการ์ตูนของเรื่องอะไรหรือตัวละครจากการ์ตูนที่ยังไม่จบ

“ เวลาง่วงนอนจนทนไม่ไหวควรทำอย่างไร”

นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการโยนหินถามทางเพื่อดึงข้อมูลมาจากอีกฝ่ายการตั้งคำถามเหมือนขอคำปรึกษาแบบนี้ดีมากครับเพราะความรู้สึกอยากช่วยเหลือและดีใจที่คนอื่นมองว่าตัวเองพึ่งพาได้จากกระตุ้นให้คนเราอยากพูดคำตอบของผมก็คือเวลาที่ง่วงนอนจนทนไม่ไหวผมจะแอบงีบซัก 15 นาทีครับวิธีนี้จะช่วยให้ตาสว่างได้ดีที่สุด

เป็นคำถามที่ “ตอบง่าย”

Related image

ระหว่างคำที่ต้องคิดอยู่นานสองนานถึงจะตอบได้กับคำถามที่ได้ยินปุ๊บตอบได้ปั๊บ ไม่ว่าใครก็คงชอบแบบหลังมากกว่ากันทั้งนั้นผมเคยต้องสัมผัสคนอื่นในหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและตอบลำบากบอกได้คำเดียวว่าทรมานกันทั้งคนถามและคนถูกถามเลยนะครับ นอกจากนั้นการถามคำถามที่ตอบยากไม่ได้หมายความว่าคำตอบที่ได้จะลึกซึ้งหรือจริงใจกว่าคำถามที่ตอบง่ายตรงกันข้ามคำถามที่ตอบง่ายมากมีพลังกระตุ้นให้อีกฝ่ายรู้สึกอยากเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจได้มากกว่า

ข้อดีอีกอย่างของการถามที่ตอบง่ายก็คือมันช่วยให้คู่สนทนารู้สึกผ่อนคลายการพูดคุยจะมีชีวิตชีวาและมีบรรยากาศที่ดีเมื่อคุณสามารถนำพาการสนทนามาถึงจุดนี้ได้การทำเรื่องนี้ยากขึ้นหน่อยก็ไม่เป็นปัญหาแล้วครับ

ถามเรื่องที่อีกฝ่ายสนใจ

เรื่องที่ทำให้คนถูกถามรู้สึกอยากตอบมากที่สุดนั้นหนีไม่ผลคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่เค้าสนใจผมเคยเห็นคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารหลายคนพูดได้ไม่หยุดเวลามีคนทำในสิ่งที่เขาชอบดังนั้นถ้าคู่สนทนาชอบฟุตบอลคุณก็ควรถามเรื่องฟุตบอลกับเขาถ้าเค้าชอบทำอาหารก็ควรจะถามเรื่องอาหารกับเขาง่ายนิดเดียวจริงไหมล่ะครับ

บางคนอ่านนึกแย่งผมว่าแล้วถ้าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสนใจเรื่องอะไรล่ะจะทำอย่างไรที่จริงถ้าใช้เทคนิคตั้งใจฟังแบบ 100% เต็มคุณจะไม่มีปัญหานี้เลยแต่สำหรับคนที่ยังไม่เก่งผมแนะนำให้ใช้วิธีโยนหินถามทางการโยนหินถามทางก็คือการหยิบเอาเรื่องทั่วๆไปของตัวคู่สนทนามาตั้งเป็นคำถามที่ตอบง่ายเพื่อจะเก็บข้อมูลไปเรื่อยเรื่อยตัวอย่างเช่นสมมุติว่าผมนั่งอยู่ในบาร์ และกำลังคุยกับคนฟินแลนด์ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเค้าเลยนอกจากเรื่องที่เขาเป็นคนฟินแลนด์เพราะฉะนั้นผมจะใช้วิธีโยนหินถามทางเกี่ยวกับฟินแลนด์ไปเรื่อยเรื่อยเช่นฤดูหนาวของฟินแลนด์นี้หนาวขนาดไหนหรือครับวิธีอบซาวน่าของคนฟินแลนด์ทำกันยังไงครับหรืออาจจะถามแบบติดตลกหน่อยว่าซานตาคลอสมีอยู่จริงที่ฟินแลนด์ใช่ไหมครับ ระหว่างที่โยนหินถามทางก็สังเกตดูว่าเค้ามีท่าทีกระตือรือร้นกับเรื่องไหนเป็นพิเศษเรายิ่งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้นซ้ำด้วยถามให้ละเอียดขึ้นกว่าเดิมอีกนิดหรือถ้าไม่มีความรู้ในด้านนั้นมากพอจะตั้งคำถามที่ลึกซึ้งได้ขอให้ถามแบบคนอยากรู้อยากเห็นเพราะโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ชอบสอนคนอื่นอยู่แล้วครับ

“ปรุงแต่ง” สักนิดเราจะรับรู้ได้ดีขึ้น

Image result for รับฟัง

การรับรู้ไม่มีกฎตายตัวคุณจะใช้วิธีไหนก็ได้ครับ ขอแค่เป็นวิธีที่ตัวเองถนัดก็พอแต่สำหรับมือใหม่ที่ยังหาแนวทางของตัวเองไม่เจอผมมีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆมาฝาก

วิธีรับลูกที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือการรับฟังและแสดงความรู้ต่อสิ่งที่คู่สนทนาพูดด้วยการส่งเสียงตอบรับหรือแสดงความเห็นเล็กๆในน้อยคนพูดไม่เก่งมักชอบใช้วิธีตอบรับสั้นสั้นเช่น อืม หรือ ค่ะ เข้าใจแล้ว แต่การตอบรับสั้นสั้นแบบนี้สามารถกลายเป็นการรับลูกที่ยอดเยี่ยมได้ถ้ามีการปรุงแต่งเพิ่มเข้าไปสักเล็กน้อยลองคิดดูว่าถ้าคุณกำลังเล่าเรื่องอะไรก็ตามให้คนอื่นฟังแต่เค้าทำหน้าเรียบเฉยแล้วตอบคำแค่อืม คุณจะรู้สึกอย่างไรครับผมเคยเห็นคนพูดไม่เก่งหลายคนทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะรู้สึกเบื่อหรือไม่รู้จักมารยาทหรอกนะครับแต่พวกเขาไม่รู้จริงๆว่าควรทำอย่างไรถ้าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่หรืออยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นผมแนะนำให้คุณหัดปรุงแต่งด้วยการแสดงอารมณ์เล็กๆในน้อยประกอบครับ

ตัวอย่างเช่นเวลาที่คู่สนทนาเล่าถึงประสบการณ์น่าดีใจให้ฟังคุณควรตอบรับด้วยรอยยิ้มแสดงความยินดีหรือเวลาที่เค้าบอกข้อมูลบางอย่างคุณก็ไม่ควรพูดแค่เหรอแต่คุณเสริมความรู้สึกตื่นเต้นหรือขอบคุณเข้าไปด้วยเช่นจริงหรอไม่เคยรู้มาก่อนเลย! การทำแบบนี้จะทำให้คู่สนทนารู้สึกว่าคุณให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาพูดอยู่จริงๆทำให้เขารู้สึกอยากคุยต่อและส่งผลให้การส่งลูกทำได้ง่ายขึ้นครับ

ส่งลูก

ถ้าหัวใจหลักของการรับรู้คือการรับฟังหัวใจหลักของการส่งลูกก็คือการตั้งคำถาม

สำหรับคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่พูดไม่เก่งการเป็นฝ่ายฟังคนอื่นตอบคำถามนั้นง่ายกว่าการเป็นคนตอบเองมากหรืออาจกล่าวได้ว่าแค่ถามคำถามเป็นเราก็เอาตัวรอดในเกมพูดคุยได้อย่างไม่ลำบากแล้ว

คุณเคยสังเกตมั้ยครับว่าเวลาจะถามคำถามเรามากรู้ว่าไม่ควรทำอะไรเช่นไม่ควรทำเรื่องการเมืองหรือไม่ควรถามละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวแต่เรากลับไม่ค่อยรู้กันว่าเราควรทำอะไรผมจึงจะขอเน้นนี้เป็นเรื่องนี้พิเศษอย่างไรก็ตามถ้าจะให้ฉีดเฉพาะลงไปว่าคำถามอะไรที่ควรทำบ้างต่อให้ใช้เวลาเป็นปีก็คงจะพูดไม่จบเพราะสิ่งที่สามารถทำได้มีมากมายพอๆกับการนับจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้าเลยทีเดียวผมจึงจะอธิบายหลักการใหญ่ใหญ่เพื่อให้คุณนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ในบทความต่อไปครับ