เทคนิคการสัมภาษณ์ที่มีประโยชน์ต่อเกมส์พูดคุย

Image result for การสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์เองก็เป็นการตั้งคำถามชนิดหนึ่ง เราจึงสามารถนำเทคนิคที่ใช้ในการสัมภาษณ์มาประยุกต์ใช้ในเกมพูดคุยได้ เทคนิคนี้อาจยากกว่าเทคนิคอื่นๆอยู่เล็กน้อยแต่สำหรับคนที่เรามั่นใจในทักษะการตั้งคำถามของตัวเองแล้วผมแนะนำให้ลองใช้ดูครับ

เทคนิคแรกเป็นวิธีการที่ผมเรียกว่าถามเรียงตามลำดับเวลาเพื่อเพิ่มเติมคำตอบที่หายไป

เทคนิคนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับตัวเองตัวบุคคลหรือหัวข้อที่เราพูดถึงอยู่พอสมควรและมีความจริงจังกว่าการคุยเล่นขึ้นมาระดับหนึ่งจึงเหมาะกับการคุยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้สนิทสนมกันมากขึ้น

ส่วนใหญ่แล้วเรามักรู้ข้อมูลของคู่สนทนาแบบไม่ปะติดปะต่อเช่นรู้ว่าเกิดวันไหนรู้ว่าแต่งงานแล้วหรือยังโสดรู้ว่าเรียนจบจากที่ไหนรู้ว่าทำงานอะไรแต่เราจะไม่มีทางรู้ความเป็นมาหรือชีวิตทั้งหมดของเค้าได้เลย ดังนั้นการถามเรียงตามลำดับเวลาเพื่อให้เค้าช่วยเติมคำตอบส่วนที่หายไปจึงช่วยให้เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคู่สนทนาอย่างละเอียดและรอบด้าน

ผมขอยกตัวอย่างงานสัมภาษณ์ของตัวเองนะครับก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์บุคคลท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักพากย์ชื่อดังด้วยความที่ผมคิดว่าเค้าคงเบื่อคำถามประเภทที่มาที่ไปที่ทำให้มาเป็นนักพักคืออะไรผมจึงหันไปถามเรื่องราวชีวิตก่อนจะมาเป็นนักพากย์โดยถามไล่เรียงไปเรื่อยเรื่อยตามลำดับเวลาแทนผลคือเขาเล่าถึงร้านเกมที่เคยทำงานพิเศษเพื่อนเพื่อนรอบตัวและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมายที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนแถมมันยังทำให้บรรยากาศการสัมภาษณ์มีชีวิตชีวามากขึ้นแบบผิดหูผิดตาด้วยครับ

ถามคำถามที่ “แคบ”

คำถามที่แคบก็คือคำถามที่มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรมสูงตรงกันข้ามกับคำถามที่กว้างที่จะถามเรื่องทั่วๆไปแบบกว้างกว้างและมีความเป็นรูปธรรมต่ำโดยทั่วไปแล้วคำถามที่แคบจะตอบง่ายกว่ามากคุณจึงควรตั้งคำถามให้แคบเข้าไหวเพื่อไม่ให้คู่สนทนาต้องลำบากใจหรือคิดหนักกว่าจะตอบได้ครับ

คุณน่าจะเคยถูกถามว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างเราไม่รู้จะตอบอย่างไรดีสาเหตุเป็นเพราะคำถามนี้มันกว้างเกินไปจนไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหนดีดังนั้นเวลาที่เลือกคำถามให้ลองพิจารณาก่อนคำถามนั้นว่ามีความเป็นรูปธรรมแค่ไหนกว้างเกินไปหรือไม่ถ้ากว้างเกินไปก็ต้องทำให้แคบลงด้วยการเลือกแง่มุมหนึ่งของคำถามดังกล่าวมาถาม

ตัวอย่างเช่นคำถามช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างสามารถทำให้แคบลงได้ด้วยการเลือกแง่มุมที่เฉพาะเจาะจงลงไปสมมุติว่าเลือกแง่มุมสุขภาพก็อาจจะถามว่าสุขภาพเป็นยังไงบ้างได้ยินว่าช่วงนี้ใครหวัดระบาดหรือถ้าเลือกแง่มุมงานอดิเรกก็อาจจะถามว่าช่วงนี้เล่นเกมส์อะไรเป็นพิเศษบ้างเห็นชัดเลยว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะตอบง่ายขึ้นเยอะจริงไหมครับ

ลองตั้งคำถาม

เราได้เรียนรู้เทคนิคการส่งรูปกันมาพอสมควรแล้วทีนี้ลองปฏิบัติจริงกันบ้างใครอยากฝึกฝีมือก็ส่งความคิดเห็นเข้ามาได้เลยผมจะรับหน้าที่เป็นคุณครูตรวทข้อสอบให้เองครับ

“ วันนี้กินข้าวหรือยัง”

คำถามนี้ใช้ได้เลยเพราะเป็นการถามถึงเรื่องที่ทุกคนทำกันอยู่แล้วทุกวันที่สำคัญยังตอบง่ายและเป็นคำถามที่แคบด้วยผมจะตอบเลยนะครับปกติผมจะไม่ค่อยได้กินอาหารกลางวันแต่วันนี้ผมกินเพราะไปออกงานอีเวนท์อาหารกลางวันของผมวันนี้ก็คือกุ้งทอดกับแฮมเบิร์กครับ

“ สมัยเรียนได้ไปทัศนศึกษาที่ไหน”

นี่ก็เป็นคำถามที่ดีอีกคำถามหนึ่งเพราะคนส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทำการท่องเที่ยวยังเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย

“ ตัวละครตัวโปรดจากการ์ตูนคือใคร”

ถามแบบนี้แสดงว่ารู้ว่าผมชอบกตูนและเป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีมาถามเรื่องที่คู่สนทนาสนใจได้อย่างดีเยี่ยมถ้าเราคุยกันอยู่ผมก็คงพูดได้น้ำไหลไฟดับเลยทีเดียวผมขอเสริมนิดหนึ่งว่าถ้าคุณและคู่สนทนาสนใจในเรื่องเดียวกันคุณสามารถถามคำถามที่ลงลึกกว่านี้ได้ครับโดยเจาะลงไปเลยว่าเป็นตัวละครจากการ์ตูนของเรื่องอะไรหรือตัวละครจากการ์ตูนที่ยังไม่จบ

“ เวลาง่วงนอนจนทนไม่ไหวควรทำอย่างไร”

นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการโยนหินถามทางเพื่อดึงข้อมูลมาจากอีกฝ่ายการตั้งคำถามเหมือนขอคำปรึกษาแบบนี้ดีมากครับเพราะความรู้สึกอยากช่วยเหลือและดีใจที่คนอื่นมองว่าตัวเองพึ่งพาได้จากกระตุ้นให้คนเราอยากพูดคำตอบของผมก็คือเวลาที่ง่วงนอนจนทนไม่ไหวผมจะแอบงีบซัก 15 นาทีครับวิธีนี้จะช่วยให้ตาสว่างได้ดีที่สุด

เป็นคำถามที่ “ตอบง่าย”

Related image

ระหว่างคำที่ต้องคิดอยู่นานสองนานถึงจะตอบได้กับคำถามที่ได้ยินปุ๊บตอบได้ปั๊บ ไม่ว่าใครก็คงชอบแบบหลังมากกว่ากันทั้งนั้นผมเคยต้องสัมผัสคนอื่นในหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและตอบลำบากบอกได้คำเดียวว่าทรมานกันทั้งคนถามและคนถูกถามเลยนะครับ นอกจากนั้นการถามคำถามที่ตอบยากไม่ได้หมายความว่าคำตอบที่ได้จะลึกซึ้งหรือจริงใจกว่าคำถามที่ตอบง่ายตรงกันข้ามคำถามที่ตอบง่ายมากมีพลังกระตุ้นให้อีกฝ่ายรู้สึกอยากเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจได้มากกว่า

ข้อดีอีกอย่างของการถามที่ตอบง่ายก็คือมันช่วยให้คู่สนทนารู้สึกผ่อนคลายการพูดคุยจะมีชีวิตชีวาและมีบรรยากาศที่ดีเมื่อคุณสามารถนำพาการสนทนามาถึงจุดนี้ได้การทำเรื่องนี้ยากขึ้นหน่อยก็ไม่เป็นปัญหาแล้วครับ

ถามเรื่องที่อีกฝ่ายสนใจ

เรื่องที่ทำให้คนถูกถามรู้สึกอยากตอบมากที่สุดนั้นหนีไม่ผลคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่เค้าสนใจผมเคยเห็นคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารหลายคนพูดได้ไม่หยุดเวลามีคนทำในสิ่งที่เขาชอบดังนั้นถ้าคู่สนทนาชอบฟุตบอลคุณก็ควรถามเรื่องฟุตบอลกับเขาถ้าเค้าชอบทำอาหารก็ควรจะถามเรื่องอาหารกับเขาง่ายนิดเดียวจริงไหมล่ะครับ

บางคนอ่านนึกแย่งผมว่าแล้วถ้าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสนใจเรื่องอะไรล่ะจะทำอย่างไรที่จริงถ้าใช้เทคนิคตั้งใจฟังแบบ 100% เต็มคุณจะไม่มีปัญหานี้เลยแต่สำหรับคนที่ยังไม่เก่งผมแนะนำให้ใช้วิธีโยนหินถามทางการโยนหินถามทางก็คือการหยิบเอาเรื่องทั่วๆไปของตัวคู่สนทนามาตั้งเป็นคำถามที่ตอบง่ายเพื่อจะเก็บข้อมูลไปเรื่อยเรื่อยตัวอย่างเช่นสมมุติว่าผมนั่งอยู่ในบาร์ และกำลังคุยกับคนฟินแลนด์ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเค้าเลยนอกจากเรื่องที่เขาเป็นคนฟินแลนด์เพราะฉะนั้นผมจะใช้วิธีโยนหินถามทางเกี่ยวกับฟินแลนด์ไปเรื่อยเรื่อยเช่นฤดูหนาวของฟินแลนด์นี้หนาวขนาดไหนหรือครับวิธีอบซาวน่าของคนฟินแลนด์ทำกันยังไงครับหรืออาจจะถามแบบติดตลกหน่อยว่าซานตาคลอสมีอยู่จริงที่ฟินแลนด์ใช่ไหมครับ ระหว่างที่โยนหินถามทางก็สังเกตดูว่าเค้ามีท่าทีกระตือรือร้นกับเรื่องไหนเป็นพิเศษเรายิ่งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้นซ้ำด้วยถามให้ละเอียดขึ้นกว่าเดิมอีกนิดหรือถ้าไม่มีความรู้ในด้านนั้นมากพอจะตั้งคำถามที่ลึกซึ้งได้ขอให้ถามแบบคนอยากรู้อยากเห็นเพราะโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ชอบสอนคนอื่นอยู่แล้วครับ

“ปรุงแต่ง” สักนิดเราจะรับรู้ได้ดีขึ้น

Image result for รับฟัง

การรับรู้ไม่มีกฎตายตัวคุณจะใช้วิธีไหนก็ได้ครับ ขอแค่เป็นวิธีที่ตัวเองถนัดก็พอแต่สำหรับมือใหม่ที่ยังหาแนวทางของตัวเองไม่เจอผมมีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆมาฝาก

วิธีรับลูกที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือการรับฟังและแสดงความรู้ต่อสิ่งที่คู่สนทนาพูดด้วยการส่งเสียงตอบรับหรือแสดงความเห็นเล็กๆในน้อยคนพูดไม่เก่งมักชอบใช้วิธีตอบรับสั้นสั้นเช่น อืม หรือ ค่ะ เข้าใจแล้ว แต่การตอบรับสั้นสั้นแบบนี้สามารถกลายเป็นการรับลูกที่ยอดเยี่ยมได้ถ้ามีการปรุงแต่งเพิ่มเข้าไปสักเล็กน้อยลองคิดดูว่าถ้าคุณกำลังเล่าเรื่องอะไรก็ตามให้คนอื่นฟังแต่เค้าทำหน้าเรียบเฉยแล้วตอบคำแค่อืม คุณจะรู้สึกอย่างไรครับผมเคยเห็นคนพูดไม่เก่งหลายคนทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะรู้สึกเบื่อหรือไม่รู้จักมารยาทหรอกนะครับแต่พวกเขาไม่รู้จริงๆว่าควรทำอย่างไรถ้าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่หรืออยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นผมแนะนำให้คุณหัดปรุงแต่งด้วยการแสดงอารมณ์เล็กๆในน้อยประกอบครับ

ตัวอย่างเช่นเวลาที่คู่สนทนาเล่าถึงประสบการณ์น่าดีใจให้ฟังคุณควรตอบรับด้วยรอยยิ้มแสดงความยินดีหรือเวลาที่เค้าบอกข้อมูลบางอย่างคุณก็ไม่ควรพูดแค่เหรอแต่คุณเสริมความรู้สึกตื่นเต้นหรือขอบคุณเข้าไปด้วยเช่นจริงหรอไม่เคยรู้มาก่อนเลย! การทำแบบนี้จะทำให้คู่สนทนารู้สึกว่าคุณให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาพูดอยู่จริงๆทำให้เขารู้สึกอยากคุยต่อและส่งผลให้การส่งลูกทำได้ง่ายขึ้นครับ

ส่งลูก

ถ้าหัวใจหลักของการรับรู้คือการรับฟังหัวใจหลักของการส่งลูกก็คือการตั้งคำถาม

สำหรับคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่พูดไม่เก่งการเป็นฝ่ายฟังคนอื่นตอบคำถามนั้นง่ายกว่าการเป็นคนตอบเองมากหรืออาจกล่าวได้ว่าแค่ถามคำถามเป็นเราก็เอาตัวรอดในเกมพูดคุยได้อย่างไม่ลำบากแล้ว

คุณเคยสังเกตมั้ยครับว่าเวลาจะถามคำถามเรามากรู้ว่าไม่ควรทำอะไรเช่นไม่ควรทำเรื่องการเมืองหรือไม่ควรถามละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวแต่เรากลับไม่ค่อยรู้กันว่าเราควรทำอะไรผมจึงจะขอเน้นนี้เป็นเรื่องนี้พิเศษอย่างไรก็ตามถ้าจะให้ฉีดเฉพาะลงไปว่าคำถามอะไรที่ควรทำบ้างต่อให้ใช้เวลาเป็นปีก็คงจะพูดไม่จบเพราะสิ่งที่สามารถทำได้มีมากมายพอๆกับการนับจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้าเลยทีเดียวผมจึงจะอธิบายหลักการใหญ่ใหญ่เพื่อให้คุณนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ในบทความต่อไปครับ

การตั้งใจฟังแบบ 100%เต็ม

Image result for ตั้งใจฟัง

การตั้งใจฟังแบบ 100% เต็มคืออะไรคำตอบก็ตรงตามตัวอักษรเลยครับมันคือการทุ่มสมาธิฟังคู่สนทนาแบบไม่ปล่อยให้มีอะไรหลุดรอดไปได้แม้แต่เรื่องเดียวไม่เฉพาะสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอกเท่านั้นสิ่งที่ต้องฟังยังรวมถึงน้ำเสียงสายตาและท่าทางที่สื่อออกมาเวลาที่ไม่รู้จะตอบคำถามคู่สนทนาอย่างไรส่วนใหญ่แล้วปัญหาก็จะมาจากการที่เราไม่ได้ตั้งใจฟังแบบ 100% เต็มจึงไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรการพูดคุยจึงจะดำเนินต่อไปได้อย่างลื่นไหลและตั้งคำถามไม่ถูกเพราะไม่ได้ตั้งใจฟังให้ดี

ดูอย่างคุณทะโมะริก็ได้ครับ ถ้าสังเกตุดีดีคุณจะเห็นว่าคนที่คุยกับเขาคุยด้วยจะดูผ่อนคลายไม่ค่อยทำหน้าลำบากใจเวลาพูดและที่สำคัญพวกเขายังแทบไม่เคยทำอะไรกลับเลย ทั้งนี้เพราะเค้ารู้หน้าที่ดีว่าหน้าที่ของพิธีกรไม่ได้มีแค่การชวนคุยหรือถามคำถามแต่ยังรวมถึงการฟังด้วยร้านที่จริงเทคนิคของเขาเน้นไปที่การฟังมากกว่าการพูดเสียอีกและนี่ก็คือคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักสื่อสารอันดับต้นต้นของประเทศญี่ปุ่นครับ

เกมส์พูดคุยกับการรับลูกส่งลูกและเลี้ยงลูก

Image result for talking

เกมส์พูดคุยที่ลื่นไหลต้องอาศัยความร่วมมือแรงร่วมใจหรือจังหวะจะโคนที่เข้ากันได้ของทั้งสองฝ่าย ลองนึกถึงฟุตบอลก็ได้ครับทีมจะเล่นได้ดีก็ต่อเมื่อสมาชิกในทีมสามารถรับลูกส่งลูกเลี้ยงลูกได้อย่างคล่องแคล่วดังนั้นเรามาดูกันว่าการรับลูกส่งลูกและเลี้ยงลูกในบริบทของการพูดคุยเป็นอย่างไร

ในเกมพูดคุยทุกครั้งสิ่งแรกที่เราต้องทำคือการกับลูกคุณอาจสงสัยว่าเราจะรับลูกได้อย่างไรในเมื่อยังไม่ทันได้คุยกันเลยซักคำแต่จริงๆแล้วการที่คุณมีความตั้งใจที่จะคุยกับเขาก็ถือเป็นการรับลูกแล้วครับและการรับฟังสิ่งที่เขาพูดก็นับว่าเป็นการรับลูกด้วยเช่นกัน

เมื่อรับลูกแล้วขั้นตอนต่อไปในระหว่างที่คุยกันก็คือการส่งลูกซึ่งเป็นการนำเอาความตั้งใจที่จะคุยกับอีกฝ่ายมาทำให้เป็นรูปธรรมด้วยการทักทายและใช้เทคนิคตั้งคำถาม

หลังจากนั้นเมื่ออีกฝ่ายตอบหรือทำกับเราก็ต้องเลี้ยงลูกด้วยการตอบคำถามเล่าเรื่องของตัวเองหรือตั้งคำถามใหม่พูดยังไงก็คือทำให้บทสนทนาดำเนินต่อไปเรื่อยเรื่อยนั่นเอง

รับลูก

การรับรู้เป็นขั้นตอนที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพราะนอกจากจะเป็นขั้นตอนแรกแล้วมันยังส่งผลต่อเกมที่เหลือทั้งหมดด้วยถ้าคุณรับลูกได้ดีการพูดคุยจะรั่วไหลอย่างไม่น่าเชื่อแต่ถ้าคุณไม่เอาใจใส่กับรับลูกพลาด ขั้นตอนที่เหลือก็จะยากตามไปด้วยตั้งแบบนี้อาจจะมีบางคนเริ่มเกร็งเพราะกลัวว่าจะทำพลาดแต่ไม่ต้องกลัวไปนะครับเพราะในขั้นตอนนี้จะเน้นที่การฟังมากกว่าการพูดคนพูดไม่เก่งจึงสามารถทำได้ดีคุณคงยังจำเทคนิคตั้งคำถามในบทที่แล้วได้ใช่ไหมครับผมบอกไว้ว่าถ้าคุณใช้เทคนิคตั้งคำถามได้อย่างเชี่ยวชาญคุณจะแทบไม่ต้องเป็นฝ่ายพูดอะไรเลยอย่างไรก็ตามคนที่ยังไม่ชำนาญอาจเคยเจอกับสถานการณ์ที่ถามไปแล้วถูกทำกลับจนไปต่อไม่เป็นในกรณีนี้เทคนิคการปรับลูกจะช่วยคุณรู้ว่าทำพลาดตรงไหนและจะแก้ไขได้อย่างไร

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมจะขอเริ่มต้นด้วยเข็ดหลาบสำคัญที่สุดการรับลูกนั่นก็คือการตั้งใจฟังแบบ 100% เต็ม

ทำไม “ตัดผมมาเหรอ” จึงเป็นคำถามชั้นยอด

Image result for คำถาม

ทำไมคำถามที่ดูสุดแสน ธรรมดายังตัดผมมาเหรอถึงได้กลายเป็นคำถามที่รู้จักกันดีที่สุดในญี่ปุ่นเรามาลองพิจารณากันไปทีละขั้นดูครับ  เหตุผลข้อแรกก็คือคำถามนี้บ่งชี้และให้ความสำคัญกับความเปลี่ยนแปลงของคู่สนทนาการแสดงออกว่ารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของคู่สนทนาเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลดีมากครับเพราะคนส่วนใหญ่จะดีใจเวลามีคนสังเกตุเห็นอะไรใหม่ใหม่ของตัวเองลองนึกถึงผู้หญิงเวลาทำผมทรงใหม่หรือเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวดูก็ได้ถ้าไม่มีใครทักสักคนเธอคงจะผิดหวังอยู่ไม่น้อยถ้าแย่หน่อยก็อาจเสียความมั่นใจไปเลยนอกจากนั้นต่อให้อีกฝ่ายไม่ได้ตัดผมหรือทำอะไรต่างจากเดิมเลยการทักแบบนี้ก็ยังทำให้เขารู้สึกดีได้ยิ่งถ้าคุณเสริมว่าสงสัยเพราะคุณดูดีขึ้นแน่เลยครับผมเลยนึกว่าไปตัดผมมาผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก

ส่วนเหตุผลข้อที่สองก็คือเพราะมันเป็นคำถามที่ตอบง่ายและไม่สร้างภาระให้กับอีกฝ่ายซึ่งถือเป็นคำถามในอุดมคติสำหรับเกมพูดคุยลองนึกดูสิครับว่าถ้ามีคนมาถามคุณว่าคิดอย่างไรกับเรื่องที่จอดรถเกณฑ์อายุของผู้บรรลุนิติภาวะจาก 20 ปีลงไปแน่นอนว่าคำถามนี้ไม่มีอะไรเสียมารยาทแต่ถ้าคุณไม่ใช่คนที่สนใจติดตามเรื่องนี้เป็นพิเศษคุณคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าการตอบคำถามนี้เป็นภาระและบรรยากาศการสนทนาก็จะพลอยอึดอัดไปด้วย

เหตุผลข้อต่อมาที่ทำให้คำถามนี้ยอดเยี่ยมมากก็เพราะมันเกี่ยวกับตัว คู่สนทนาโดยตรงจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เล่าเรื่องของตัวเองครับตัวอย่างเช่นถ้าเค้าไปตัดผมมาจริงๆนอกจากจะดีใจที่มีคนทักแล้วเขายังจะนะรู้สึกสบายใจที่จะแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองหรือต่อให้ไม่ได้ตัดผมมาคำถามนี้ก็เปิดโอกาสให้เขาพูดเรื่องส่วนตัวได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงเช่นไม่ได้ตัดหรอกแค่เปลี่ยนเจลแต่งผมน่ะหรือลองมัดผมแบบใหม่ดูเฉยเฉยกันคุยเรื่องส่วนตัวเล็กๆในน้อยแบบนี้จะนำไปสู่บรรยากาศการพูดคุยที่ดีได้ไม่ยากครับ

เหตุผลข้อที่สี่นี่ชัดเจนในตัวอยู่แล้วนั่นก็คือมันเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจที่เรามีต่อเขาและเหตุผลข้อที่ห้าซึ่งเป็นข้อสุดท้ายก็คือเพราะไม่มีใครลืมว่าตัวเองตัดผมมาตั้งแบบนี้คุณอาจจะคิดว่าพูดเล่นมนุษย์เราลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆได้ง่ายกว่าคิดมากหากคุณถามคนอื่นว่าไปซื้อเสื้อมาจากที่ไหนหรือก็เป็นไปได้ที่เค้าจะลืมไปเรียบร้อยแล้วในขณะที่การตัดผมเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จำได้แม่นแถมยังตอบได้โดยไม่ต้องคิดทบทวนให้วุ่นวายทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามที่ดูแสงธรรมดาถึงได้เป็นคำถามในอุดมคติของเกมพูดคุยเพราะมันเต็มไปด้วยความคำนึงถึงอีกฝ่ายอย่างถึงที่สุดนั่นเอง

พัฒนาทักษะในการตั้งคำถาม

คำถามที่รู้จักกันดีที่สุดในญี่ปุ่น

ถ้าพูดถึงคำถามที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในญี่ปุ่นแน่นอนว่าต้องเป็นตัดผมมาเหรอพิธีกรขวัญใจประชาชนท่านหนึ่งที่คล่ำหวอดในวงการบันเทิงมาหลาย 10 ปี มีคนมากมายพยายามหาคำตอบว่าอะไรที่ทำให้คุณพิธีกรท่านนี้ประสบความสำเร็จถึงขั้นนี้ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

ในความเห็นของผมเคล็ดลับของคุณพี่ก่อนทั้งนี้เรียบง่ายแต่ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อนั่นก็คือทำเหมือนตัวเองเป็นผู้ชมที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านถ้าลองพิจารณาดูคุณจะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่ในห้องส่งกับผู้ชมทางบ้านเองก็จะเหมือนเป็นเกมส์พูดคุยรูปแบบหนึ่งจะต่างกันก็ตรงที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พบประเห็นหน้ากัน การโดยตรงคนในห้องส่งพยายามทำให้ผู้ชมทางบ้านรู้สึกดีด้วยกันทำตัวสนุกสนานส่วนผู้ชมทางบ้านก็ใช้วิธีปรับอารมณ์ให้สุขสนานกับการดูรายการซึ่งบางครั้งก็สำเร็จบางครั้งก็ไม่สำเร็จในสถานการณ์แบบนี้คุณพิธีกรท่านนี้เข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ชมทางบ้านกับคนในห้องส่งใครก็ตามที่เคยดูรายการของเค้าคนนี้น่าจะนึกภาพตามได้เป็นอย่างดีคุณเห็นใช่ไหมล่ะครับว่าท่านพี่ก่อนจะไม่ค่อยได้เฮฮาแบบคนอื่นๆที่อยู่ในรายการเค้าจะทำตัวเป็นมิตรแต่ก็จะนิ่งเงียบจะหัวเราะออกมาก็ต่อเมื่อมีเรื่องน่าขำจริงๆและไม่เคยพูดแทรกหรือแย่งคนอื่นพูดเค้าเป็นพิธีกรที่เป็นตัวแทนของผู้ชมทางบ้านได้ดีไม่น่าแปลกใจเลยที่เขายังเป็นเจ้าของคำถามที่รู้จักกันดีที่สุดในญี่ปุ่นด้วย

รู้สึกสนุกเข้าไว้

Related image

ไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้ที่เป็นคนคุยสนุกแน่นอนว่าระหว่างการสนทนาอาจมีบางครั้งที่คุณรู้สึกเบื่อขึ้นมาและความรู้สึกนั้นถูกส่งต่อไปยังครูสนทนาการพูดคุยก็จะจบลงด้วยทิ้งความรู้สึกไม่ดีเอาไว้แต่อย่าลืมนะครับว่าเวลาที่คิดว่าคนอื่นน่าเบื่อตัวเราเองก็อาจจะน่าเบื่อสำหรับเขาเช่นกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นคุณต้องรู้สึกสนุกเข้าไว้ครับ

ผมเคยได้พบกับนักประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์คนหนึ่งระหว่างที่คุยกันผมก็ถามเล่นเล่นว่าถ้าเกิดต้องประชาสัมพันธ์ให้กับหนังที่ไม่ได้เรื่องเลยจะทำยังไงครับปรากฏว่าเค้าตอบว่าไม่มีคนกำกับคนไหนจงใจสร้างหนังที่ไม่ได้เรื่องหรอกครับ

คำตอบนี้ชี้ให้เห็นว่าเขามีทัศนคติที่ดีมากต่องานที่ทำและเราก็สามารถนำมันมาปรับใช้กับการพูดได้เช่นกันไม่มีใครในโลกนี้อยากเป็นคนน่าเบื่อหรอกครับเราทุกคนล้วนอยากเป็นคนที่ทำให้คนอื่นสนุกไปกับคำพูดของเราด้วยกันทั้งนั้นอย่างไรก็ตามผมเคยพูดกับเราว่าในเกมพูดคุยสิ่งที่สำคัญกว่าเนื้อหาหรือข้อมูลคือบรรยากาศการปรับอารมณ์ตัวเองให้รู้สึกสนุกและพร้อมจะมองเห็นข้อดีของสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจะช่วยให้บรรยากาศดีและการสนทนาลื่นไหลขึ้นโดยอัตโนมัติส่งผลให้คุณสามารถเอาชนะเกมส์พูดคุยได้อย่างง่ายดาย

แสดงความรู้สึกทึ่งบ่อยบ่อย

การแสดงความรู้สึก ทึ่ง เองก็คล้ายกับการชื่นชมตรงที่เป็นการยอมรับในข้อดีหรือความสามารถของคนอื่น แต่เหนือขึ้นไปกว่านั้นตรงที่มันจะมีความรู้สึกนับถือแทรกอยู่ด้วยครับสำหรับคนที่ทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุหรือพิธีกรการแสดงความรู้สึกทึ่งถือเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยเพราะมันจะช่วยให้สิ่งที่พูดออกไปน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมมากตัวอย่างเช่นสมมุติว่าต้องพูดถึงเพลงใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวระหว่างการพูดว่านี่เป็นเพลงใหม่ที่กำลังจะวางแผงครับเชิญรับฟังได้กลับผมได้ฟังเพลงใหม่ที่รักสุดยอดมาละครับตื่นเต้นสุดสุดจะแอบเปิดให้ฟังกันตอนนี้เลยดีไหมนะคุณคิดว่าแบบไหนกระตุ้นให้คนฟังรู้สึกสนใจได้มากกว่ากันครับ

หลายคนอาจรู้สึกว่าถ้าแสดงความรู้สึกทึ่งออกมาบ๊ายบายจะดูไม่ดีหรือคนอื่นจะมองว่าเราไม่ประสีประสาหรือเปล่าทั้งนี้เพราะเราไปหยุดติดกับภาพหลักที่ว่าคนฉลาดมักจะดูนิ่งนิ่งไม่ค่อยหวั่นไหวหรือประทับใจอะไรง่ายง่ายแต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดถนัดที่จริงลาวยิ่งเรารู้ลึกมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งรู้สึกทึ่งได้ง่ายขึ้นครับดูอย่างเรื่องวายก็ได้ยิ่งเป็นคนที่มีความรู้เรื่องไหวมากเท่าไหร่เค้าก็จะยิ่งเข้าใจแหละเธอครึ่งกับคุณค่าของไวรัสประเภทของมันแต่ละขวดมากเท่านั้นในขณะที่คนทั่วไปจะไม่รู้สึกอะไรเลย

ผมขอยกตัวอย่างสาวผู้เป็นนักเขียนการ์ตูนมาเป็นตัวอย่างนะครับเธอเป็นคนที่ทึ่ง ได้ กลับทุกเรื่องเธอบอกว่าการ์ตูนที่ทำให้เธอทะลึ่งที่สุดก็คือเรื่อง survival เพราะมันทำให้เธอนึกถึงคืนวันที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนหรือตอนที่ได้พบกับผู้ว่าฯการ์ตูนเรื่องโดเรม่อนเธอถึงกับกรี๊ดออกมาแล้วเรียกเขาว่ามหาเทพเลยทีเดียวคุณคิดว่าระหว่างการมีคนผู้ชมคุณด้วยใบหน้านิ่งนิ่งกับคนที่แสดงความรู้สึกออกมาแบบไม่กั๊กคุณจะรู้สึกดีและอยากคุยต่อหน้ากับคนไหนมากกว่ากันครับ