การเดินทางไปเมืองหนานหนิง

เมืองหนานหนิงเป็นเมืองหลวงทางพรรคใต้แบนให้เป็นที่รู้จักเท่ากุ้ยหลินแต่ก็มีรถไฟเริ่มต้นและสิ้นสุดผ่าน หลายขบวนเช่น ฮานอยในเวียดนาม คุนหมิง เฉิงตู ซีอาน เจิ้งโจว ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หนานชาง กุ้ยหลิน

ส่วนรถประจำทางนอกจากเมืองใกล้เคียงอย่างกุ้ยหลิน ก็ยังมีรถไปถึงกว่างโจรวมถึงรถที่วิ่งไปถึงผิงเซียง
และการเดินทางไปเมืองไขหลี่ โดยรถไฟไขหลี่ จะเป็นเมืองใหญ่ที่มีรถไฟผ่านเช่น คุนหมิง และปักกิ่ง เป็นต้น

ส่วนรถประจำทางในบริเวณเฉียนตงหนาน จะมีรถไปกลับไขหลี่ สม่ำเสมอส่วนลดระยะใกล้ไกลอื่นๆก็มีเช่นรถไปกุ้ยหยาง เมืองหลวงของมณฑลถ้าต้องการเดินทางข้ามเขตจำเป็นต้องนั่งรถไปเมืองชายขอบมณฑลก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนรถข้ามไปอีกมณฑลแม้จะยุ่งยากแต่ก็ไม่ได้ลำบากเนื่องจากระยะทางสั้นสั้นมักจะมีรถวิ่งอยู่สม่ำเสมอตลอดวัน

ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์มณฑลกว่างซี

ตั้งอยู่ในเมืองนั้นหนิงเมืองหลวงของมณฑลกว่างซี ภาคใต้ของประเทศจีน

พิพิธภัณฑ์ชนกลุ่มน้อยตั้งอยู่กลางเมืองไขหลี่ เมืองใหญ่ห่างจากกุ้ยหยางเมืองหลวงของมณฑลกุ้ยโจไปทางตะวันออกประมาณ 150 กิโลเมตร มณฑลกุ้ยโจวอยู่ทางภาคใต้ของประเทศจีน

พิพิธภัณฑ์มณฑลกว่างซี ตั้งอยู่ในอาคารคอนกรีตแบบราชการข้างในแบ่งออกเป็นสองชั้นชั้นล่างจัดแสดงกลองมโหระทึกสัมฤทธิ์โบราณและงานสำเร็จอื่นๆอีกบ้างส่วนชั้นบนจัดแสดงแบบจำลองอาคารและเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวเขาเผาต่างๆในบริเวณกว่างซีลำบากตรงที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษน้อยไป บัตรราคา 8 หยวน

พิพิธภัณฑ์ชนกลุ่มน้อยตั้งอยู่ในอาคารคอนกรีตสามชั้นจัดแสดงแบบเรียบง่ายดูขายนิทรรศการชั่วคราวมากกว่าพิพิธภัณฑ์แต่ก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชาวเผ่าต่างๆในบริเวณเฉีนนตงหนานได้พอสมควรแม้จะแทบไม่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษเลย บัตรราคา 10 หยวน

และการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์มณฑลกวางซี รถประจำทางสายหกวิ่งจากสถานีรถไฟผ่านหน้าพิพิธภัณฑ์

ส่วนการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ชนกลุ่มน้อยรถประจำทางสายหนึ่งจากสถานีรถประจำทางแห่งใหม่ของเมืองไขหลี่
ผ่านวงเวียนกลางเมืองและตรงมาที่ร้านค้าผลิตภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ในจตุรัสขนาดใหญ่สุดถนนเจาซานหนานลู่ พอดี

ต้ง

ต้ง คือชนชาติหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มชาวไท ตั้งตระกูลของภาษาที่ใช้ขณะที่ชาวไทยตั้งถิ่นฐานกระจายออกไปในพม่าไทยลาวและเวียดนามชาวต้งยังอาศัยอยู่ในเขตทางใต้ของจีน เช่นหูหนา นกุ้ยโจว และกว่างซีอยู่ต่อไป แตกต่างจากชาวเผ่าอื่นๆที่มักโดดเด่นด้วยศิลปะการประดิษฐ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเผ่าต้มกลับสวมใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่ายกว่าแต่ก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมการยอมผ้าของตัวเองไว้กระทั่งปัจจุบันเมื่อยามที่เราเดินทางไปถึงหมู่บ้านเจ้าซิง แถบชายแดนมณฑลกุ้ยโจต่อกับมณฑลกวางซียังคงเห็นแม่บ้านต้งทำการยอมถ้าเช่นนั้นอยู่เหมือนเช่นเป็น ชีวิตประจำวันในอดีต

ขั้นตอนการทำก็คือนำผ้าขาวมาย้อมครามด้วยกันค่อยค่อยเคลีพาจุ่มลงไปในถังครามซึ่งมีทั้งสีน้ำเงินสีดำและสีน้ำตาล แขวนตากให้แห้งอาจนำมาย้อมสามให้ได้สีเข้มคนสม่ำเสมอจากนั้นนำมาทุบด้วยไม้ทุบไปเรื่อยเรื่อยจนพระอ่อนนุ่มได้ที่จึงนำมาเคลือบให้ขึ้นเงาและกันยุงด้วยไข่ขาวเมื่อได้มาพักที่สมบูรณ์แล้วจึงนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าที่ยังคงสวมใส่กันอยู่ทั่วไปแม้กระทั่งมีขายในให้นักท่องเที่ยวด้วยหากซื้อตามบ้านคุณป้าคุณยายในหมู่บ้านราคาจะเพียงแค่ 60 หยวนในขณะที่ร้านค้าในเมืองหรือมีพิพิธภัณฑ์อาจขึ้นราคาไปถึง 200 หยวนเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อันยากจะหาใครเสมอเหมือนชาวต้ง ไม่ใช่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแต่กลับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยไม้สิ่งที่พิเศษมากๆก็คือความหมดจดของการออกแบบระบบโครงสร้างไม่ให้ออกมาเป็นอาคารที่มีความซับซ้อนสง่างามโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตะปูเลยโดยเฉพาะอาคารที่สำคัญที่สุดในหมู่บ้านซึ่งก็คือหอกลอง สะพานลมฝน และวิธีแสดงการละเล่น

พิพิธภัณฑ์มณฑลกว่างซีและกุ้ยโจว

Related image

ช่วงเดือนสุดท้ายของเราในแผ่นดินอันกว้างใหญ่พื้นนี้ได้ทุ่มเทกับชนชาติอันหลากหลายที่ครอบครองชายแดนทางใต้ของแม่น้ำช้างจียงหรือจะเรียกว่าทางใต้ของแผ่นดินกลางก็ว่าได้หลังจากหมกมุ่นอยู่กับวัฒนธรรมทางภาคตะวันตกภาคเหนือภาคตะวันตกเฉียงใต้และวัฒนธรรมหลวงของภาคกลางมานานเราปลดปล่อยตัวเองออกจากวังวนความเป็นฮั่น แล้วมุ่งหน้าสู่ขุนเขาลำเนาไพรส์อันอุดมสมบูรณ์ของพรรคตายที่ซึ่งสวยงามเรียบง่ายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในโลกสมัยใหม่บางป้ายรถสนิยมของรัฐบาลปัจจุบันชนกลุ่มน้อยหรือชาวเขาในบริเวณนี้มีความหลากหลายจนเวลาเพียงเดือนเดียวไม่เพียงพอที่จะรู้จักได้ทั้งหมดแต่เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดทั้งจากการเดินทางจริงกินและนอนหรือพบปะพูดคุยกับพวกเขาและจากการศึกษาเพิ่มเติมเพียงฝ่ายเดียวตามพิพิธภัณฑ์

ชีวิตชาวเขาเป็นแบบจำลองของสังคมที่กำลังจะสูญหายไปจากปัจจุบันนึงเพราะเป็นพัฒนาการขั้นสูงของสังคมที่พึ่งพาอยู่ร่วมกันธรรมชาติในขณะที่โลกกำลังหมุนไปสู่ยุคเทคโนโลยีที่ไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแต่กลับสร้างเครื่องอำนวยความสะดวกมาแก้ปัญหาหนึ่งหนึ่งเพียงเพื่อสิ่งนั้นจะได้ก่อให้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่งพี่มาแทนแต่โลกก็เดินทางมาไกลมากอาจจะไกลเกินไปที่จะหยุดแล้วย้อนกลับไปใหม่ได้

อีกครั้งที่เราเดินทางโดยรถไฟจากเซี่ยงไฮ้เมืองที่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของสภาพสังคมวัตถุนิยมแบบปัจจุบันมาถึงหวยฮว่า เมืองชุมทางรถไฟทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูหนานแล้วตอบรถประจำทางข้ามทุ่งนาป่าเขาต่อไปอีกประมาณ 4 ชั่วโมงเพื่อจะให้ได้ไปถึงเมืองใหญ่ของชาวเขาเผ่าเหมียวที่ชื่อว่าเฟิ่งหวง จุดเริ่มของเส้นทางศึกษาวัฒนธรรมชาตินิยม

ย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งโบราณงานศิลปะที่เก่าแก่และเป็นที่รู้จักมากที่สุดของวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อยก็คือกลองมโหระทึกที่ทำจากสัมฤทธิ์ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในบริเวณตอนใต้ของจีนไปยังกระจัดกระจายออกไปใกล้ถึงเวียดนามลาวไทยมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย

ก็มโหระทึกในพิพิธภัณฑ์มณฑลนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นที่นิยมในบริเวณนี้ด้วยจำนวนที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์มีมากกว่า 50 ชิ้นแรกที่ค้นพบในมณฑลมีมากกว่า 1000 ชิ้นเลยทีเดียวรวมไปถึงชิ้นเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งในจีนก็คือ 2000 ปีโดยประมาณและชิ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยแต่ความมีเสน่ห์ของโบราณวัตถุเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่อายุหรือขนาดแต่อยู่ที่เรื่องราวที่ถูก เราเล่าๆรูปร่างทรงกลมเหล่านั้นโดยทางตรงแล้วกลองสัมฤทธิ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในเชิงศิลปะและงานช่างทางศิลปะการหล่อการวาดการปั้นส่วนทางอ้อมภาพที่เล่าในเชิงชิ้นงานแสดงเห็นถึงพิธีกรรมศิลปะดนตรีการละเล่นเป็นระบำและเดี๋ยวอีกมากมาย

ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เครื่องเคลือบ

Image result for พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เครื่องเคลือบ จิ่นเต๋อเจิ้น

และโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น มึงใช้ของมณฑลเจียงสี่ใกล้กับมณฑลอันฮุย ภาคตะวันออกของ สาธารณรัฐประชาชนจีน

พี่พิทพันธ์แล้วโรงงานปัจจุบันทางการได้รวมไว้เป็นที่เดียวกันเราเรียกชื่อว่าJindezhen Pottery Culture Exhibition Spot ตั้งอยู่ในรั้วรอบขอบกลุ่มอาคารเก่าสมัยราชวงศ์หมิงจัดแสดงแยกเป็นส่วนส่วนแตกต่างจากการจัดแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไปหรือบรรยากาศแบบเปิดทำให้รู้สึกผ่อนคลายไม่ได้เบื่อใครเดินอยู่ในสวนหน้าบ้านเก่าเก่าของคนที่คุ้นเคยกันแบ่งเป็นแสดงกรรมวิธีการผลิตส่วนการแสดงโชว์และส่วนขายโดยรับรอบก็เป็นสวนป่าร่มรื่นภายในใครเป็นชุมชนช่างฝีมือเล็กลายเนื่องจากมีขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันในการชมดับเร็วเร็ว บัตรราคา 50 อยู่หยวน

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์

รถประจำทางสายหกวิ่งจากสถานีรถไฟผ่านหน้าซุ้มประตูทางเข้าเป็นจะพันซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสามแยกที่ถนนซือตูต้าเต่า ตัดกับถนนซินเฟิงลู่ จากนั้นเดินทางจากตรงนั้นเดินเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

การเดินทางไปเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น

โดยรถไฟจะเป็นเมืองเล็กๆแต่ไม่มีรถไฟผ่านมากเหมือนเมืองใหญ่แต่ก็มีเช่นจากปักกิ่ง หนานจิง คุนหมิง กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เป็นต้น

จักรพรรดิเจินจง

จักรพรรดิเจินจง แห่งราชวงศ์ส้มเป็นผู้กระทำอันยิ่งใหญ่ด้วยเป็นยุคสมัยแรกที่เครื่องเคลือบจิ่งเต๋อเจิ้น ได้รับเอกสิทธิ์ในราชสำนักแต่ผู้เดียวในสมัยซ่งนี้การทำเครื่องเคลือบ ได้รับการพัฒนาไปไกลแล้วความสามารถทำสีสันและเทคนิคได้หลากหลายมากนิยมออกแบบรูปร่างให้เรียบง่ายหากมีลวดลายก็กลายเป็นได้เปรียบเป็นความงามที่สงบเสงี่ยมและมีวิธีการใช้สีเดียวกันทั้งชิ้นงานก็ทำให้เครื่องเคลือบซ่ง ดูเคร่งขรึมสง่างามโดยเฉพาะเมื่อราชวงศ์ซ่ง นำพาแผ่นดินกลางกลับมารุ่งเรืองบนทางสายใหม่อีกครั้งต่อจากสมัยถังศิลาดล เครื่องเคลือบสีเขียวเทาจังได้กลายเป็นความงามอันเป็นสากลที่แม้แต่อียิปต์หรือเปอร์เซียก็อาจปฏิเสธไม่ได้

วิธีการขึ้นรูปของเครื่องเคลือบจีนโบราณคือขึ้นรูปดินเหนียวเปียกด้วยฟันเชือก สกลไปถึงปากของภาชนะจากนั้นก็ใช้การทุบตีดินเหนียวให้เรียบร้อยได้รูปตามต้องการก่อนจะนำไปเขาด้วยใส่ในสมัยต่อมาได้มีการคิดค้นพะมอน หรือแป้นหมุนอย่างที่ใช้ในปัจจุบันขึ้นซึ่งวิธีใช้ก็คือนำเอาดินเหนียวที่นวดแล้วไปวางไว้บนแป้นจากนั้นหมุนแป้นแล้วใช้มือหรือเครื่องมือขึ้นรูปตามต้องการ ที่โรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาโบราณซึ่งยังคงผลิตผลงานอยู่จนกระทั่งปัจจุบันได้รับเปิดโอกาสให้เราเห็นกรรมมาวิธีดังเดิมตั้งแต่คันแรกเลยทีเดียวเริ่มต้นจากการนำผงพอร์ชเลนมาล้าง กรองด้วยผ้าใหม่ปล่อยให้แห้งจากนั้นเมื่อได้ดินเหนียวจึงนำมานวดปั้นให้ได้ที่ แล้วนำไปขึ้นรูปบนแป้นหมุนทำชิ้นงานขั้นตอนมีบัตรยกรด้วยมือจากนั้นจึงปรับแต่งขอบก็รับปากก่อนจะนำไปรูปดำน้ำให้เรียบเนียน

ส่วนการตกแต่งลวดลายนั้นทำกันได้หลายวิธีเช่นการเขียนลายด้วยพู่กันและสีหรือการพิมพ์ลายหรือการแกะลาย จากนั้นจึงเครื่องหนังเครื่องแล้วจึงนำไปเผาซึ่งที่จริงแล้ววิธีการใช้นำเครื่องอุณหภูมิการเผาหรือการตกแต่งเขียนลายภายหลังเคลือบและเผาก็สามารถทำได้หลากหลายเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยและหรือโดยรถสนิยมของศิลปิน

พิพิธภัณฑ์จิ่งเต๋อเจิ้น

Image result for พิพิธภัณฑ์จิ่งเต๋อเจิ้น

บริษัทเครื่องเคลือบและโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาโบราณเครื่องปั้นดินเผาที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในแผ่นดินจีนตั้งแต่ 10,000 ปีที่ผ่านมาในยุคหินใหม่เริ่มการทำเครื่องใช้ไม้สอยเป็นดินเผาและพัฒนาเป็นการทำขึ้นเครื่องในเวลาต่อมาพบหลักฐานการผลิตเครื่องเคลือบข้างต้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง เมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนหน้านี้แต่เนื่องจากคุณภาพยังไม่ได้มาตรฐานโดยมีการสร้างน้ำเข้าไปในเนื้อดินมากเกินไปอีกทั้งน้ำยาเคลือบยางบางนามีฟองอากาศจึงไม่เป็นที่นิยมเท่าคุณสัมฤทธิ์ซึ่งมีพัฒนาการไปไกลกว่า จนกระทั่งสมัยฮั่น สามารถคิดคนวิธีการเคลือบเกิดเป็นเครื่องเคลือบสีเทาเขียวสมัยนี้เครื่องเคลือบเดินทางจากงานฝีมือ ไปสู่ความเป็นศิลปะกรรมมากขึ้น

เครื่องเคลือบที่แท้จริงเรื่องผลิตขึ้นในช่วงราชวงศ์สุย ซึ่งจะได้ชิ้นงานทีขึ้นวาวผิวสัมผัสเรียบเรียบกระทั่งถึงยุคสมัยทางศิลปะแขนงนี้กรรมใหม่ที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างมาก และถูกขนานนามว่าเครื่องเคลือบซานไฉ่ หรือสามสี

ถังซานไฉ่ คือเครื่องเครื่องที่ทำจากดินขาวภาษาระหว่างทองแดง เหล็ก โคบอลต์ และแมงกานีส ก่อนนำไปเผาที่จริงเรามีสีสันมากกว่าสามสี
ก่อนนำไปเผาที่จริงเรามีสีสันมากกว่าสามสี่เช่นเขียวเหลืองฟ้าขาวน้ำตาลและร่วงแตกสีเขียวเหลืองและขาวจนเป็นที่รู้จักมากที่สุดผลงานที่โดดเด่นของสมัยถังก็คือตุ๊กตาดินเผารูปผู้คนและสัตว์แห่งทางไปไหนเช่นพวกพ่อค้าชาวต่างชาติ อูฐ ม้า เป็นต้นหลักการทางเอกจีนเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกเป็นครั้งแรกตะวันออกกลาง

พิพิธภัณฑ์จีนเซี่ยงไฮ้

ตั้งอยู่ในอาคารที่สร้างเลียนแบบมาจากภาชนะจีนโบราณที่เรียกว่า ติ่ง ซึ่งเป็นภาชนะสำหรับบรรจุอาหารภายในแบ่งเป็นสี่ชั้นมีห้องแสดงงานสัมฤทธิ์งานประติมากรรมยังเครื่องเคลือบงานศิลปะภาพเขียนจีนและงานศิลปะการเขียนตัวหนังสือรวมทั้งงานศิลปะการทำตราประทับแสดงเหรียญเงินตราโบราณแสดงเครื่องเรือนสมัยหมิงและชิง ห้องหยกและห้องศิลปะวัฒนธรรมชนพื้นถิ่นส่วนนิทรรศการชั่วคราวก็อาจจะมีผลงานของศิลปินต่างชาติมาทยอยจัดแสดงอยู่อย่างสม่ำเสมอ การจัดแสดงทำได้ระดับมาตรฐานและมีเอกสารประกอบและคำบรรยายภาษาอังกฤษครบถ้วนสมบูรณ์ดี การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์เนื่องจากตั้งอยู่กลางเมืองบริเวณเหรินเมิน กว่างฉ่าง หรือขายเป็นสนามหลวงจึงมีขนส่งมวลชนผ่านไปมาเสมอไม่ว่าจะเป็นรถประจำทางหรือรถไฟใต้ดินสามารถลงที่สถานีนี้ได้เลย

การเดินทางไปเมืองซ่างไห่ เนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญจะมีรถทั้งรถไฟหน้ารถประจำทางผ่านมากมายส่วนรถไฟก็จะมีไปปักกิ่ง ฮ่องกง กว่างโจว ซีอาน อุรุมฉี เฉิงตู คุนหมิง หนานหนิง เป็นต้น

รถประจำทางสำหรับมึงใกล้เคียงจะมีรถวิ่งสม่ำเสมอเช่นหนานจิง ซูโจว หยางโจว เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ซ่างไห่

Related image

ซ่างไห่ หรือเซี่ยงไฮ้ไม่เคยเป็นอะไรมากไปกว่าหมู่บ้านชาวประมงจนกระทั่งความผันแปลของกาลเวลานำพาซ่างไห่ มาสู่จุดสูงสุดเมื่อยามที่ตะวันตกกับตะวันออกพยายามจะพบกันไม่มีเรื่องราวที่บอกเล่าถึงความมั่งคั่งเก่าแก่ในยุคโบราณโบราณแต่เสียงหายมีความเกี่ยวเนื่องกับปัจจุบันและเป็นสถานที่ที่เชื่อมต่อแผ่นดินเก่าให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดีการท่องเที่ยวไปในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้จึงคล้ายการเดินทางไปสู่บทสรุปที่เป็นกลางด้วยเรื่องเล่าในชิ้นงานเป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่ถูกมองอย่างคนนอกผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตกต่ำหรือรุ่งเรืองแห่งอดีตกาลโดยตรง พิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้ให้ภาพรวมพื้นใหญ่ของภาพประวัติศาสตร์ศิลปะจีนที่ยาวนานต่อเนื่องมาหลาย 1000 ปีย้อนกลับไปในยุคแรกเริ่มงานศิลปะเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อบูชาสรรเสริญเทพเจ้าเป็นหลักก่อนที่จะค่อยค่อยผ่อนคลายความเครียดคลาสลงมาด้วยการเพิ่มลำดับขั้นของงานฝีมือที่นำมาใช้ตอบสนองต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยเรื่อย

หนึ่งในประเภทของงานศิลปที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศจีนก็คืองานประติมากรรมซึ่งปรากฏมีขึ้นตั้งแต่ยุคหินใหม่ในรูปแบบของงานเครื่องปั้นดินเผาและงานแกะไม้ขึ้นรูปโดยนิยมทำเป็นรูปคนสัตว์เครื่องใช้ไม้สอยและแบบจำลองอาคารบ้านเรือนตามมาในภายหลัง รูปแบบงานในยุคแรกแรกเช่นในสมัยซางและโจว จะเป็นชิ้นเล็กๆเสียเป็นส่วนใหญ่ออกแบบเรียบง่ายและเป็นงานที่ทำขึ้นเพื่อในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะใช้บรรจุลงในสุสานของกษัตริย์หรือชนชั้นสูงเพื่อเป็น ทั้งเครื่องป้องกันภัยและเป็นผู้ชี้ทางและเป็นทั้งปรับใช้ในโลกหน้าเช่นตุ๊กตาไม้สมัยสงครามระหว่างแขวนปลายราชวงศ์โจว รูปคนยืนสำรวมเอามือจับกันภายใต้เสื้อคุมยาวที่ยังคงเห็นร่องรอยตามของสีแดงเป็นลวดลายสดใสแม้ในปัจจุบัน

ทางไปถึงห้องสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์ก็คือห้องแสดงศิลปะวัฒนธรรมของชนพื้นถิ่นซึ่งมีอยู่หลากหลายในแผ่นดินอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีบ้างที่เราเคยได้พบประพูดคุยกับคนพวกนี้มาแล้วแต่ก็มีบ้างที่เราไม่ได้เคยเห็นและเคยอ่านเรื่องราวของเขาในพิพิธภัณฑ์มาก่อนแต่ก็ยังมีอีกมากมายโดยเฉพาะทางตอนใต้ที่เรายังไม่ได้มีโอกาสได้เดินทางไปถึงความโดดเด่นของศิลปะวัฒนธรรมชาวพื้นถิ่นหรือเราเคยชินเรียกว่าชาวเขานั่นเองอยู่ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับเป็นหลักโดยวิธีการปักการทการย้อมการตกแต่งหินมีค่าและการนำวัสดุท้องถิ่นมาใช้ช่างประณีตละเอียดละออบ่งบอกถึงความศรัทธาต่อศาสนาและธรรมชาติอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ตรงกันข้ามกับวิถีชีวิตยังไงที่นอนกลางดินกินกลางทรายของเค้ามาก

ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์พระราชวัง

Related image

คือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของพระราชวังต้องห้ามเป็นหัวใจของปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมืองปักกิ่งถัดจากจตุรัสเทียนอันเหมิน ไปทางทิศเหนือ

หากไม่นับความใหญ่โตของพระราชวังหลวงการจัดแสดงภายในห้องต่างๆนั้นลูกค้าเป็นของแถมมากกว่าจะเน้นให้เป็นพิพิธภัณฑ์จริงๆแต่อย่างไรก็ตามความหลากหลายในการจัดการแสดงก็ทำให้นักท่องเที่ยวเห็นภาพรวมของศิลปะวัฒนธรรมจีนและการเมืองในสมัยราชวงศ์ชิงได้ระดับหนึ่งแม้ว่าปริมาณที่มากจะได้ไม่ได้หมายความว่าถึงคุณภาพที่ดีด้วยเสมอไปแต่หากว่าไม่มีโอกาสได้ไปชมพิพิธภัณฑ์อื่นๆในประเทศจีนที่นี่ก็นับว่าให้ในสิ่งที่นักท่องเที่ยวเวลาน้อยต้องการได้บัตรราคา 40 หยวน

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์

โดยทั่วไปแล้วย่านที่พักก็อยู่รอบรอบจัตุรัสเทียนอันเหมิน และพิพิธภัณฑ์พระราชวังจึงสามารถเดินไปได้ง่ายง่ายรถไฟใต้ดินวิ่งผ่านหน้าจตุรัสเทียนอันเหมินลงสถานีเทียนอันเหมินตง หรือเทียนอันเหมินตะวันออก และเทียนอันเหมินซี

ส่วนการเดินทางไปเมืองปักกิ่งโดยรถไฟ

รถไฟจากแทบทุกเมืองมุ่งหน้ามาที่ปักกิ่งการเดินทางภายในประเทศซึ่งสะดวกมาก

รถประจำทางหากไม่อยู่ห่างไกลจนเกินไปจะมีรถประจำทาง วิ่งมาปักกิ่งเสมอวันละหลายเที่ยว