เทคนิคในการเล่นเกมพูดคุย

Image result for เทคนิคการพูดคุย

ต่อจากนี้ไปเราจะเข้าสู่ภาคปฏิบัติซึ่งในภาคทฤษฎีผมได้พูดถึงต่างๆไปบ้างแล้วตั้งแต่บทนี้เราจะมาเน้นที่การนำไปใช้กันครับ

เวลากับเกมพูด

สิ่งแรกที่เราต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษในการพูดคุยทุกครั้งก็คือเวลาเพราะเวลาจะเป็นตัวกำหนดว่าเราควรเข้าหาหรือตอบรับคำทักทายของคนอื่นอย่างไรและหัวข้อที่คุยควรเป็นเรื่องอะไรตัวอย่างเช่นรายการวิทยุที่ผมจัดจะมีช่วงพูดคุยกับแขกรับเชิญวันละประมาณ 15 นาทีเพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดตลอดจนวิธีการวางตัวก็จะต่างไปจากตอนถ้าคุยเล่นสั้นสั้นกับคนรู้จัก 30 วินาที อาจกล่าวได้ว่าหากรู้ว่าการพูดคุยแต่ละครั้งมีระยะเวลาเท่าไหร่เราก็จะวางแผนเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าได้ตั้งแต่นั้นเนินเรียกได้ว่าเวลาเปรียบเสมือนตัวช่วยในเกมพูดคุยนั่นเอง

อย่างไรก็ตามผมไม่แน่นำให้คุณวางแผนอย่างละเอียดนะครับเพราะเกมพูดคุยเป็นสิ่งที่ต้องเล่นร่วมกันกับผู้อื่นปัจจัยแทรกซ้อนที่จะทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนจึงมีอยู่สูงมากสิ่งที่ควรทำคือวางแผนไว้เค้าข้าวโดยคิดว่าจะใช้เวลาพูดคุยที่มีจำกัดนี้อย่างไรให้ทั้งตัวเองและคู่สนทนาได้รับความรู้สึกที่ดีดีกลับไปให้ได้มากที่สุด

เราควรคุยกันเรื่องอะไร

เรื่องกลุ้มใจอันดับต้นต้นของคนพูดไม่เก่งก็คือไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรดีแม้แต่คนที่สามารถสื่อสารได้เป็นปกติหลายคนก็ยังเคยมาบอกกับผมว่าพวกเขาคุยได้ทุกเรื่องเพียงแต่ไม่รู้ว่าควรคุยเรื่องอะไรเห็นได้ชัดว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นเล่นคุณน่าจะเคยได้ยินสำนวนซึ่งเป็นการรวบรวมเอาคำแรกของหัวข้อสนทนาที่เหมาะจะนำมาคุยเล่นทั้งหมดไว้ด้วยกันเป็นสูตรสำเร็จได้แก่สภาพอากาศ งานอดิเรก ข่าว การเดินทาง คนรู้จัก ครอบครัว สุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ งาน รวมถึงเสื้อผ้า อาหารและที่อยู่ สำนวนนี้มีประโยชน์มากครับแต่ปัญหาก็คือต่อให้รู้หัวข้อที่จะคุยเล่นแต่ถ้าเราพูดกับใครสักคนว่าวันนี้ร้อนนะครับแล้วเค้าตอบมาว่าอืม เราก็คงไปตอบไม่ถูกใช่ไหมล่ะครับถ้าเป็นคนพูดเก่งเอาตัวรอดได้ไม่ยากแต่คนพูดไม่เก่งอาจถึงขั้นใส่ฟอร์ดได้เลยดังนั้นผมจึงคิดคนวิธีที่ปลอดภัยและง่ายกว่าขึ้นมา

นั่นคือให้คุณถามคำถามแทนครับการถามคำถามอย่างสุภาพเป็นวิธีดึงคนอื่นเข้าสู่การสนทนาได้อย่างนุ่มนวลที่สุดเพราะมันเป็นการสื่อความหมายเป็นนัยว่าฉันสนใจและต้องการความเห็นของคุณในขณะที่การชวนคุยแบบพูดขึ้นมาเลยลอยเช่นวันนี้อากาศดีหรือผมชอบฟุตบอลครับเป็นการพูดด้วยเอาความเห็นของตัวเองนำซึ่งอาจทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีและคิดว่าแล้วจะมาบอกฉันทำไมคุณจึงควรเอาหัวข้อคุยเล่นเป็นสูตรสำเร็จมาประยุกต์ใช้โดยเรียบเรียงคำพูดให้อยู่ในรูปของคำถามครับ

คนที่อยู่ด้วยกันโดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยกัน

ไปเยอะแล้วว่าการพูดคุยส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทราบมั้ยครับว่าถ้าพัฒนาความสัมพันธ์ไประดับที่เป็นเพื่อนรู้ใจกันเราจะพูดคุยกันอย่างไรต่อไป

คำตอบคือ คุณจะมีความสำคัญที่สามารถเงียบหรือไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของความสัมพันธ์ระหว่างคนเราความเงียบเวลาที่อยู่กับเพื่อนสนิทไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดแบบเวลาอยู่ในลิฟแต่เป็นความเงียบที่อบอุ่นและอ่อนโยนเพราะแม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมาความรู้สึกที่ดีที่มีให้กันก็สามารถส่งต่อจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่งได้

“อย่างโทรคุยกันสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงแต่ใช้เวลาเกือบครึ่งไปกับการเงียบแบบนี้ถือว่าใช่หรือเปล่า”

ถ้าระหว่างที่ยังไม่รู้สึกกู๊ดอัดก็ถือว่าใช่ครับเพื่อนหรือคนที่สนิทรู้ใจกันระดับไม่ใช่จะหาได้ง่ายง่ายบางคนหาทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอการคุยเล่นหรือการส่งต่อความรู้สึกที่ดีดีจะเป็นก้าวแรกที่นำเราไปสู่จุดนั้นได้

เอาการคุยเล่นของผู้หญิงมาเป็นแบบอย่าง

Related image

ถ้าพูดถึงอาชีพด้านการคุยเล่นแน่นอนว่าไม่มีใครสู้ผู้หญิงได้ก่อนหน้านี้ผมออกไปเก็บข้อมูลของงานอีเวนท์หนึ่งที่จัดขึ้นในร้านกาแฟ โต๊ะข้างข้างเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงมอปลายที่กำลังคุยกันอย่างออกรสผมเลยลองเงี่ยหูฟังดูว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ปรากฏว่าพวกเธอคุยเล่นกันเรื่องลูกอมรสโซดาซึ่งมีสีฟ้าครับแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวพวกเธอสามารถคุยติดต่อกันได้นาน 10 นาทีฟังแบบนี้แล้วบางคนคงอดคิดไม่ได้ว่าไม่เห็นจะมีสาระอะไรเลยแต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละครับการคุยเล่นที่ดีไม่จำเป็นต้องมีสีเนื้อหาสารขอแค่สามารถส่งต่อความรู้สึกที่ดีดีให้กันได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

คนพูดไม่เก่งมีนิสัยชอบคิดมากกว่าจะพูดอะไรดีทั้งนี้เพราะมีความเชื่อแบบผิดๆว่าการพูดคุยที่ดีจะต้องมีเนื้อหาสาระเท่านั้นแต่ความจริงมันขึ้นอยู่กับว่าบรรยากาศหรือกาลเทศะครับ ในบรรยากาศที่เอาจริงเอาจังเราอาจจำเป็นต้องคิดให้ดีก่อนที่จะพูดออกไปแต่ในบรรยากาศของการคุยเล่นคุณไม่จำเป็นต้องคิดอะไรนอกจากอยากแบ่งปันความรู้สึกดีดีให้ลองนึกถึงเวลาเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วพนักงานชวนคุยเล็กๆน้อยๆก็ได้ครับคุณรู้สึกอึดอัดตะขิดตะขวงที่จะคุยตอบหรือไม่ถ้าใช่แสดงว่าคุณกำลังคิดมากเกินไปอยู่ทำใจให้สบายเราพูดอะไรก็ได้เอาไปเลยครับขอแค่ไม่ใช่เรื่องที่เสียมารยาทก็พอแล้ว

ความสำคัญของการคุยเล่น

ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดไปแล้วว่าการสื่อสารแบ่งออกเป็นสองรูปแบบใหญ่ใหญ่ได้แก่การถ่ายทอดซึ่งเป็นการบอกเล่าข้อมูลหรือข้อเท็จจริงและการส่งต่อซึ่งเป็นการแบ่งความรู้สึกหรือถ้าอธิบายเห็นภาพขึ้นอีกก็คือการถ่ายทอดเป็นการพูดคุยเรื่องจริงจังส่วนการส่งต่อเป็นการคุยเล่นกันเองครับ

เรามักเชื่อกันว่าการพูดคุยอย่างจริงจังเช่นการรายงานการนำเสนองานการสอนหนังสือเป็นการสื่อสารที่สำคัญกว่าการคุยเล่นแต่ถ้าลองคิดดูดีดีคุณจะพบว่าแต่ละวันมนุษย์เราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้การคุยเล่นมากกว่ายังเทียบไม่ติด แม้แต่ในการพูดคุยจริงจังอย่างการประชุมบ่อยครั้งก็จะพบว่ามีการคุยเล่นแสงอยู่เป็นระยะ งานของผมเองส่วนใหญ่ก็ใช้การคุยเล่นมากกว่า

ชีวิตของคนเราใช้การสื่อสารแบบคุยเล่นเป็นหลักครับจึงอาจพูดได้ว่าคนที่คุยเล่นเก่งจะใช้ชีวิตได้ง่ายกว่าเครียดน้อยกว่า และมีโอกาสที่จะมีความสุขมากกว่าด้วยถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกอึดอัดเวลาที่ต้องคุยเล่นกับคนอื่นคุณควรเริ่มฝึกตั้งแต่วันนี้เลยครับ

เราจะสร้างบรรยากาศได้อย่างไร

Related image

ไม่ว่าใครก็คงอยากให้การพูดคุยดำเนินไปด้วยความรู้สึกที่ดีและควบคุมบรรยากาศให้เป็นไปได้อย่างตามที่ต้องการ ประสบการณ์จากการทำงานที่ต้องใช้การพูดเป็นหลักสอน ผมว่าบรรยากาศที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ใครคนใดคนหนึ่งสามารถสร้างเองได้เพราะมันต้องเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกคนในวงสนทนาแต่ถึงอย่างนั้นเราก็พอจะกำกับมันได้ครับ

สำหรับคนที่พูดไม่เก่งช่วงที่ทำให้รู้สึกกังวลที่สุดก็คือตอนที่ต้องทักทายหรือพูดประโยคแรกออกไปด้วยความที่กลัวว่าคนอื่นอาจจะไม่ประทับใจหรือกลัวว่าตัวเองจะไปทำให้บรรยากาศในวงสนทนากร่อยลงบางคนถึงขั้นคิดแล้วคิดอีกว่าจะพูดอะไรดีควรจะยิ้มหรือว่างถ้าอย่างไรแต่คุณไม่จำเป็นต้องคิดมากเลยครับเพราะกฎในการกำกับบรรยากาศของผมมีอยู่แค่ว่าให้เริ่มด้วยการเข้าหาคนอื่นด้วยอารมณ์กลางๆไม่เคร่งเครียดแต่ก็ไม่ล้าหลังจนเกินไปและจะต้องเข้าหาอย่างสุภาพจากนั้นสังเกตสีหน้าหรือน้ำเสียงของอีกฝ่ายแล้วค่อยค่อยปรับอารมณ์และพยายามชักนำให้บรรยากาศในวงสนทนาเป็นไปในทางบวกให้ได้มากที่สุด

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องตัวเองขึ้นมาเป็นตัวอย่างอีกครั้งนะครับผมได้รับมอบหมายให้ไปเป็นพิธีกรในงานอีเวนท์การ์ตูนแอนิเมชั่นอยู่บ่อยบ่อยแล้วก็อย่างที่รู้กันว่าคนที่มางานประเภทนี้ส่วนใหญ่มักไม่ใช่คนที่พูดหรือเข้าสังคมเก่งการจะทำให้บรรยากาศสนุกสนานจึงไม่ง่ายเท่าไหร่นักยิ่งถ้าเป็นกรณีที่มีคนอยากร่วมงานเยอะจนต้องใช้วิธีจับฉลากหกเข้าร่วมงานก็จะยิ่งเงียบเพราะต้องมาคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนมาด้วย

ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ลองคิดดูนะครับว่าถ้าจุจุผมกระโดดขึ้นเวทีทำตัวร่าเริงแบบสุดสุดแล้วตะโกนว่าเย่เป็นการทักทายจะมีซักกี่คนที่รู้สึกว่าบรรยากาศในงานสนุกจังเลยส่วนใหญ่น่าจะคิดว่าหมอนี่เป็นบ้าอะไรมากกว่าเพราะฉะนั้นทุกครั้งผมจะเริ่มต้นด้วยการทักทายอย่างสุภาพว่า สวัสดีครับ ขอบคุณทุกคนที่ท่านอุตส่าห์มาในงานวันนี้นะครับแล้วค่อยค่อยสังเกตว่าบรรยากาศเป็นอย่างไรผู้เข้าร่วมงานยังรู้สึกขัดเขินอยู่หรือว่าเริ่มผ่อนคลายขึ้นแล้วจากนั้นก็ปรับอารมณ์ตามและพยายามผู้ชัจงให้สนุกไปด้วยกันเมื่อทุกคนรู้สึกดีบรรยากาศที่ดีก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติครับ

เหตุผลที่ควรปรับอารมณ์

 

 

คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าคนที่มีทักษะในการพูดคือคนที่สามารถพูดได้ทุกที่ทุกเวลาคุยสนุกอยู่แล้วและไม่น่าเบื่อแต่ความจริงแล้วคนที่มีทักษะในการพูดคือคนที่ทำให้คนที่คุยด้วยรู้สึกดีและสามารถชักนำการสนทนาให้เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งสิ่งที่ช่วยให้เรากลายเป็นคนที่มีทักษะในการพูดได้อย่างรวดเร็วที่สุดก็คือการปรับอารมณ์ให้เข้ากับคู่สนทนานั้นเอง

สมมุติว่าคุณกำลังอยู่ในงานเลี้ยงฉลองที่ทุกคนต่างก็สนุกสนานเราจูจูก็มีคนมาเล่าเรื่องที่ชวนให้หดหู่ใจแถมยังเราเก่งมากจนบรรยากาศเศร้าสลดกันไปทั้งงาน คุณจะรู้สึกอย่างไรครับหรือถ้าคุณกำลังอยู่ในงานที่ต้องสำรวมแต่กลับมีคนเล่าเรื่องตลกเสียงดังต่อให้เขาเราให้ได้ขำแค่ไหนคุณก็คงไม่คิดว่าคนแบบนี้จะมีทักษะในการพูดจิงไหมครับ

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นคือกรณีของคนที่อ่านบรรยากาศไม่เป็นอย่างแท้จริงเหมือนกับข้างต้นที่เคยกล่าวมาผมเคยบอกคุณไปแล้วว่าเป้าหมายของการพูดคุยไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูโดดเด่นกว่าคนอื่นเพราะนอกจากมันจะส่งผลให้เรารู้สึกประมากับการพูดคุยมากขึ้นแล้วบรรยากาศในวงสนทนาก็จะไม่รับลื่นสด้วยคุณคงเห็นการสนทนาที่มีคนพูดอยู่คนเดี ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นคือกรณีของคนที่อ่านบรรยากาศไม่เป็นอย่างแท้จริงเหมือนกับข้างต้นที่เคยกล่าวมาผมเคยบอกคุณไปแล้วว่าเป้าหมายของการพูดคุยไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูโดดเด่นกว่าคนอื่นเพราะนอกจากมันจะส่งผลให้เรารู้สึกประมากับการพูดคุยมากขึ้นแล้วบรรยากาศในวงสนทนาก็จะไม่รับลื่นสด้วยคุณคงเห็นการสนทนาที่มีคนพูดอยู่ แค่คนเดียวส่วนคนอื่นได้แต่เงียบมาบ้างถ้าไม่อยากเป็นแบบนั้นคุณก็ต้องปรับอารมณ์ให้เข้ากับสถานการณ์ครับ

ความเงียบคือความสำเร็จ

การ “อ่านบรรยากาศ”คืออะไร

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เรามักได้ยินคำว่าอ่านบรรยากาศในวงสนทนากันอยู่บ่อยบ่อยเช่นหัดอ่านบรรยากาศบ้างสิหรืออ่านบรรยากาศไม่เป็นเอาเสียเลยแต่คุณรู้มั้ยครับว่าจริงๆแล้วคำนี้หมายความว่าอย่างไร

คำว่าอ่านบรรยากาศหมายถึงการประเมินสถานการณ์และอารมณ์ความรู้สึกในสถานที่ และเวลานั้นนั้นและปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมรอบด้านหรือกล่าวอีกนัย คือคนที่อ่านบรรยากาศเป็นคือคนที่รู้ว่าควรพูดระวังตัวอย่างไรในขณะที่คนที่อ่านบรรยากาศไม่เป็นคือคนที่วางตัวไม่เป็นล่ะพูดจาไม่ถูกกาลเทศะ คนพูดไม่เก่งมักถูกมองว่าเป็นคนที่อ่านบรรยากาศไม่เป็นหรือไม่ใส่ใจแต่ผมคิดตรงกันข้ามครับ เพราะพวกเขาใส่ใจกับบรรยากาศมากเกินไปต่างหากจึงได้กลายเป็นคนพูดไม่เก่งคนที่ไม่สนใจกาลเทศะหรือความรู้สึกของคนอื่นย่อมไม่กลัวที่จะพูดผมไม่ได้หมายความว่าคนพูดเก่งเป็นคนที่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นนะครับประเด็นของผมคือสังคมทุกวันนี้ชอบใช้คำว่าอ่านบรรยากาศกันแบบผิดๆและมักเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันให้คนที่เห็นต่างไปจากตัวเองต้องเงียบเสียง แม้บางครั้งจะไม่ได้เสียมารยาทอะไรแต่ถ้ารู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาก็หาว่าคนอื่นไม่หัดอ่านบรรยากาศกันแล้ว ผลคือปัจจุบันมีญี่ปุ่นเลยเต็มไปด้วยคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารถ้าจะแก้ไขปัญหานี้เราต้องทำความเข้าใจและใช้คำว่าอ่านบรรยากาศกันให้ถูกต้องเสียก่อนครับ

ทำการอ่านบรรยากาศให้เข้าใจง่ายขึ้น

ผมเชื่อว่าสาเหตุที่เราใช้คำว่าอ่านบรรยากาศกันแบบผิดๆก็เพราะคำนี้ดูคุมเครือกันเหลือเกินฟังแล้วไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นผมจึงขอนิยาม คำนี้ใหม่ว่าเป็นการปรับอารมณ์ของตัวเองให้กลมกลืนกับสถานการณ์ที่กำลังประสบอยู่

“แล้วถ้าดูไม่ออกว่าสถานการณ์ตอนนั้นเป็นยังไงหรือคนที่คุยด้วยกำลังรู้สึกแบบไหนล่ะ”

เป็นคำถามที่ดีมากครับปกติแล้วเราพอจะสัมผัสได้เค้าข้าวว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไรโดยดูจากสีหน้าแววตาหรือน้ำเสียงแต่ถ้าดูไม่ออกจริงๆผมแนะนำให้คุณนำแนวคิดเรื่องอคติที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้ไปประยุกต์ใช้ดูจำไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องอ่านบรรยากาศออกตั้งแต่ต้นเพราะระหว่างที่คุยกันคำใบสรุปออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยเรื่อยคุณเพียงแค่ต้องใส่ใจคู่สนทนามันสังเกตภาษากายของเค้าเราปรับอารมณ์ตามเท่านั้นเอง

เชื่อมั่นว่าไม่ได้ถูกเกลียด

การกลัวถูกคนอื่นเกลียด ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้คนพูดไม่เก่งไม่กล้าพูดออกไปแต่ในความเป็นจริงคุณคิดว่าจะมีซักกี่คนที่เกลียดคุณด้วยโดยที่ไม่เคยมีความขัดแย้งอะไรมาก่อน ผมเชื่อว่ามีอยู่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้นคุณต้องไม่ลืมว่าเราไม่มีทางรู้ได้ 100%ว่าคนอื่นกำลังคิดอย่างไรรวมถึงไม่สามารถควบคุมความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเราได้กลางตีตนก่อนไข้ว่าถ้าพูดไปเดี๋ยวถูกคนอื่นเกลียดจึงไม่มีประโยชน์

ด้วยเหตุนี้เวลาจะเริ่มคุยกับใครก็ตามที่อยู่ตรงหน้าเลิกคิดว่าถ้าพูดแบบนี้ไปเค้าจะไม่ชอบเราหรือเปล่านะดีกว่าครับอย่าลืมว่าผลลัพธ์ของการสนทนามีหลายรูปแบบมันอาจจะดีหรือร้ายหรือกลางๆไม่ดีไม่ร้ายก็ได้ผมเคยลองสังเกตดูแล้วพบว่าคนพูดไม่เก่งมีแนวโน้มจะคิดลบกับตัวเองไม่ว่าจะทำอะไรก็คิดว่าผลต้องออกมาแย่ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากต่อการพูดคุยและการดำเนินชีวิต

เมื่อก่อนผมก็เป็นหนึ่งในคนที่มักระแวงว่าคนอื่นจะไม่ชอบหน้าตัวเองแต่พอมาทำงานเป็นนักจัดรายการวิทยุแล้วได้พูดคุยกับผู้คนมากขึ้นผมก็พบว่ามันไม่จริงเลยแม้แต่กับคนที่เขารู้สึกว่าไม่ถูกกันหรือไม่น่าจะเข้ากันได้พอได้คุยกันจริงๆกลับปรากฏว่าคุยกันถูกคอก็มี เพราะฉะนั้นคุณต้องเชื่อมั่นว่าตราบใดที่คุณคุยกับคนอื่นด้วยความปรารถนาที่ดีเขาย่อมไม่มีทางเกลียดคุณอย่างแน่นอน

มองว่าเกมพูดคุยเป็นการเดิมพันชนิดหนึ่ง

แม่เกมส์พูดคุยจะเป็นเกมส์ที่ยืดหยุ่นและมีโอกาสชนะได้ง่ายแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะชนะอย่างแน่นอน 100% เสมอไปอาจมีบางครั้งถึงพยายามเต็มที่แล้วแต่ก็ยังคุยกันได้ไม่หลับลื่น คุณจึงควรคิดว่าเกมพูดคุยเป็นการเดิมพันชนิดหนึ่งท่าชนะคุณจะได้ความรู้สึกที่ดีดีและมีแต่ภาพแต่ถ้าแพ้คุณก็ไม่ได้เสียสิ่งที่มีอยู่ไปแค่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง

ครั้งนี้อาจจะพลาดแต่ยังมีอีกครั้งหน้ารออยู่ใช่ไหม?

ถูกต้องเลยครับถ้าคิดได้แบบนี้รับรองว่าไม่นานต้องหายขาดจากความบกพร่องด้านการสื่อสารแน่ๆ

ถ้าอย่างนั้นเลิกสนเรื่องแพ้หรือชนะในเกมไปได้เลยจะดีหรือเปล่า?

ถ้าทำได้ก็ดีครับแต่ถ้าเรามองอีกแง่ความรู้สึกอยากชนะเกมจะทำให้เรามีแรงกระตุ้นในการพูดคุยมากกว่าอาจกล่าวได้ว่าการแพร์บ้างชนะบ้างนี่แหละที่ทำให้เกมมีรสชาติขึ้นเราดีใจเวลาที่ชนาก็เพราะเราเคยรู้รสชาติของความเจ็บปวดในตอนที่แพ้เกมที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ชนะเป็นเกมส์ที่มีความน่าตื่นเต้นคุณเองก็คงไม่อยากเล่นเกมน่าเบื่อแบบนั้นจริงไหมครับ

ดีใจเวลาโดนล้อ

ขี้กังวลกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรเปิ้ลเปิ้ลออกไปแล้วโดนหัวเราะเยาะว่าแต่ละคนพูดไม่เก่งทุกคนไม่ชอบให้ใครมาล้อ! เพราะไม่อยากถูกมองว่าตัวตลกนั่นเองความกลัวการถูกล้อเลียนจะทำให้เรากลายเป็นคนไม่กล้าพูดไม่กล้าทำ ดังนั้นทางที่ดีเราควรปรับทัศนคติที่มีต่อการถูกล้อเสียใหม่ นั่นคือแทนที่จะกลัวโกรธเวลาถูกล้อเปลี่ยนมารู้สึกดีใจแทนครับ

คุณอาจนึกค้านว่าใครจะไปดีใจเวลาถูกล้อได้แต่ลองคิดแบบนี้ดูนะครับคนเราถ้าไม่รู้สึกสนิทใจกันว่าพูดลอกันหรือเปล่าแน่นอนว่ามายเพราะฉะนั้นเวลาที่มีใครมาพล้อคุณ นั่นหมายความว่าเขารู้สึกสนิทใจและคิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนกับคุณได้คุณจึงควรทำใจให้สบายหรือจะลองพูดหยอกล้อเค้ากลับไปดูบ้างก็ได้ครับ

ถ้าพิจารณาดูให้ดีคุณจะพบว่าการพูดอยากรกันนี่แหละที่ทำให้คนเราสนิทกันที่สุดตัวผมเองก็มักจะถูกผู้ร่วมรายการล้อบ่อยบ่อยและตั้งฉายารผมว่าโกะโบ เพราะผมตัวผมผอมดำดำเหมือนรากโกะโบ ที่จริงแล้วเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะเธอเป็นรุ่นน้องที่อ่อนกว่าผมมากถ้าผมถือสาเราคงเข้าหน้ากันไม่ติดแต่ผมรู้ว่าเธอมีเจตนาที่ดีที่สำคัญเพราะเธอเรียกผมอย่างนั้นแล้วการสนทนาของเราก็ผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้นซึ่งคงทำได้ไม่ง่ายถ้าไม่เคยหยอกล้อเล่นหัวกันเลย

ผมเคยกลัวการพูดคุยมาก่อนจึงเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่อยากโดนล้อเป็นอย่างดีเพราะบางครั้งเราก็จะเจอคนที่ล้อเลียนแบบมีเจตนากันแกล้งจริงๆแต่น้ำถือเป็นกรณีพิเศษที่พบได้ยากส่วนใหญ่แล้วคนพูดไม่เก่งจะชอบระแวงไปเองมากกว่า

อันที่จริงสาเหตุหลักที่เรากลัวโดนรนั้นเป็นเพราะเรายังยึดติดว่าการพูดคุยเป็นการแข่งขันที่มีฝ่ายแพ้ชนะครับมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกลียดความพ่ายแพ้ถ้ารู้สึกว่าทำสิ่งนั้นแล้วอาจจะแพ้เราก็จะไม่อยากทำมันขึ้นมาดื้อดื้อคุณจึงต้องปรับทัศนคติให้ถูกต้องอย่าลืมว่าการพูดคุยเป็นเกมที่ไม่มีคู่ต่อสู้ถ้าชนะก็ชนะทั้งคู่ ท่าแพก็ต้องถ่ายด้วยกันทั้งสองฝ่ายและมันยังเป็นเกมที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในเกม ดังนั้นเวลาที่คุณถูกรขึ้นมานั่นแปลว่าเขากำลังให้ความร่วมมือในการเล่นเกมส์และอยากจะเอาชนะไปด้วยกันกับคุณครับ

เน้นการ “ส่งต่อ” ไม่ใช่ “การถ่ายทอด”

ในความเห็นของผมการสื่อสารมีรูปแบบหลักๆอยู่ด้วยกันสองแบบได้แก่การถ่ายทอด กับการส่งต่อโดยการถ่ายทอดเป็นการบอกเล่าข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสารได้รับรู้และมีความเข้าใจที่ถูกต้องในขณะที่การส่งต่อเป็นการแชร์ความรู้สึกนึกคิดซึ่งผู้ส่งสารอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการสื่อสารแบบถ่ายทอดก็คือการอ่านข่าวของผู้ประกาศข่าวในโทรทัศน์อันที่จริงงานนักจัดรายการวิทยุเองก็มีส่วนที่เป็นการถ่ายทอดอยู่เหมือนกัน

ส่วนการสื่อสารแบบส่งต่อจะเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในนั้นกับน้ำเสียงอากัปกิริยาและสายตาของผู้ส่งสารคุณคงเคยเห็นบางคนที่ยิมแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใสหรือคนที่ปากพูดว่าไม่เป็นอะไรแต่สัมผัสได้ว่าโกรธใช่ไหมครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่าการส่งต่อเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้ส่งสารก็ได้ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้การสื่อสารทั้งสองแบบผสมผสานกันไป แต่ในเกมพูดคุยเราจะใช้ความสำคัญกับการส่งต่อเป็นหลักครับ

ฟังแบบนี้แล้วบางคนอาจรู้สึกว่าเกมพูดคุยเป็นเรื่องยากเพราะการส่งต่อไม่ใช่สิ่งที่พูดออกมาตรงตรงแต่เกิดจากการแสดงออกของฝ่ายหนึ่งและการตีความของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งแปลว่าบางครั้งคู่สนทนาอาจตีความผิดไปจากความตั้งใจของเราเช่นเราผู้ชมแต่เขากลับนึกว่าถูกประชดแน่นอนว่าเห็ดแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรรำลึกอยู่เสมอว่าเราไม่สามารถควบคุมความรู้สำนึกคิดของคนอื่นได้ สิ่งที่เราได้มีแค่พยายามส่งต่อความรู้สึกออกไปอย่างจริงใจ และไม่เก็บมาเป็นอารมณ์เมื่อเกิดความเข้าใจผิดขึ้น

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถส่งต่อความรู้สึกถึงกัน และกันได้อย่างค่อนข้างแม่นยำแม้บางครั้งอาจผิดพลาดจนทำให้หมางใจกันไปบ้างแต่ถ้าทั้งคู่มีความปรารถนาดีต่อกันก็จะสามารถปรับความเข้าใจกันได้อย่างแน่นอน

นอกจากนั้นถ้ามองอีกมุมการส่งต่อน่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสำหรับคนพูดไม่เก่ง การถ่ายทอดด้วยซ้ำครับเพราะไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคอะไรมากมายเรียกว่าขอแค่มีความจริงใจถ้าไม่ต้องเปิดปากพูดก็สื่อสารกันได้แล้ว