เชื่อมั่นว่าไม่ได้ถูกเกลียด

การกลัวถูกคนอื่นเกลียด ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้คนพูดไม่เก่งไม่กล้าพูดออกไปแต่ในความเป็นจริงคุณคิดว่าจะมีซักกี่คนที่เกลียดคุณด้วยโดยที่ไม่เคยมีความขัดแย้งอะไรมาก่อน ผมเชื่อว่ามีอยู่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้นคุณต้องไม่ลืมว่าเราไม่มีทางรู้ได้ 100%ว่าคนอื่นกำลังคิดอย่างไรรวมถึงไม่สามารถควบคุมความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเราได้กลางตีตนก่อนไข้ว่าถ้าพูดไปเดี๋ยวถูกคนอื่นเกลียดจึงไม่มีประโยชน์

ด้วยเหตุนี้เวลาจะเริ่มคุยกับใครก็ตามที่อยู่ตรงหน้าเลิกคิดว่าถ้าพูดแบบนี้ไปเค้าจะไม่ชอบเราหรือเปล่านะดีกว่าครับอย่าลืมว่าผลลัพธ์ของการสนทนามีหลายรูปแบบมันอาจจะดีหรือร้ายหรือกลางๆไม่ดีไม่ร้ายก็ได้ผมเคยลองสังเกตดูแล้วพบว่าคนพูดไม่เก่งมีแนวโน้มจะคิดลบกับตัวเองไม่ว่าจะทำอะไรก็คิดว่าผลต้องออกมาแย่ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากต่อการพูดคุยและการดำเนินชีวิต

เมื่อก่อนผมก็เป็นหนึ่งในคนที่มักระแวงว่าคนอื่นจะไม่ชอบหน้าตัวเองแต่พอมาทำงานเป็นนักจัดรายการวิทยุแล้วได้พูดคุยกับผู้คนมากขึ้นผมก็พบว่ามันไม่จริงเลยแม้แต่กับคนที่เขารู้สึกว่าไม่ถูกกันหรือไม่น่าจะเข้ากันได้พอได้คุยกันจริงๆกลับปรากฏว่าคุยกันถูกคอก็มี เพราะฉะนั้นคุณต้องเชื่อมั่นว่าตราบใดที่คุณคุยกับคนอื่นด้วยความปรารถนาที่ดีเขาย่อมไม่มีทางเกลียดคุณอย่างแน่นอน

มองว่าเกมพูดคุยเป็นการเดิมพันชนิดหนึ่ง

แม่เกมส์พูดคุยจะเป็นเกมส์ที่ยืดหยุ่นและมีโอกาสชนะได้ง่ายแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะชนะอย่างแน่นอน 100% เสมอไปอาจมีบางครั้งถึงพยายามเต็มที่แล้วแต่ก็ยังคุยกันได้ไม่หลับลื่น คุณจึงควรคิดว่าเกมพูดคุยเป็นการเดิมพันชนิดหนึ่งท่าชนะคุณจะได้ความรู้สึกที่ดีดีและมีแต่ภาพแต่ถ้าแพ้คุณก็ไม่ได้เสียสิ่งที่มีอยู่ไปแค่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง

ครั้งนี้อาจจะพลาดแต่ยังมีอีกครั้งหน้ารออยู่ใช่ไหม?

ถูกต้องเลยครับถ้าคิดได้แบบนี้รับรองว่าไม่นานต้องหายขาดจากความบกพร่องด้านการสื่อสารแน่ๆ

ถ้าอย่างนั้นเลิกสนเรื่องแพ้หรือชนะในเกมไปได้เลยจะดีหรือเปล่า?

ถ้าทำได้ก็ดีครับแต่ถ้าเรามองอีกแง่ความรู้สึกอยากชนะเกมจะทำให้เรามีแรงกระตุ้นในการพูดคุยมากกว่าอาจกล่าวได้ว่าการแพร์บ้างชนะบ้างนี่แหละที่ทำให้เกมมีรสชาติขึ้นเราดีใจเวลาที่ชนาก็เพราะเราเคยรู้รสชาติของความเจ็บปวดในตอนที่แพ้เกมที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ชนะเป็นเกมส์ที่มีความน่าตื่นเต้นคุณเองก็คงไม่อยากเล่นเกมน่าเบื่อแบบนั้นจริงไหมครับ

ดีใจเวลาโดนล้อ

ขี้กังวลกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรเปิ้ลเปิ้ลออกไปแล้วโดนหัวเราะเยาะว่าแต่ละคนพูดไม่เก่งทุกคนไม่ชอบให้ใครมาล้อ! เพราะไม่อยากถูกมองว่าตัวตลกนั่นเองความกลัวการถูกล้อเลียนจะทำให้เรากลายเป็นคนไม่กล้าพูดไม่กล้าทำ ดังนั้นทางที่ดีเราควรปรับทัศนคติที่มีต่อการถูกล้อเสียใหม่ นั่นคือแทนที่จะกลัวโกรธเวลาถูกล้อเปลี่ยนมารู้สึกดีใจแทนครับ

คุณอาจนึกค้านว่าใครจะไปดีใจเวลาถูกล้อได้แต่ลองคิดแบบนี้ดูนะครับคนเราถ้าไม่รู้สึกสนิทใจกันว่าพูดลอกันหรือเปล่าแน่นอนว่ามายเพราะฉะนั้นเวลาที่มีใครมาพล้อคุณ นั่นหมายความว่าเขารู้สึกสนิทใจและคิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนกับคุณได้คุณจึงควรทำใจให้สบายหรือจะลองพูดหยอกล้อเค้ากลับไปดูบ้างก็ได้ครับ

ถ้าพิจารณาดูให้ดีคุณจะพบว่าการพูดอยากรกันนี่แหละที่ทำให้คนเราสนิทกันที่สุดตัวผมเองก็มักจะถูกผู้ร่วมรายการล้อบ่อยบ่อยและตั้งฉายารผมว่าโกะโบ เพราะผมตัวผมผอมดำดำเหมือนรากโกะโบ ที่จริงแล้วเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะเธอเป็นรุ่นน้องที่อ่อนกว่าผมมากถ้าผมถือสาเราคงเข้าหน้ากันไม่ติดแต่ผมรู้ว่าเธอมีเจตนาที่ดีที่สำคัญเพราะเธอเรียกผมอย่างนั้นแล้วการสนทนาของเราก็ผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้นซึ่งคงทำได้ไม่ง่ายถ้าไม่เคยหยอกล้อเล่นหัวกันเลย

ผมเคยกลัวการพูดคุยมาก่อนจึงเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่อยากโดนล้อเป็นอย่างดีเพราะบางครั้งเราก็จะเจอคนที่ล้อเลียนแบบมีเจตนากันแกล้งจริงๆแต่น้ำถือเป็นกรณีพิเศษที่พบได้ยากส่วนใหญ่แล้วคนพูดไม่เก่งจะชอบระแวงไปเองมากกว่า

อันที่จริงสาเหตุหลักที่เรากลัวโดนรนั้นเป็นเพราะเรายังยึดติดว่าการพูดคุยเป็นการแข่งขันที่มีฝ่ายแพ้ชนะครับมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกลียดความพ่ายแพ้ถ้ารู้สึกว่าทำสิ่งนั้นแล้วอาจจะแพ้เราก็จะไม่อยากทำมันขึ้นมาดื้อดื้อคุณจึงต้องปรับทัศนคติให้ถูกต้องอย่าลืมว่าการพูดคุยเป็นเกมที่ไม่มีคู่ต่อสู้ถ้าชนะก็ชนะทั้งคู่ ท่าแพก็ต้องถ่ายด้วยกันทั้งสองฝ่ายและมันยังเป็นเกมที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในเกม ดังนั้นเวลาที่คุณถูกรขึ้นมานั่นแปลว่าเขากำลังให้ความร่วมมือในการเล่นเกมส์และอยากจะเอาชนะไปด้วยกันกับคุณครับ

เน้นการ “ส่งต่อ” ไม่ใช่ “การถ่ายทอด”

ในความเห็นของผมการสื่อสารมีรูปแบบหลักๆอยู่ด้วยกันสองแบบได้แก่การถ่ายทอด กับการส่งต่อโดยการถ่ายทอดเป็นการบอกเล่าข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสารได้รับรู้และมีความเข้าใจที่ถูกต้องในขณะที่การส่งต่อเป็นการแชร์ความรู้สึกนึกคิดซึ่งผู้ส่งสารอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการสื่อสารแบบถ่ายทอดก็คือการอ่านข่าวของผู้ประกาศข่าวในโทรทัศน์อันที่จริงงานนักจัดรายการวิทยุเองก็มีส่วนที่เป็นการถ่ายทอดอยู่เหมือนกัน

ส่วนการสื่อสารแบบส่งต่อจะเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในนั้นกับน้ำเสียงอากัปกิริยาและสายตาของผู้ส่งสารคุณคงเคยเห็นบางคนที่ยิมแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใสหรือคนที่ปากพูดว่าไม่เป็นอะไรแต่สัมผัสได้ว่าโกรธใช่ไหมครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่าการส่งต่อเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้ส่งสารก็ได้ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้การสื่อสารทั้งสองแบบผสมผสานกันไป แต่ในเกมพูดคุยเราจะใช้ความสำคัญกับการส่งต่อเป็นหลักครับ

ฟังแบบนี้แล้วบางคนอาจรู้สึกว่าเกมพูดคุยเป็นเรื่องยากเพราะการส่งต่อไม่ใช่สิ่งที่พูดออกมาตรงตรงแต่เกิดจากการแสดงออกของฝ่ายหนึ่งและการตีความของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งแปลว่าบางครั้งคู่สนทนาอาจตีความผิดไปจากความตั้งใจของเราเช่นเราผู้ชมแต่เขากลับนึกว่าถูกประชดแน่นอนว่าเห็ดแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรรำลึกอยู่เสมอว่าเราไม่สามารถควบคุมความรู้สำนึกคิดของคนอื่นได้ สิ่งที่เราได้มีแค่พยายามส่งต่อความรู้สึกออกไปอย่างจริงใจ และไม่เก็บมาเป็นอารมณ์เมื่อเกิดความเข้าใจผิดขึ้น

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถส่งต่อความรู้สึกถึงกัน และกันได้อย่างค่อนข้างแม่นยำแม้บางครั้งอาจผิดพลาดจนทำให้หมางใจกันไปบ้างแต่ถ้าทั้งคู่มีความปรารถนาดีต่อกันก็จะสามารถปรับความเข้าใจกันได้อย่างแน่นอน

นอกจากนั้นถ้ามองอีกมุมการส่งต่อน่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสำหรับคนพูดไม่เก่ง การถ่ายทอดด้วยซ้ำครับเพราะไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคอะไรมากมายเรียกว่าขอแค่มีความจริงใจถ้าไม่ต้องเปิดปากพูดก็สื่อสารกันได้แล้ว

เตรียมความพร้อม ก่อนลงสนาม

Related image
การเตรียมพร้อมที่ดีคือเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จในบทนี้ผมจะพูดถึงสิ่งที่คุณควรตระหนักเอาไว้เพื่อให้เล่นเกมส์พูดคุยได้อย่างสบายใจและง่ายขึ้น ในช่วงเริ่มต้นคุณอาจจะทำไม่ได้ถูกค่ะแต่เมื่อเล่นเกมส์พูดคุยไปเรื่อยเรื่อยคุณจะทำได้เองอัตโนมัติครับ

หวังผล

คำว่าหวังผลมักถูกใช้ในแง่ลบแต่ในความเป็นจริงคนเราจะมีกำลังใจทำอะไรซักอย่างก็ต่อเมื่อหวังผลที่จะได้จากการกระทำนั้นเช่น นักฟุตบอลตั้งใจฝึกซ้อมระหว่างผลว่าจะทำผลงานได้ดีขึ้นหรือพ่อแม่ทุ่มเทให้ลูกเพราะหวังผลว่าลูกจะมีอนาคตที่ดี การทำอะไรโดยหวังผลจึงไม่ใช่เรื่องแย่และยิ่งไปกว่านั้นถ้าสิ่งที่เราต้องการเป็นสิ่งที่ดีหรือมีประโยชน์ต่อส่วนรวมการหวังผลจะเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก

ในเกมพูดคุยเองก็เช่นกันคุณควรหวังผลว่าอยากให้คนอื่นรู้สึกสนุกหรือจะหวังผลเพื่อตัวเราเองว่าอยากให้คนอื่นชอบก็ได้ครับ การยังเป็นที่นิยมชมชอบเป็นเรื่องปกติของมนุษย์อยู่แล้วตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่ถือสาเป็นเรื่องเสียหาย เมื่อไหร่ก็ตามที่การหวังผลในเรื่องส่วนตัวกลายเป็นแรงผลักดันให้คุณฝึกฝนจนกลายเป็นคนที่ทำให้ทุกคนที่คุยด้วยรู้สึกดีได้มันก็จะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวคุณและส่วนรวมเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว

การมีอคติก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

เรามักได้ยินคนพูดกันว่าอย่าใช้อคติตัดสินคนอื่นซึ่งผมก็เห็นด้วยครับแต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถใช้อคติให้เป็นประโยชน์ต่อเกมส์พูดคุยได้เช่นกัน

อคติ ในที่นี้หมายถึงความคิด ความเชื่อ หรือความรู้สึกที่เรามีโดยที่ยังไม่ทันได้รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่นพอเห็นคนหน้าตาดูไม่ยิ้มแย้มก็คิดไปเองว่าเค้าต้องเป็นคนดุหรือพอเห็นผู้หญิงที่ดูข้าวห้าวก็คิดว่าเค้าเองต้องไม่ชอบงานบ้านงานเรือน

แต่การมีอคติก็ส่งผลดีต่อเกมส์พูดคุยได้เพราะอคติที่เกิดจากความไม่รู้จะทำให้เรารู้สึกอยากพูดคุยกับอีกฝ่ายเพื่อหาข้อมูลมาล้มล้างอคติในใจ

ด้วยเหตุนี้คนจึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเวลาที่เผลอตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือข้อมูลที่ไม่เพียงพอขอแค่รู้ว่าตัวเองมีอคติและพยายามแก้ไขคุณก็จะอยากพูดคุยกันมากขึ้นแล้ว

ดูตัวอย่างจากประสบการณ์ของผมก็ได้ครับสัปดาห์นี้ผมมีโอกาสได้ร่วมรายการกับคุณโฮะชิโนะ เก็น ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงและนักร้องชื่อดังปกติของผมคือการคิดว่าเค้าเป็นคนเจ้าสำราญนิดนิดซึ่งก็ดูเหมือนเค้าจะพอสัมผัสได้ระหว่างที่คุยกันเค้าเลยพูดว่าที่จริงผมไม่รู้เรื่องแฟชั่นเลยแถมยังเป็นพวกปลาการ์ตูนอีกต่างหากอัพเดทได้ว่าการพยายามลบล้างอคติช่วยให้เราพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นครับ

อย่าลืมว่าเป้าหมายของการพูดคุยไม่ใช่การแสดงความโดดเด่น

   

อวิกา โอซิม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีม อดีตหัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่าในการแข่งขันทุกครั้งเค้าจะทำแค่กำหนดว่าผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางจะยืนอยู่ตรงไหนในตอนเปิดเกมและไม่เคยบอกว่าผู้เล่นแต่ละคนควรเล่นอย่างไรบ้างทั้งนี้เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมการระบุตัวตายไปว่าแต่ละคนควรเล่นอย่างไรหรือบอกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่จึงไม่ส่งผลดีต่อทีมรวม

การพูดคุยเองก็ไม่ต่างกันครับคุณไม่ควรคิดว่าการพูดคุยเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความโดดเด่นหรือความสามารถแต่ควรให้ความสำคัญกับทีมเป็นหลักจริงอยู่ว่าบางครั้งคุณอาจเตรียมประเด็นที่จะพูดมาแล้วแต่ถ้าบรรยากาศของการสนทนาไม่เอื้อให้หยิบมันขึ้นมาใช้คุณก็ไม่ควรดันทุรังเอามาพูดคุณต้องประเมินสถานการณ์แล้วปรับเปลี่ยนให้การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

การสัมภาษณ์กับเกมส์พูดคุย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรามาดูตัวอย่างจากการสัมภาษณ์งานกันดีกว่าครับ
คนส่วนใหญ่มองว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดคุยในฐานะผู้ใหญ่ที่เริ่มต้นใช้ชีวิตในสังคมเป็นครั้งแรกและยังเป็นการพูดคุยที่มีผลต่ออนาคตในวันข้างหน้าโดยตรงจึงมักรู้สึกเครียดหรือประมาทจนนั่งไม่ติดแต่ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเรามีความเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานครับ

เรามาคิดกันว่าการสัมภาษณ์งานเป็นการพูดเพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นใครมีความสามารถมากแค่ไหนเหมาะกับงานหรือไม่เราจึงพยายามแสดงความโดดเด่นของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์งานเองก็เป็นเกมส์พูดคุยชนิดหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การแสดงความโดดเด่นหรือความเฉลียวฉลาดแต่เป็นการทำให้ทุกคนในวงสนทนารู้สึกดี

แน่นอนว่าผู้สัมภาษณ์มักถามคำถามที่เหมือนจะประเมินความสามารถแต่บริษัทที่ดีจริงๆจะไม่ตัดสินคนโดยดูว่าคำตอบถามได้ดีแค่ไหนหรอกครับเพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนเตรียมตัวมาล่วงหน้าได้เรื่องที่เขาสนใจคือความรู้สึกที่ได้ระหว่างสัมภาษณ์ต่างหาก ถ้าผู้สัมภาษณ์รู้สึกดีก็มีโอกาสสูงที่เค้าจะเลือกคุณแทนที่จะเลือกคนที่ตอบคำถามเก่งแต่คุยด้วยแล้วรู้สึกแย่

ผมขอเราก็รู้ดีของตัวเองให้ฟังครับตอนที่ไปสัมภาษณ์งานผมไม่ได้เตรียมตัวเลยว่าจะตอบคำถามอย่างไรเพราะตั้งใจจะไปเล่าเรื่องตลกให้ผู้สัมภาษณ์ฟังแถมยังถึงขั้นหอบอุปกรณ์ติดตัวไปด้วยผมไม่ได้จงใจทำตัวให้เด่นหรอกครับแต่ด้วยความที่พูดไม่เก่งผมเลยกลัวว่าตัวเองอ่ะพูดอะไรไม่ออกระหว่างสัมภาษณ์ หรือถ้าหากไปเล่าเรื่องตลกอย่างน้อยก็มีเรื่องให้พูดแน่แน่ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลครับเพราะมันทำให้ผู้สัมภาษณ์จำผมได้

นอกจากนั้นพอโดนถามว่ามีคนที่อยากสัมภาษณ์เป็นพิเศษไหมผมก็ตอบติดตลกไปว่าอยากสัมภาษณ์เรื่องครอบครัวกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธตอนนั้นราชวงศ์อังกฤษกำลังมีข่าวอื้อฉาวในครอบครัวผู้สัมภาษณ์ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเลยทีเดียวเพราะมาคิดดูแล้วนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้งานเป็นนักจัดรายการวิทยุก็ได้ครับ

เกม พูดคุย

บอกเล่าการพูดคุยเป็นเกม

ผมได้พูดไปแล้วว่าเราควรมองการพูดคุยเหมือนเป็นเกมอย่างหนึ่งแล้วเรียนรู้กฎกติกาของมัน พอได้ยินคำว่ากฎกติกาบางคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากหรือซับซ้อนแต่จริงๆแล้วการไม่มีกฎกติกาเลยต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นสมมุติว่าเราจะเล่นฟุตบอลคุณคิดว่าระหว่างการมีกฎกติกากลับไม่มีกฎกติกาอะไรเลยแบบไหนช่วยให้เล่นง่ายและสนุกกว่ากัน คำตอบก็ต้องเป็นมีกฎกติกาอยู่แล้วจริงไหมครับที่สำคัญการมีกฎกติกายังช่วยให้เรารู้ว่าควรฝึกซ้อมเรื่องใดบ้างได้อย่างตรงจุดเช่นพอเรารู้ว่ากฎของการเล่นฟุตบอลคือถ้าเตะลูกบอลเข้าประตูก็จะได้แต้มเราจึงรู้ว่าต้องฝึกซ้อมเรื่องการยิงประตูเป็นพิเศษนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมกฎกติกาจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ

ถึงตอนนี้คุณคงอยากรู้แล้วว่ากฎกติกาของเกมพูดคุยมีอะไรบ้างโดยส่วนตัวผมคิดว่ามันมีอยู่ 4 ข้อหลักๆได้แก่

1. เป็นเกมที่ “ไม่มีคู่ต่อสู้” เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นพวกเดียวกันและต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในเกม
2. สิ่งที่ต้องเอาชนะให้ได้ในเกมก็คือ ”ความรู้สึกอึดอัด”
3. เป็นเกมที่ “จำเป็นต้องเล่น”
4. มี “วิธีเอาชนะ” ที่ยืดหยุ่น

หลักการพื้นฐานที่ช่วยให้เล่นเกมได้ง่ายขึ้นก็คือการพูดคุยเป็นเกมส์ที่ยืดหยุ่นมากจึงไม่มีเทคนิคที่พูดได้เต็มปากว่าใช้ได้ผล 100% และวิธีที่ดีที่สุดก็คือการเรียนรู้จากประสบการณ์และค่อยค่อยพัฒนาเทคนิคที่เหมาะกับตัวเองขึ้นมา
อย่างไรก็ตามยังมีหลักพื้นฐานที่ถ้าทำตามแล้วจะช่วยให้เล่นเกมได้ง่ายขึ้นอยู่ครับ

การจูงใจให้คนอื่นพูดก็มีอยู่หลายวิธีเช่นกันแต่หลักสำคัญคือคุณต้องสร้างบรรยากาศให้เขาได้พูดในสิ่งที่คิดและรู้สึกจริงๆออกมาไม่ใช่บังคับให้พูดในสิ่งที่คุณต้องการ ซึ่งจะทำได้ง่ายขึ้นหากตั้งใจฟังสิ่งที่คู่สนทนาพูดหรืออาจเก้าได้ว่าการฟังคือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดของการพูด

ตัวอย่างเช่นในช่วงเริ่มต้นการสนทนาเราอาจเริ่มด้วยการชวนคุยเรื่องทั่วไปแล้วสังเกตว่าอีกฝ่ายดูมีท่าทีกระตือรือร้นกับประเด็นไหนเป็นพิเศษจากนั้นก็ถามเค้าเกี่ยวกับเรื่องนั้น โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จะชอบพูดเรื่องที่ตัวเองสนใจดังนั้นถ้าสามารถชักนำคู่สนทนาให้พูดเรื่องที่อยากพูดได้เราก็ทำไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมนอกจากการพยักหน้าเออออและตั้งคำถามเล็กๆในน้อยวิธีนี้นอกจากจะสบายสำหรับคนพูดไม่เก่งแล้วยังทำให้คนที่คุยด้วยรู้สึกดีกับการสนทนาและตัวเราด้วยครับ

รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ขณะพูดคุย

การใช้กลยุทธ์จะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อใช้ได้ถูกที่ถูกจังหวะ เราจึงต้องรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ขณะพูดคุยไปด้วยว่าถ้าคู่สนทนาพูดมาแบบนี้เราควรจะตอบกลับไปแบบไหนคำว่าวิเคราะห์อาจทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากแต่จริงๆแล้วมันก็คือการพยายามคาดเดาว่าต้องพูดอย่างไรคู่สนทนาถึงจะรู้สึกดีเท่านั้นเอง ดังนั้นขอแค่มีมารยาทและคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นเราก็จะวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างค่อนข้างแม่นยำแล้วครับ

นอกจากนั้นประสบการณ์ชีวิตและการอบรมสั่งสอนที่ได้รับมาตั้งแต่ยังเล็กก็ทำให้เราวิเคราะห์สถานการณ์เป็นกันอยู่ได้ระดับหนึ่งต่อให้เป็นคนพูดไม่เก่งแต่คุณก็คงเคยพบกับสถานการณ์ที่พอจะเดาได้ว่าควรตอบอย่างไร

อย่างเวลาที่มีคนชมเราก็ควรทำตัวอะไรแบบนั้นหรือเปล่า

ถูกต้องครับการมองออกว่าคู่สนทนากำลังชื่นชมและสามารถตอบกลับโดยที่ทำให้เขารู้สึกดีได้ถือเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์และใช้กลยุทธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอนว่าในชีวิตจริงบางครั้งเราก็ต้องพบกับสถานการณ์ที่วิเคราะห์ได้ยากทำให้วางตัวลำบากและไม่รู้จะพูดอย่างไรแต่ผมอยากให้คุณจำไว้ว่ากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมมาจากประสบการณ์ระหว่างที่ยังไม่ชำนาญก็ย่อมต้องมีผิดพลาดหรือเสียหน้าบ้าง

อย่างไรก็ตามข้อดีอย่างหนึ่งของกลยุทธ์การพูดก็คือ แต่ละคำถามหรือแต่ละสถานการณ์ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว สมมุติว่ามีคนชมเราเราสามารถตอบไปว่าไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นหรอกหรือจะตอบแบบติดตลกว่าของมันแน่นอนอยู่แล้ว ก็ได้เหมือนกันยิ่งฝึกฝนจนรู้คำตอบสำเร็จรูปล่วงหน้ามากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งประยุกต์ใช้ได้เก่งขึ้นครับ

อันที่จริงการพูดคุยการไม่ต่างไปจากการเล่นหมากรุกหรือหมากล้อมสักเท่าไหร่ พูดเล่นหมากรุกจะวิเคราะห์มากบนกระดานพยายามคาดเดาว่าตาต่อไปฝ่ายตรงข้ามจะเดินเกมอย่างไรเราจึงตัดสินใจวางหมากการพูดคุยที่ลื่นไหลเองก็ทำแบบนี้เช่นกัน ที่สำคัญการหักวิเคราะห์สถานการณ์บ่อยบ่อยจะทำให้เราควบคุมทิศทางการสนทนาให้เป็นไปได้ในแบบที่เราต้องการ

ถ้าพูดไม่เก่งก็ต้องหัดใช้กลยุทธ์

อาชีพนักจัดรายการวิทยุกระตุ้นให้ผมเริ่มฝึกฝนเรื่องการสื่อสารด้วยการพูดแบบจริงจังหลังจากลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วนผมก็ค้นหาพบวิธีที่ใช้ได้ผลกับตัวเองแล้วน่าจะใช้ได้ผลกับคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารคนอื่นๆด้วย

นั่นคือเราต้องมองว่า การพูดเป็นเกมชนิดหนึ่งครับ “เกม” เป็นสิ่งที่มีกฎกติกากำกับอยู่ขอเพียงเราเข้าใจกฎเรานั้นเราก็จะเล่นเกมส์เป็นยิ่งถ้าเรามีกลยุทธ์ในการเล่นเราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ กลยุทธ์ที่ผมแนะนำให้คนพูดไม่เก่งมีติดตัวไว้เป็นอย่างแรกคือกลยุทธ์คำตอบสำเร็จรูปถ้าสังเกตุให้ดีคุณจะพบว่าการพูดคุยส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันมีรูปแบบที่ตายตัวเช่นถ้าอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ต้องพูดอย่างนี้หรือถ้ามีคนถามแบบนี้ก็ต้องตอบแบบนี้เพราะฉะนั้นแค่จำคำตอบหรือบทสนทนาสำเร็จรูปสำหรับแต่ละสถานการณ์ได้การพูดคุยทั่วไปในชีวิตประจำวันก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

คุณคงเคยฟังรายการวิทยุที่มีผู้จับหรือผู้ร่วมรายการที่เป็นนักพูดมาคุยกันใช่ไหมครับรายการของพวกเขาจะฝากดูสนุกมากทั้งสองฝ่ายสามารถรับส่งลูกหรือเล่นมุกโต้ตอบกันได้อย่างมีจังหวะจะโคนส่วนใหญ่แล้วรายการแบบนี้ไม่ได้นัดแนะรายละเอียดกันล่วงหน้าหรอกครับพวกเขาแค่รู้คำตอบสำเร็จรูปและสามารถมาประยุกต์ใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญเท่านั้นเอง

รู้จักปล่อยวาง

คุณคงสงสัยแล้วว่าทำไมคนพูดไม่เก่งที่แม้แต่สบตาคนอื่นยังทำไม่ได้อย่างผมถึงกลายมาเป็นนักจัดรายการวิทยุได้คำตอบคือเพราะมีใบประกาศรับสมัครงานแต่ยู่ที่แผนกหางานของมหาวิทยาลัยครับ เป็นเหตุผลที่ฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลยจริงไหมแต่สิ่งที่ยากกว่าการได้งานเป็นนักจัดรายการก็คือการเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเอง ยิ่งมีคนพูดว่าถ้ามีนักจัดรายการแล้วทำให้บรรยากาศครึกครื้นไม่ได้จะมีไปทำไม ผมก็ยิ่งเครียด

อย่างไรก็ตามอาชีพนักจัดรายการวิทยุกลายเป็นสิ่งที่บังคับให้ผมต้องหันมาเผชิญหน้ากับข้อด้อยของตัวเองผมไม่สามารถเดินหนีหรือถอดใจไม่ทำเวลาที่รู้สึกไม่ดีในช่วงแรกๆที่ต้องไปจัดงานอีเวนท์หรือออกไปสัมภาษณ์ผู้คนตามท้องถนน ผมเคยพูดแล้วรู้สึกงานกร่อยหลายครั้งถ้าคนอื่นแล้วเค้าเดี๋ยวนี้ก็หลายหนทุกครั้งผมจะรู้สึกแย่มากๆแต่เมื่อผ่านงานมากมากขึ้นผมก็คิดได้ว่าการไปทักคนอื่นแล้วเค้าไม่ทักตอบนั้นเป็นเรื่องธรรมดาการที่เขาไม่ตอบคำถามก็เป็นเรื่องธรรมดาและการที่เขาไม่ใส่ใจเราก็เป็นเรื่องธรรมดา

เพราะคิดได้แบบนั้นผมก็รู้สึกผ่อนคลายกับการพูดมากขึ้นเราไม่สนอีกต่อไปว่าตัวเองจะดูน่าเบื่อในสายตาคนอื่นหรือเปล่า นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตผมเลยทีเดียว

ไม่กล้าสบตากับคู่สนทนา

ที่จริงผมอยากเป็นบรรณาธิการนิตยสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ครับไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเลยสักนิด ผมชอบจัดการกับข้อมูลมากกว่าจัดการกับคนทุกวันนี้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการ์ตูนไอดอลและอุปกรณ์ดิจิตอลลงนิตยสารแนวไอทีและบันเทิงด้วย ผมรู้สึกสนุกสนานกับการเขียนเลยยิ่งทำให้ตระหนักว่าตัวเองเป็นคนไม่ชอบการพูดแค่ไหน

ปัญหาหนึ่งที่ผมรักคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารหลายคนมีก็คือไม่กล้าสบตากับคู่สนทนาต่อให้มีไอดอลที่กำลังดังมาเป็นแขกรับเชิญในรายการผมก็แทบไม่กล้าสบตาด้วยเลย

การไม่สบตากับคนอื่นมักถูกมองว่าเป็นข้อด้อยเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าการไม่สบตาเป็นการแสดงออกถึงความไม่จริงใจหรือบ่งบอกว่ากำลังปิดบังอะไรอยู่ คนพูดไม่เก่งจึงยิ่งรู้สึกประหม่าเข้าไปใหญ่แต่คนเราควรสบตากันตลอดเวลาที่พูดคุยจริงๆหรือผมไม่คิดแบบนั้นครับ

วงการซูโม่ทุกวันนี้มีนักกีฬาชาวต่างชาติมากขึ้นและบางคนก็ทำผลงานได้ดีกว่านักซูโม่ญี่ปุ่นเสียอีก คุณโชจิ ซะดะโอะ นักเขียนการ์ตูนชื่อดังเคยให้ความเห็นว่าซูโม่เป็นกีฬาที่นอกจากจะใช้พละกำลังแล้วยังต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งด้วยเพราะทุกครั้งที่ลงสนามสิ่งที่นักซูโม่ทำเป็นอย่างแรกคือการจ้องตาเพื่อข่มขวัญกัน คนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ถนัดเรื่องสบตาคนอื่นในขณะที่นักซูโม่ต่างชาติไม่มีปัญหานั้น จึงมีข้อได้เปรียบกว่าอาจกล่าวได้ว่าการสบตากันเป็นการท้าทายรูปแบบหนึ่งเราจึงควรสบตาคู่สนทนาระหว่างที่พูดคุยบ้างแต่การสบตาตลอดเวลานั้นไม่ดีแน่นอน

คุณทะโมะริ พิธีกรชื่อดังผู้ส่งแว่นดำตลอดเวลาเคยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่าเวลาที่คู่สนทนากำลังพูดเค้าจะไม่มองตาอีกฝ่ายเลยเพราะต่อให้เป็นการมองผ่านแว่นดำมันก็สามารถทำให้คนที่พูดอยู่รู้สึกกดดันได้ เค้าจึงมองตาคู่สนทนาตอนที่ตัวเองเป็นฝ่ายพูดเท่านั้น

นอกจากนี้เขายังเล่าอีกว่าถ้ากลัวผู้สนทนาคิดว่าเราไม่สนใจก็ให้มองไปที่จมูกของอีกฝ่ายแทนเมื่อทำแบบนี้ก็จะรู้สึกสบายใจกันทั้งสองฝ่ายใครที่มีปัญหาเรื่องการสบตา เคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะครับ