รู้จักปล่อยวาง

คุณคงสงสัยแล้วว่าทำไมคนพูดไม่เก่งที่แม้แต่สบตาคนอื่นยังทำไม่ได้อย่างผมถึงกลายมาเป็นนักจัดรายการวิทยุได้คำตอบคือเพราะมีใบประกาศรับสมัครงานแต่ยู่ที่แผนกหางานของมหาวิทยาลัยครับ เป็นเหตุผลที่ฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลยจริงไหมแต่สิ่งที่ยากกว่าการได้งานเป็นนักจัดรายการก็คือการเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเอง ยิ่งมีคนพูดว่าถ้ามีนักจัดรายการแล้วทำให้บรรยากาศครึกครื้นไม่ได้จะมีไปทำไม ผมก็ยิ่งเครียด

อย่างไรก็ตามอาชีพนักจัดรายการวิทยุกลายเป็นสิ่งที่บังคับให้ผมต้องหันมาเผชิญหน้ากับข้อด้อยของตัวเองผมไม่สามารถเดินหนีหรือถอดใจไม่ทำเวลาที่รู้สึกไม่ดีในช่วงแรกๆที่ต้องไปจัดงานอีเวนท์หรือออกไปสัมภาษณ์ผู้คนตามท้องถนน ผมเคยพูดแล้วรู้สึกงานกร่อยหลายครั้งถ้าคนอื่นแล้วเค้าเดี๋ยวนี้ก็หลายหนทุกครั้งผมจะรู้สึกแย่มากๆแต่เมื่อผ่านงานมากมากขึ้นผมก็คิดได้ว่าการไปทักคนอื่นแล้วเค้าไม่ทักตอบนั้นเป็นเรื่องธรรมดาการที่เขาไม่ตอบคำถามก็เป็นเรื่องธรรมดาและการที่เขาไม่ใส่ใจเราก็เป็นเรื่องธรรมดา

เพราะคิดได้แบบนั้นผมก็รู้สึกผ่อนคลายกับการพูดมากขึ้นเราไม่สนอีกต่อไปว่าตัวเองจะดูน่าเบื่อในสายตาคนอื่นหรือเปล่า นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตผมเลยทีเดียว

ไม่กล้าสบตากับคู่สนทนา

ที่จริงผมอยากเป็นบรรณาธิการนิตยสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ครับไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเลยสักนิด ผมชอบจัดการกับข้อมูลมากกว่าจัดการกับคนทุกวันนี้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการ์ตูนไอดอลและอุปกรณ์ดิจิตอลลงนิตยสารแนวไอทีและบันเทิงด้วย ผมรู้สึกสนุกสนานกับการเขียนเลยยิ่งทำให้ตระหนักว่าตัวเองเป็นคนไม่ชอบการพูดแค่ไหน

ปัญหาหนึ่งที่ผมรักคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารหลายคนมีก็คือไม่กล้าสบตากับคู่สนทนาต่อให้มีไอดอลที่กำลังดังมาเป็นแขกรับเชิญในรายการผมก็แทบไม่กล้าสบตาด้วยเลย

การไม่สบตากับคนอื่นมักถูกมองว่าเป็นข้อด้อยเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าการไม่สบตาเป็นการแสดงออกถึงความไม่จริงใจหรือบ่งบอกว่ากำลังปิดบังอะไรอยู่ คนพูดไม่เก่งจึงยิ่งรู้สึกประหม่าเข้าไปใหญ่แต่คนเราควรสบตากันตลอดเวลาที่พูดคุยจริงๆหรือผมไม่คิดแบบนั้นครับ

วงการซูโม่ทุกวันนี้มีนักกีฬาชาวต่างชาติมากขึ้นและบางคนก็ทำผลงานได้ดีกว่านักซูโม่ญี่ปุ่นเสียอีก คุณโชจิ ซะดะโอะ นักเขียนการ์ตูนชื่อดังเคยให้ความเห็นว่าซูโม่เป็นกีฬาที่นอกจากจะใช้พละกำลังแล้วยังต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งด้วยเพราะทุกครั้งที่ลงสนามสิ่งที่นักซูโม่ทำเป็นอย่างแรกคือการจ้องตาเพื่อข่มขวัญกัน คนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ถนัดเรื่องสบตาคนอื่นในขณะที่นักซูโม่ต่างชาติไม่มีปัญหานั้น จึงมีข้อได้เปรียบกว่าอาจกล่าวได้ว่าการสบตากันเป็นการท้าทายรูปแบบหนึ่งเราจึงควรสบตาคู่สนทนาระหว่างที่พูดคุยบ้างแต่การสบตาตลอดเวลานั้นไม่ดีแน่นอน

คุณทะโมะริ พิธีกรชื่อดังผู้ส่งแว่นดำตลอดเวลาเคยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่าเวลาที่คู่สนทนากำลังพูดเค้าจะไม่มองตาอีกฝ่ายเลยเพราะต่อให้เป็นการมองผ่านแว่นดำมันก็สามารถทำให้คนที่พูดอยู่รู้สึกกดดันได้ เค้าจึงมองตาคู่สนทนาตอนที่ตัวเองเป็นฝ่ายพูดเท่านั้น

นอกจากนี้เขายังเล่าอีกว่าถ้ากลัวผู้สนทนาคิดว่าเราไม่สนใจก็ให้มองไปที่จมูกของอีกฝ่ายแทนเมื่อทำแบบนี้ก็จะรู้สึกสบายใจกันทั้งสองฝ่ายใครที่มีปัญหาเรื่องการสบตา เคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะครับ

ตัวผมสมัยที่”บกพร่องด้านการสื่อสาร”

เมื่อคนที่กลัวการพูดกลายมาเป็นนักจัดรายการวิทยุ!

คนที่บกพร่องด้านการสื่อสารจะมีจุดอ่อนเฉพาะตัวแตกต่างกันไปในกรณีผมเรื่องที่กังวลมากเป็นพิเศษคือการพบปะผู้คนและกลัวคนอื่นคิดว่าเป็นคน”น่าเบื่อครับ”

แม้จะทุ่มเทพัฒนาตัวเองจนสามารถคุยกับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกอย่างออกอรรถรสได้แล้วแต่ผมก็ยังคงกลัวอีกฝ่ายจะคิดว่าผมไม่ได้เป็นคนที่น่าสนใจอะไรขนาดนั้นพูดได้ว่ากว่าจะข้ามกำแพงแต่ละขั้นมาจนถึงจุดที่รู้จักปล่อยวางว่าจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะได้ก็สาหัสทีเดียว

ในช่วงแรกๆของการฝึกฝนคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารมักจะเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองเช่นกลัวโดนคิดว่าน่าเบื่อ กลัวเสียหน้า หรือกลัวว่าจะไปทำให้คนอื่นรำคาญแต่เมื่อเก่งขึ้นคุณจะเริ่มรู้สึกปล่อยวางและไม่เอาเลขเอาน้อยกับเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป ผมจะเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังเป็นตัวอย่างนะครับ

ตอนเพิ่งได้งานเป็นนักจัดรายการวิทยุใหม่ใหม่ผมเครียดมากว่าจะทำอาชีพนี้ได้นะหรือเพราะนอกจากจะพูดไม่เก่งแล้วผมยังระแวงตลอดเวลาว่าคนอื่นจะคิดว่าผมน่าเบื่อแถมยังกลัวพัดทำเรื่องหน้าอายออกมา ซึ่งปรากฏว่าไม่นานหลังจากนั้นผมก็ทำเรื่องหน้าอายออกมาจริงๆ

เรื่องมีอยู่ว่าวันนั้นบริษัทจัดงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ในงานพนักงานใหม่ทุกคนจะต้องขึ้นเวทีกล่าวทักทายเพื่อฝากเนื้อฝากตัวกับรุ่นพี่ ถ้าเป็นบริษัททั่วไปก็คงไม่อร่อยต้องกังวลนักแต่เนื่องจากบริษัทของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ ทุกคนเลยรู้สึกกดดันว่าจะทำตัวน่าเบื่อแถมผมยังมีตำแหน่งนักจัดรายการวิทยุคำขออีกคงจินตนาการออกใช่ไหมครับว่าตอนนั้นผมเครียดแค่ไหน

ยิ่งไปกว่านั้นพนักงานใหม่ใหม่คนอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้จัดรายการยังพูดเก่งจนบรรยากาศครึกครื้นผมรู้สึกฮึดขึ้นมา เลยตัดสินใจจะเล่นมุกแทนการพูดทักทายตามปกติ พอถึงคิวตัวเองผมก็ชูมือขึ้นกับพูดออกไปว่า “เอาละทุกท่านส่งเสียงหน่อยครับ 123 เย่!”

ปรากฏว่ามีแค่ผมที่ชูมือก็อยู่คนเดียวส่วนคนอื่นเงียบกริบกันหมดแต่จะให้รีบเอามือลงก็ไม่ได้ผมเลยต้องทำเป็นบอกมึงกกเรือนตอนนั้นทุกคนทำหน้าประมาณ เอ๊ะเมื่อกี้เด็กใหม่คนที่เป็นนักจัดรายการเค้าทำอะไรน่ะผมรู้ซึ้งเลยว่าการปล่อยมุกรับปากมันน่าอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีแค่ไหนนึกย้อนกลับไปทีไรก็ยังเขินไม่หายแต่ผมก็สามารถผ่านพ้นมันมาได้ในที่สุด

เริ่มต้นด้วยการสำรวจตัวเอง

คุณคงอยากรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเองได้อันดับแรกผมขอแนะนำให้คุณหัดสำรวจตัวเองครับ

การสำรวจตัวเองในที่มีคือการฝึกสังเกตว่าตัวเราเองรู้สึกอย่างไรเวลาที่พูดคุยกับคนอื่น ถ้ารู้สึกผ่อนคลายหรือสนุกก็ให้ถือว่าประสบความสำเร็จในทางกลับกันถ้ารู้สึกอึดอัดหรือคิดว่าการสนทนาไม่รับลื่นเท่าที่ควรก็ให้คุณจดจำไว้ว่า. ไหนและเรื่องอะไรที่ไม่ถนัดแล้วนำไปฝึกฝนพัฒนาตัวเองในภายหลัง

ในช่วงเริ่มต้นคุณควรเน้นสังเกตเฉพาะตัวเองเป็นหลักเพราะคนพูดไม่เก่งส่วนใหญ่เป็นคนคิดมากและใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นเวลาพูดถึงชอบสำรวจสีหน้าของคู่สนทนาเพื่อคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไร เบื่อหรือไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองพูดคุยอยู่หรือไม่เพราะคิดมาก็จะเริ่มประมารู้สึกอาจกับการพูดจนสนทนาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นคุณต้องมุ่งมั่นนำความสนใจไปที่ตัวเองก่อนเอาไว้เริ่มเก่งขึ้นเราค่อยหันไปสังเกตคู่สนทนาครับ

ผมขอย้ำอีกครั้งว่าคุณควรคิดว่า การสื่อสารหรือการพูดคุยเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลายอย่าพึ่งไปใส่ใจเรื่องอื่นยังการถ่ายทอดของข้อมูลเวลาที่พูดไม่ได้อย่างที่หวังก็ไม่ต้องรู้สึกท้อแท้ เพราะการสื่อสารเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจึงจะทำได้ตราบใดที่คุณมีความพยายามคุณจะสามารถเอาชนะความบกพร่องด้านการศึกษาของตัวเองได้อย่างแน่นอนครับ

เราสามารถฝึกฝนจนกลายเป็นยอดฝีมือด้านการพูดได้หรือไม่

แม้ผมจะพูดไปก่อนหน้านี้ว่าการสื่อสารหรือการพูดเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าโลกนี้มีคนบางคนที่มีพรสวรรค์ด้านการพูดติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่จริงๆหลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองจะสามารถเก่งเท่าคนเหล่านั้นได้หรือเปล่า หรือต่อให้พยายามแค่ไหนก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ถ้าให้คำตอบด้วยความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าถ้าทุ่มเทฝึกฝนอย่างจริงจังคนที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสารจะเป็นผู้พูดที่ดียิ่งกว่าคนที่เก่งมาตั้งแต่เกิดเสียอีก

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนที่มีพรสวรรค์ด้านการพูดไม่เข้าใจจิตใจของคนที่พูดไม่เก่งผมไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นนะครับเพียงแต่พวกเขาไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับการพูดไม่เคยต้องกลุ้มใจหรือกลัวที่จะพูด พวกเขาจึงไม่รู้ว่าคนพูดไม่เก่งซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากรู้สึกอย่างไรและยังไม่มีแรงกระตุ้นให้พัฒนาการพูดหรือการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น ผิดกับคนที่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาแล้วพยายามเต็มที่ที่จะปรับปรุงตัว ผมเชื่อว่าคนที่ไม่กล้าพูดที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารนี่แหละที่จะเป็นยอดฝีมือด้านการพูดได้ ดูอย่างผมก็ได้ครับผมเป็นคนพูดไม่เก่งแถมยังรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาเจอคนแปลกหน้าแต่ผมกลับสามารถทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุได้เพราะตั้งใจฝึกฝนปรับปรุงตัว เรียกได้ว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารนี่แหละที่เป็นประตูสู่โอกาสให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้

ปัญหาของความมั่นใจ

ผมเชื่อว่าคนพูดไม่เก่งแทบทุกคนรู้ดีว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารไม่ได้หมายถึงแค่มีปัญหาเวลาที่พูดแต่ยังรวมถึงปัญหาด้านบุคลิกหรืออารมณ์ความรู้สึกด้วย ผมลองเอาคำนี้ไปค้นหาความหมายในพจนานุกรมออนไลน์นิโกะ ไดเฮียกกะ ปรากฏว่าอ่านแล้วโดนใจมากผมจะอ่านให้ฟังนะครับ

“ความบกพร่องด้านการสื่อสารเป็นโรคที่คนญี่ปุ่นเป็นกันมากหมายถึงคนที่ไม่ถนัดหรือทรมานกับการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับคนอื่นคนที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนหรือคนรู้จักได้อย่างสนุกสนาน”

นอกจากความหมายแล้วยังมีตัวอย่างให้ด้วยนะครับเช่น คนที่เข้ากับคนแปลกหน้าได้ยากพูดจาตะกุกตะกักไม่ลื่นไหลและรู้สึกเป็นปมด้อยเรื่องการพูดทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในการพูดและไม่ค่อยพูด ไม่มีปัญหากับการอ่านแต่ถ้าเป็นการพูดคุยจะรู้สึกตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าควรพูดอะไรล่ะชอบคิดมากเกินเหตุกังวลไปล่วงหน้าว่าคำพูดของตัวเองอาจทำให้บรรยากาศในวงสนทนาแย่ลงรวมถึงกลัวคนอื่นเกลียดจนไม่กล้าพูดออกไป

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ตรงกับความเป็นจริงมากแต่วิธีแก้ปัญหาที่ให้มาทำเอาผมถึงกับหัวเราะเลยทีเดียวเพราะเขาบอกว่าให้มีความมั่นใจครับ

จริงอยู่ว่าถ้ามีความมั่นใจเราจะไม่รู้สึกประหม่าและไม่กลัวที่จะพูดอีกต่อไปแต่ปัญหาก็คือความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่นึกอยากมีก็มีกันได้ง่ายง่ายเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นญี่ปุ่นคงไม่เต็มไปด้วยคนพูดไม่เก่งอย่างทุกวันนี้

“ถ้าความมั่นใจเป็นของที่มีกันได้ง่ายง่ายก็คงสบายไปแล้วล่ะ”

“ปัญหาอยู่ที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความมั่นใจขึ้นมาต่างหาก”

ใช่เลยครับ!! สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การมีความมั่นใจซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้สร้างกันขึ้นมาได้ง่ายง่ายแต่เป็นการเรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคที่ช่วยให้พูดได้ดีขึ้นเมื่อทำได้แล้วความมั่นใจก็จะเกิดขึ้นตามมาเอง

“ความบกพร่องด้านการสื่อสาร” คืออะไร

มาเข้าเรื่องความบกพร่องด้านการสื่อสารกันดีกว่าครับ

ทุกวันนี้เรามักได้ยินคนพูดถึงความบกพร่องหรือปัญหาด้านการสื่อสารกันเป็นประจำเช่น สื่อสารไม่เป็นจนทำให้เข้าใจผิด หรือไม่รู้จะสื่อสารกับหัวหน้ายังไง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารแต่ในขณะเดียวกันมันก็แสดงให้เห็นด้วยว่าสังคมของเรากำลังมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการสื่อสารอยู่

มาเริ่มจากการพิจารณาที่ตัวคำศัพท์กันครับ คำว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารนั้นแท้จริงแล้วเป็นศัพท์ทางการแพทย์ซึ่งหมายถึงคนที่มีปัญหาด้านการพูดและการสื่อสารอันเนื่องมาจากความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงหรือมีความผิดปกติด้านการรับรู้แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นำคำนี้มาใช้แบบเหมารวมว่าใครก็ตามที่พูดไม่เก่งหรือไม่กล้าพูดเป็นคนที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสาร ซึ่งจริงๆแล้วถือว่าเป็นการเสียมารยาทครับกับคนที่มีปัญหานี้ตามความหมายทางการแพทย์และชี้ให้เห็นถึงทัศนคติที่ผิดเกี่ยวกับการสื่อสารด้วย เนื่องจากคำว่าความบกพร่องเป็นคำที่ใช้กับเรื่องที่เป็นทักษะที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือสิ่งที่ทำได้ตามธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น  เราจะไม่พูดถึงคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นว่ามีความบกพร่องด้านการว่ายน้ำหรือเวลาเจอคนที่ทำอาหารไม่เป็นเราก็จะไม่พูดว่าเขามีความบกพร่องด้านการทำอาหารจริงไหมครับ ทั้งนี้เพราะเราตระหนักดีว่าทักษะเหล่านั้นต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนไม่ใช่เกิดมาแล้วทำได้เลยแต่พอเป็นเรื่องการสื่อสารเรากลับใช้คำว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารเสียอย่างนั้นซึ่งแปลว่าในสายตาของคนส่วนใหญ่การสื่อสารหรือการพูดคุยที่ลื่นไหลเป็นทักษะที่มนุษย์มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ผมขอยืนยันว่านั้นไม่เป็นความจริงครับการสื่อสารหรือการพูดคุยได้อย่างราบรื่นเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจึงจะทำได้ดีต่างหาก

อย่างไรก็ตาม  แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่าความบกพร่องด้านการสื่อสารมาสื่อถึงปัญหาของคนพูดไม่เก่งแต่เนื่องจากมันเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมญี่ปุ่นและช่วยให้เราเห็นภาพตรงกันผมจึงจะคงคำนี้เอาไว้นะครับ

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนเรื่องถ่ายทอดข้อมูล

ถ้าถามว่าการสื่อสาร คืออะไรเราจะได้คำตอบกลับมามากมายแต่โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารมักถูกมองว่าเป็นการถ่ายทอดข้อมูลจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือเกี่ยวกับการพูดส่วนใหญ่ ถึงเน้นสอนเทคนิคการถ่ายทอดข้อมูลแต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าก่อนจะไปให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดข้อมูลเราควรคำนึงถึงการพูดคุยที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหรือสบายใจเสียก่อน

คนที่บกพร่องด้านการสื่อสารมักรู้สึกว่าใช้ชีวิตอยู่ในสังคมลำบากแถมยังเสียงต่อความเครียดสิ่งที่จำเป็นกับคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เทคนิคการถ่ายทอดข้อมูลแต่เป็นการแก้ปัญหาการพูดเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น “สมมติวันนี้เป็นวันที่คุณเอฝ่ายขายมันกับคุณบีแผนกบัญชี” คุณจึงสามารถเอาเรื่องนี้ไปคุยกับคนที่ปกติไม่ค่อยได้คุยด้วยในลิฟได้อย่างออกรถคุณคิดว่าความสำคัญของการสื่อสารในกรณีนี้คือการถ่ายทอดข้อมูลหรือเปล่าครับ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ความสนุกและความผ่อนคลายที่ได้จากการพูดคุยต่างหากที่เป็นเป้าหมายหลักและผมอยากให้คนที่มีปัญหาการพูดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก่อน เป็นอันดับแรก

คนพูดไม่เก่งควรคิดว่าการพูดคุยกับคนอื่นได้แม้จะยังรู้สึกประมาหรือตะกุกตะกักอยู่บ้างก็ถือเป็นการพัฒนาตนเองที่ดีแล้วและถ้าสามารถพูดได้อย่างผ่อนคลายหรือสนุกสนานมากยิ่งขึ้นระหว่างที่คุยก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เราต้องรู้สึกดีกับการพูดคุยก่อนแล้วค่อยไปฝึกเรื่องที่ยากขึ้นอย่างการถ่ายทอด

จงคิดว่า”เราต่างก็เคยเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันมาก่อน”

เพื่อนผมซึ่งเป็นอาจารย์ของโรงเรียนฝึกสอนการเป็นนักเขียนเล่าให้ผมฟังว่า ในหลักสูตรมีการให้นักเรียนฝึกซ้อมการโทรศัพท์หาคนแปลกหน้า เพราะถ้าพวกเขาต้องไปสัมภาษณ์หรือไปเก็บข้อมูลสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการโทรศัพท์ไปหาแหล่งข้อมูลอันที่จริงนี่เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนอยากเป็นนักเขียนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้โรงเรียนกลับต้องสอนเรื่องพื้นฐานแบบนี้ให้แถมยังมีนักเรียนบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาตอนฝึกซ้อมด้วย

พอลองมาคิดดูผมก็พบว่าสังคมทุกวันนี้ต่างไปจากเมื่อก่อนมากคนรุ่นผมโตมาโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้สภาพแวดล้อมจึงบังคับให้ต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเช่นเวลาอยากคุยโทรศัพท์กับเด็กผู้หญิงที่ชอบเราก็ต้องโทรเข้าโทรศัพท์บ้านซึ่งคนที่มารับสายก็มักจะเป็นผู้ปกครองหรือว่าญาติพี่น้อง ทำให้ต้องพูดแนะนำตัวก่อนจะขอคุยกับคนที่ตั้งใจโทรหาต่างกับในสมัยนี้ที่แทบทุกคนก็พบโทรศัพท์มือถือเราเลยเคยชินกับการคุยแต่กับเพื่อนหรือคนรู้จักและเหินห่างจากการสนทนากับคนอื่น

จึงไม่แปลกที่คนอายุ 18 ถึง 19 ปีจะทำตัวไม่ถูกเวลาต้องคุยกับคนแปลกหน้า

เพื่อแก้ปัญหานี้ผมแนะนำให้คิดว่าเราต่างก็เคยเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันมาก่อนครับไม่มีใครในโลกนี้ที่เกิดมาแล้วเจอกับคนรู้จักเลยหรอกไม่ว่าจะพ่อแม่พี่น้องหรือแม้แต่ ฝาแฝดเอง ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็ต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันทั้งนั้นสิ่งที่สำคัญอยู่ที่การทำความรู้จักกันต่างหากถ้าคิดแบบนี้เราจะรู้สึกประหม่าน้อยลงไปเองครับ

เป้าหมายของการสื่อสาร

สถานที่ที่ทำให้อึดอัดที่สุดคือลิฟต์

ไม่ว่าใครก็คงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจที่จะพูดกันมาบ้าง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากถามว่าคุณคิดว่าสถานการณ์แบบไหนที่ทำให้การพูดคุยไม่ราบลื่นเอาเสียอะไรบ้างครับ

‘ไม่มีเรื่องที่สนใจตรงกัน ‘
‘เวลาที่ต้องพูดถึงเรื่องส่วนตัว’
‘ตอนที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่’

แล้วถ้าตีวงให้แคปลงอีกหน่อยสถานที่ที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดที่จะพูดที่สุดคือที่ไหนครับ

‘ที่ทำงาน’
‘ห้องที่มีแต่รุ่นพี่’
‘ในรถไฟเวลาที่ต้องนั่งกับเพื่อนร่วมงาน’
‘ในรถแท็กซี่’

คำตอบที่ส่งเข้ามามีหลากหลายเลยทีเดียวแต่โดยส่วนตัวแล้วสถานที่ที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากที่สุดคือในลิฟครับผมเชื่อว่าคนที่พูดไม่เก่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเห็นด้วยกันกับเรื่องนี้เพราะนอกลิฟท์จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในชีวิตประจำวันพื้นที่แคบๆของมันยังบังคับให้เราต้องใกล้ชิดกับคนอื่น หากเป็นคนแปลกหน้าหรือเพื่อนก็ยังไม่เท่าไหร่เพราะเรารู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรแต่ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักไม่สนิทกันมากมายเราจะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองควรพูดอะไรซักอย่างออกไปแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

‘เข้าใจความรู้สึกเลย’
‘จะว่าไปมันก็จริง’
‘อึดอัดกับบรรยากาศเงียบๆ ในลิฟท์มาก’

มีคนเห็นด้วยเยอะเลยนะครับผมเชื่อว่าหลายคนคงเลือกแก้ปัญหาด้วยการทำเป็นมองไม่เห็นก้มหน้าก้มตาเช็คเมลในโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็ถามอีกฝ่ายว่าจะไปชั้นไหนแล้วกดปุ่มให้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดหัวข้อสนทนา เมื่อก่อนผมถึงกลับยอมเดินขึ้นบันไดเพราะจะได้ไม่ต้องคุยกับคนอื่นเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม พอมาทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุผมก็ตั้งเป้าหมายจะต้องเอาชนะลิฟต์ให้ได้เพราะถ้าผมทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดในลิฟต์ผ่อนคลายลงได้ก็แปลว่าผมสามารถเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเองได้บ้างแล้ว และเมื่อลองทำดูผมก็พบว่าถ้าเราฝึกฝนจะมีเทคนิคการพูดคุยติดตัวในระดับหนึ่งลิฟต์ก็จะไม่ใช่สถานที่ที่น่าอึดอัดอีกต่อไป

เคล็ดลับสำคัญมีอยู่แค่ว่าเราต้องคิดว่าการสื่อสารเป็นเกมซึ่งมีกติกาเหมือนกับเกมอื่นๆเพราะฉะนั้นขอเพียงทำตามกฎและหมั่นฝึกฝนจนมีเทคนิคติดตัวเราก็จะไม่รู้สึกประหม่าเวลาต้องพูดแล้วล่ะครับ