สูตรเพิ่มพลังความสำเร็จ

เมื่ออาจารย์ที่เก่งกาจ เจอลูกศิษย์ที่จะรู้สึกชอบมากและหากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคุณไม่ได้เป็นเพียงพวกนักอ่านเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น

ประเมินได้เข้าคร่าวๆ ตอนนี้เลยว่าคุณคือผู้อ่านที่กำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งที่มีคุณสมบัติพื้นฐานในการประสบความสำเร็จได้แน่ๆ

ดังนั้นในตอนถัดไปนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเทคนิคอีกบางประการ ที่จะช่วยให้คุณสามารถนำการพูดคุยกับตัวเองไปใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จมากขึ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาผู้เขียนได้พบประกับบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการนำเทคนิคพูดคุยกับตัวเองไปใช้มากมายหลายท่านซึ่งส่วนใหญ่ก็คือบรรดาผู้อ่านประเภทแรกที่กล่าวถึงในตอนต้นนั้นเอง

เท่าที่สังเกตบุคลิกและตัวตนของผู้ประสบความสำเร็จเหล่านั้นดูผู้เขียนได้เห็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่พวกเขาต่างก็มีร่วมกันนั่นคือพวกเขามีความจริงจังกับชีวิตมากกว่าคนในระดับเฉลี่ยทั่วไปในสังคม

กล่าวคือพวกเขาจะลงมือทำในสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ทุกประการไม่ว่า สิ่งนั้นจะดูน่าอายหรือเป็นสิ่งที่อาจทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ขอเพียงสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มีแต่คุณสมบัติด้านบวกไปซะทุกอย่างบางคนก็ยังมีนิสัยคุยโวบ้างเล็กน้อยบางคนก็ยังมีอาการอ่อนปวกเปียกให้เห็นในขณะที่เราเรื่องราวความท้อแท้บางอย่างบางคนก็ยังมีความหงุดหงิดขับข้องใจอยู่บ้างตามประสาปุทุชนธรรมดาทั่วไป

อย่างไรก็ดีพวกเขาก็มีความทอมเนื้อทอมตัวมากพอที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จในแง่มุมที่น่ารักอายแง่มุมที่ละเอียดอ่อนรวมถึงแย่มุมที่ล้มเหลวจากความอ่อนประสบการณ์ของตัวเองจากการลองผิดลองถูก

จนกระทั่งผู้เขียนสามารถกลั่นกรองออกมาเป็นคุณสมบัติที่เด่นที่สุด ในสูตรประสบความสำเร็จของพวกเขาได้4 ประการกลายเป็นหลักที่เรียกว่า SELF ดังต่อไปนี้

S – ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง (Self- Honest)

หากจะมีสิ่งใดที่สำคัญกว่าการซื่อสัตย์ต่อคนอื่นแล้วก็พวกเขาถือว่าการซื่อสัตย์ต่อตัวเองสำคัญที่สุดเพราะเค้าจะดื่มดำความเศร้าเมื่อเกิดความล้มเหลว  พวกเขาอาจจะนอนร้องไห้เสียน้ำตาพี่ซ้ำเพียง แต่พวกเขาก็จะรีบตั้งหลักหรือลุกขึ้นยืนอีกครั้งให้ได้โดยเร็วที่สุดเช่นกัน

หาพวกเขาทำสิ่งใดสำเร็จตามเป้าหมาย พวกเขาก็จะไม่วางฟอร์มเฉยแต่จะให้รางวัลตัวเองเท่าที่ตามความเหมาะสมและยังอาจให้รางวัลกับคนรอบข้างที่ช่วยงานพวกเขาด้วย พวกเขาจะไม่เสแสร้งว่าตัวเองไม่ยินดีในความสำเร็จนั้นๆ

สรุปก็คือพวกเขาซื่อสัตย์ต่ออารมณ์และความคิดของตัวเอง โดยไม่หลีกหนีอารมณ์ใดใดทั้งนั้นทั้งในด้านลบและด้านบวก เพราะมันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว

After talk


จากการสังเกตของผู้เขียนมักจะมีคนอยู่ 3 ประเภท  ซึ่งใช้ชีวิตแตกต่างกันไปหลังจากที่อ่านตัวอย่าง ของบทความอันนี้จบ

1. คนที่ลงมือวางแผนเป้าหมายของตัวเองและนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับวิธีพูดคุยกับตัวเองใน บทความเรื่องนี้

คนประเภทนี้ยังอาจมีความลังเลสงสัยอยู่บ้าง  แต่ท้ายสุดแล้วพวกเขาก็คงทดลองทำดูอย่างจริงจัง  เพราะได้ประเมินแล้วว่าไม่มีอะไรต้องเสีย  พวกเขาจะพูดคุยกับตัวเองอย่างมีสติมากกว่าเดิมและทำทุกอย่างต่อเนื่องจนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและมีความสุขรวมถึงบรรลุเป้าหมายชีวิตง่ายขึ้น

2.คนที่ยอมรับและเชื่อว่า เทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนี้ใช้ผลได้จริงๆ แต่พวกเขาเองกลับลองทำบ้าง  ไม่ทำบ้าง  เรียกว่าครึ่งๆ กลางๆ นั่นเอง

บางคนก็ทำแล้วได้ผลดีในขณะที่บางคนยังไม่เห็นผลและใช้เทคนิคพูดคุยกับตัวเองเฉพาะในบางสถานการณ์เท่านั้นไม่ได้มีความต่อเนื่องหรือจริงจังเท่าที่ควรซึ่งก็จะได้ผลดีในระดับหนึ่ง

3. คนที่รู้สึกว่าการพูดคุยกับตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยไม่ลองทำแต่หวังว่าการอ่านอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

คนพวกนี้จะรู้สึกดีเป็นครั้งข่าวที่เห็นว่ามีเทคนิคในการช่วยแก้ปัญหาและช่วยให้บรรลุเป้าหมายแต่สักพักพวกเขาก็ยังจะใช้ชีวิตตามเดิมไม่ลงมือปฏิบัติและไม่ได้อะไรในระยะยาว

แน่นอนว่าไม่มีใครสร้างกรุงโรมหรือปิรามิดได้เสร็จภายในวันเดียวผู้เขียนไม่ได้คาดหวังว่าคุณจะต้องประสบความสำเร็จทันทีหลังจากอ่านบทความเรื่องนี้

…แต่อย่างน้อยการลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ก็ถือเป็นก้าวแรกและเป็นการแสดงความเคารพตัวเองอย่างหนึ่งซึ่งเป็นรากฐานของการประสบผลสำเร็จ

หากคุณผู้อ่านเข้าใจว่าตนเองเป็นหนึ่งในสองประเภทแรก หรือมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่ประเภทที่สามแน่ก็ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

จริงจังกับความฝัน

การพูดคุยกับตัวเองอย่างถูกวิธีเมื่อทำต่อเนื่องจนเคยชินเป็นนิสัยแล้วมันจะช่วยเปลี่ยนความเชื่อในระดับฐานรากและเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาลหรืออย่างน้อยก็จนกว่าจะจากโลกนี้ไป

ประโยคโด่งดังของเฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะเชื่อว่าคุณทำได้หรือไม่คุณก็เชื่อถูกแล้ว”

ในเมื่อเป็นเช่นนั้นทำไมคุณจึงยังไม่คิดจริงจัง…. ไม่วาดฝันหรือจินตนาการภาพความสำเร็จให้ยิ่งใหญ่สุดติ่งไปเลยทีเดียวเล่า?

นอกจากด้านการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพที่จะพัฒนาขึ้นแล้วจิตใจของคุณจะมีพลัง เป็นกุศล และเบิกบานกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีจุดหมายมั่นใจและวางใจในความสามารถของตนเองมีความเรียบง่ายแต่เป็นสุขอย่างลึกซึ้ง

หากจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตอีกก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นๆ มากกว่ายากที่จะตกต่ำลงอีกครั้ง

สิ่งที่ผู้เขียนจะแนะนำสรุปทิ้งท้ายก็คือวิธีการออกแบบบทสนทนากับตัวคุณเองเรียกว่าทำให้มันกลายเป็นบทสนทนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นส่วนตัวและเป็นไปเพื่อชีวิตที่ประสบความสำเร็จในแบบของคุณเองคนเดียว

เพราะทุกคนนั้นมีเส้นทางที่ต่างกัน!

สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจก็คือว่า การประสบความสำเร็จนั้นลอกเลียนแบบกันไม่ได้เสมอไปเพราะทุกคนต่างมีพรสวรรค์ไปคนละทาง และมีรูปแบบเงื่อนไขชีวิตที่เกิดมาแตกต่างกันทั้งทางพันธุกรรม  สภาพแวดล้อม  โชคชะตา  และอื่นๆอีกหลายปัจจัย

คุณไม่มีทางเป็นเหมือนใครและจะไม่มีใครเหมือนคุณด้วย  คุณอาจสำเร็จได้เหมือนคนในสายงานเดียวกับคุณแต่ยากที่จะสำเร็จด้วยสเต็ป ขั้นตอนเดียวกันหรือในระดับที่เท่าเทียมกัน

ดังนั้น คุณควรออกแบบลักษณะการพูดคุยกับตัวเองโดยใช้ภาษาและประเด็นที่ชัดเจน พูดคุยกับตัวเองเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะตัวและเพื่อก้าวไปสู่จุดหมายที่ตัวเองคิดไว้เท่านั้น

ตามธรรมชาติ ชีวิตคนเราถึงคุณจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ต้องมีสถานะการณ์อะไรบางอย่างมาบังคับให้ต้องเปลี่ยนอยู่แล้วไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของชีวิต

หากเกิดวิกฤติชีวิตอย่างโหดร้ายรุนแรงซึ่งส่งผลให้คุณต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเกิดขึ้นยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีถือซะว่าเป็นกรณีศึกษาของชีวิต

หากอายุมากขึ้นผ่านเลยวัยทองหรือวัยกลางคนไปแล้วโอกาสที่จะแก้ตัวหรือรับมือกับวิกฤตเหล่านั้นด้วยกำลังใจที่ดีก็ยิ่งจะลดน้อยถอยลง

ดังนั้น คุณจะปรับตัวหรือจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของคุณหลังจากอ่านบทความนี้จบแล้ว

ผลลัพธ์ปุ๊บปั๊บ เห็นชัดจริง

ผู้เขียนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางบวกเกิดขึ้นกับทั้งตัวเองและคนรอบข้าง รวมถึงผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพหลากหลายปัญหาส่วนตัวได้นำเทคนิคการพูดคุยในแบบต่างๆไปใช้แล้วต้องขอบอกว่า วิธีดังกล่าวจะ จะเป็นที่แพร่หลายด้วยคุณสมบัติของตัวมันเอง โดยไม่ต้องสงสัยเลย แล้วในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ผู้คนต่างก็ใช้เทคนิคนี้กันมาเป็นเรื่องปกติได้สักระยะแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งที่ได้ผลดี ก็คือเรื่องของการเพิ่มเงินเก็บและเพิ่มรายได้ให้กับชีวิตตนเอง ซึ่งวิธีการพูดคุยกับตัวเองสามารถช่วยเหลือได้มาก

อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก็คือ ‘ บุคคลที่นำวิธีการพูดคุยกับตัวเองไปใช้แล้วเกิดประโยชน์เป็นบุคคลที่แน่วแน่ในการพัฒนาตนเองมาเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องผลประโยชน์ได้ต่างๆเป็นเรื่องที่พวกเขาถือเป็นผลพลอยได้เท่านั้น’

….แต่ผลที่ได้จริงมักเกิน 100% อยู่เสมอ

ทั้งนี้เพราะผู้ที่นำเทคนิคพูดคุยกับตัวเองไปใช้มักจะมีความสนุกเพิร์ธเพลินและมีความเชื่อมั่นศรัทธาอยู่นึกว่าอย่างน้อยเมื่อสุดท้ายแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็แล้วแต่พวกเขาก็ไม่มีอะไรจะต้องสูญเสียเลย มีแต่ได้กับได้เท่านั้น

แม้กระทั่งเรื่องคอขาดบาดตายอย่างการหย่าร้างผู้เขียนเองก็เคยเห็นคู่สามีภรรยาที่พร้อมหน้ากันมาปรึกษาและได้รับเอาเทคนิคการพูดคุยกับตัวเองไปทดลองใช้เพื่อการปรับทัศนคติของตนเองและอีกฝ่าย

โจทย์หรือการบ้านที่ผู้เขียนให้ไป ก็เพียงแค่ว่า  ขอให้ทั้งคู่ไปพูดคุยกับตัวเองตามลักษณะที่ตนเองถนัด
ผู้เขียนขอให้พวกเขาคุยกับตัวเอง ในทำนองที่ว่าเพราะเหตุใดระยะหลังมานี้พวกเขาจึงรู้สึกเฉยชาต่ออีกฝ่าย?

ทำไม ตอนที่คบหาและแต่งงานกันแรกๆ พวกเขาถึงได้มีความเสน่หากันและกัน?

อะไร คือปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด หลังจากการแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว?

ผู้เขียนบอกให้พวกเขาตั้งคำถามและพูดคุยกับตัวเองคำถามต่างๆเรานั้นให้ทบทวนเวียนอยู่กับคำตอบของตัวเองโดยไม่ต้องคุยให้อีกฝ่ายรู้เลยตลอด2 สัปดาห์

                ปรากฏว่าเวลาผ่านไปเพียงสัปดาห์กว่ากว่าทั้งคู่ก็แจ้งให้ทราบว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นมากแล้วพวกเขารู้สึกโหยหากันและกันมองเห็นข้อดีของกันและกันมากขึ้น

ที่สำคัญพวกเขาพร้อมที่จะเป็นคู่ชีวิตกันต่อไปโดยเลิกคิดเรื่องการหย่าร้างไปโดยอัตโนมัติ

คุณผู้อ่าน พี่กำลังอ่านบทความนี้อยู่จึงถือเป็นบุคคลพิเศษที่ได้มีโอกาสรู้จักกับเทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนี้ก่อนคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย

…. และชีวิตของคุณ ก็จะประสบความสำเร็จ มีความก้าวหน้ามากกว่าคนส่วนใหญ่แน่นอน

สร้างความอาจหาญ ผ่านการคุยกับตัวเอง

นอกจากดราม่าระหว่างเพื่อนร่วมงานแล้วก็ยังมีดามาระหว่างเจ้านายและลูกน้องหัวแข็ง

หลายๆ คนอาจเคยมีประสบการณ์พบเห็นตัวเองประเภทที่ว่าบางทีเจ้านายก็ดันกลัวลูกน้อง แก้ไม่หาย ไม่รู้จะทำอย่างไรทั้งๆ ที่ลูกน้องคนดังกล่าวประพฤติตัวไม่เหมาะสม แต่เจ้านายกลับกลัวเขาหรือเธออาจก่อวิวาทปลุกระดมพนักงานให้ต่อต้านหัวหน้าหรือแอนตี้เจ้านาย

สุดท้ายหัวหน้า หรือเจ้านายจึงต้องยอมอ่อนข้อให้ลูกน้องคนดังกล่าวซึ่งเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในหลายๆ ออฟฟิศมากโดยเฉพาะในสังคมไทย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าหัวหน้างานที่ถูกลูกน้องผมหรือไม่กล้าตำหนิลูกน้องมักเป็นคนที่มีความกลัวในจิตใต้สำนึกกล่าวคือพวกเขากลัวที่จะใช้อำนาจกลัวว่าใช้อำนาจจัดการแบบเด็ดขาดแล้วอาจจะก่อให้เกิดการตอบโต้

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายก็รณีที่หัวหน้าทีมหรือผู้บริหารองค์กรควรที่จะนำเทคนิคการพูดคุยกับตัวเองไปแก้ปัญหาโดยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ตัวเองและปลุกพลังในตัวเองเพื่อที่จะกล้าคิดกล้าทำกล้าใช้อำนาจในทางที่เหมาะสมเพื่อตัวเองและส่วนรวมต่อไป

หากคุณเป็นพนักงานเงินเดือน

คุณก็สามารถใช้เทคนิคพูดคุยกับตัวเองนี้ในการเพิ่มความกระตือรือร้นในการทำงานให้กับตัวเองและเพิ่มความเชื่อมั่นในการลองเสนอไอเดียใหม่ใหม่แก่ผู้บังคับบัญชา รวมถึงเพิ่มความมั่นใจในการพรีเซนต์และโปรโมทตัวเองอย่างเหมาะสม
(อย่าเข้าใจผิดคิดว่าการเป็นพนักงานกินเงินเดือนจะเจริญก้าวหน้าได้ด้วยเพียงการขอขึ้นเงินเดือนหรือย้ายงานไปอยู่บริษัทใหม่แต่ขอให้พัฒนาความสามารถและทักษะภายนอกรวมถึงคุณสมบัติภายในของตัวเองก่อนเมื่อโอกาสมาถึงคุณจึงจะมีช่องทางในการเพิ่มเงินเดือนของตัวเองไม่ว่าจะจากนายจ้างเก่าหรือจากการทาบทามของบริษัทใหม่ก็ตาม

นอกจากนี้หากคุณต้องการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองในการออกจากงานไปเริ่มกิจการหรือธุรกิจส่วนตัวการพูดคุยกับตัวเองก็คือวิธีที่ดีที่สุด

สำคัญที่สุดคือ คุณต้องใช้เทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนี้ในการปรับทัศนคติของคุณเองให้ตระหนักในคุณค่าของตัวเองให้มากที่สุดเพื่อเป็นการดึงดูดโอกาสดีดีเข้าหาชีวิต

คุยดีเหตุผลเลิศทันที

การพูดคุยกับตัวเองอย่างถูกต้องนั้น นอกจากจะช่วยให้คุณมีชีวิตเจริญก้าวหน้า มั่งคั่ง พรั่งพร้อมด้วยความสำเร็จแล้ว ยังสามารถนำไปฝึก หรือปรับใช้กับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่คุณจำเป็นต้องเผชิญในชีวิตประจำวันได้ด้วย

ผลที่ได้ อาจจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากความเสียหาย หรือ ความเสียดายเสียใจที่เกิดขึ้น จากการตัดสินใจใดๆ เรียกว่า คุ้มค่าทุกนาที ที่คุย เลยละครับ

เรื่องเทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนี้ก็เช่นกัน หากคุณผู้อ่านยังจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือรู้สึกสับสนว่าควรจะเริ่มต้นใช้เทคนิคดังกล่าว ในการแก้ปัญหาใดในชีวิตก่อนกัน ก็ขอให้ดูว่าเรื่องไหนที่ต้องการแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน ส่วนเรื่องไหนที่ดีอยู่แล้ว ก็เอาไว้ทีหลัง

ขอเพียงให้ระลึกอยู่เสมอว่า เทคนิคการพูดคุยกับตัวเองสามารถใช้แก้ปัญหาได้ทุกประเภท โดยไม่มีขีดจำกัด ตัวอย่างเช่น การค้นหาเป้าหมายในชีวิต ฯลฯ

เคล็ดก่อนคุย

เคล็ดลับข้อที่ 1 หาความสัมพันธ์ที่เติมเต็ม

เวลาพูดคุยกับตัวเอง คุณจะเลือกพูดในลักษณะเพื่อนกับเพื่อน พ่อกับลูก แม่กับลูก หรือพี่กับน้อง ฯลฯ หรือในลักษณะใดๆ ก็ได้ เอาตามที่คุณรู้สึกว่าฟังแล้วตนเองเชื่อถือและเชื่อฟังมากที่สุด

ตัวอย่างเช่น หากคุณขาดพ่อขาดแม่ไปในวัยเด็ก คุณก็อาจจะพูดคุยโดยแทนตัวเองเป็นพ่อหรือแม่ของตัวเอง กำลังพูดคุยกับคุณอยู่อย่างเอ็นดู

หากคุณเป็นคนเพื่อนน้อย หรือไม่มีเพื่อน และอยากที่จะมีเพื่อนคู่หูบัดดี้ ก็ควรที่จะ ‘เล่นบท’ เป็นเพื่อนของตัวเองในการ

วิธีนี้จะช่วยให้รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองศักดิสิทธิ์และมีน้ำหนักมากขึ้น แถมยังเป็นการเยียวยาสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคนด้วย

เคล็ดลับที่ 2 พูดก่อนพูดหลังก็ได้

เวลาพูดคุยกับตัวเอง ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะเริ่มเป็นคนไหนก่อน เพราะสุดท้ายแล้ว คำพูดเหล่านั้นมันก็จะซึมลงจิตใต้สำนึกของคุณ และกลายมาเป็นคติพจน์ที่ใช้นำทางชีวิตคุณเอง

สิ่งสำคัญ คือ เวลาเริ่มคุย คุณควรจะคุยให้เหมือนกับเป็นคนนั้นจริงๆ เช่น เวลาที่พูดในฐานะพ่อหรือเพื่อนของตัวเอง ก็ให้น้ำเสียง (ไม่ว่าจะพูดแบบในใจหรือพูดแบบออกเสียง) ออกไปในทางคาแรกเตอร์ของคนๆ นั้น

เวลาพูดในส่วนของตัวเอง ก็พูดน้ำเสียงและคาแรกเตอร์ปกติของตัวเองไปเลย อย่าไปเกร็งเหมือนคุยกับคนแปลกหน้า แล้วคุณจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

เคล็ดลับข้อที่ 3 สอดแทรกคำคม

 การสอดแทรกคำคมในบทสนทนาเวลาพูดคุยกับตัวเอง ในทางปฏิบัติ ถือเป็นการยืนยันผ่านจิตใต้สำนึกว่า ‘คำตอบ’ หรือ ‘ทางออก’ ที่คุณได้มาจากการพูดคุยนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีแล้ว

วิธีการที่จะหาคำคมให้เข้ากับสถานการณ์ ก็แค่พยายามอ่านหรือฟังให้มากๆ โดยเฉพาะในเฟสบุ๊คหรือไลน์ของแต่ละคน ผู้เขียนเชื่อว่ามักจะมีคนเอาคำคมมาฝากกันอยู่เนืองๆ อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม บางทีการคุยกับตัวเองบ่อยๆ อาจทำให้คุณมีแนวคิดหรือคำคมที่คิดขึ้นมาเอง เป็นคติประจำใจของตัวเองที่เอาไปถ่ายทอดแก่ผู้อื่นในภายหลังด้วยก็ได้ เท่ห์เลยทีเดียวครับ

คุยง่ายสไตล์ตัวเอง

วิธีที่ดีที่สุด ในการที่คุณจะพูดคุยกับตัวเองได้อย่างไม่เคอะเขิน หรืออึดอัด ก็คือ การสมมุติตัวเองว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวคุณเอง

ใครๆ ก็อยากมีเพื่อนรู้ใจใช่ไหมละคะ?

อย่างไรก็ดี หลายๆคนคงยังไม่ลืมว่า มนุษย์เราทุกคนนั้น โดดเดี่ยวและตัวคนเดียวมาตั้งแต่เกิดแล้ว ตั้งแต่เริ่มลมหายใจแรกตอนออกจากท้องมารดา ไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายก่อนสิ้นใจ ไม่มีใครมาหายใจแทนเราเลยสักคน

ดังนั้น เพื่อน ที่ล้ำค่าและซื่อสัตย์มากที่สุด รวมถึงเพื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดของเรา ก็คือ

ตัวเราเอง ….

สิ่งที่ทำให้การพูดคุุยกับตัวเอง เป็นวิธีหรือเทคนิคที่ล้ำเลิศที่สุด ในการพพัฒนาตนเองนั้น คือ

ทำได้ง่าย ได้ผลดี และไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดแล้ว ยังสามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งการคุยเงียบๆ ในใจ คุยออกเสียง คุยแบบรับส่งบทบาท คุยผ่านเครื่องอัดเสียง คุยผ่านการเขียนจดหมายหรือบันทึก เป็นต้น

ขึ้นอยู่กับว่า ‘จริต’ ของคุณเป็นแบบไหนนั่นเอง

เราลองมาดูวิธีการต่างๆ ในการพูดคุยกับอาจารญ์คนนี้ดู แล้วคุณจะรู้ว่า อาจารย์คนนี้แหละ ที่คุยถูกคอกับคุณ และเข้าใจคุณมากที่สุด จนกระทั่งอีกหน่อย คุณอาจจะไม่อยากคุยกับ กูรู หน้าไหนอีกเลยก็ได้

  • คุยในใจ (Inner Talk)

เชื่อว่าผู้อ่านหลายคนสามารถพูดในใจได้ และอาจเคยพูดกับตัวเองในตลอดหลายยปีที่ผ่านมานี้ เพียงแต่ หลายๆ คนอาจจะหลงลืม หรือไม่ค่อยได้ใส่ใจคำพูดและวิธีการ รวมถึงเนื้อหาที่พูดในใจมากนัก เพราะมันเป็นความเคยชินไปแล้ว

ที่จริงหากคุณคิดจะเริ่มหัดคุยกับตัวเองแบบใหม่แล้ว และก็การเริ่มคุยในใจเงียบเงียบแบบนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียว เพราะนอกจากจะไม่ต้องรู้สึกขัดเขินแล้วยังสามารถออกแบบและปรับเปลี่ยนบทสนทนาให้เหมาะกับตัวเองได้ง่ายด้วยเรียกได้ว่าไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมาก ขอแค่ตั้งใจจดจ่อในการคุยให้เหมือนคุยกับคนอื่นแค่นั้นเอง

  • คุยออกเสียง (Loudly Talk)

ไม่ว่าคุณจะคุยกับตัวเองหรือคุยกับเพื่อนกับใครๆก็ตาม หากได้คุยกันแบบออกเสียงยิ่งดัง ยิ่งชัดถ้อย ชัดคำ ก็จะรู้สึกว่ายิ่งมีอรรถรสเพลิดเพลินใช่ไหมล่ะคะ

ข้อดีอย่างหนึ่งของการคุยแบบออกเสียงกับตัวเองก็คือคุณจะเห็นรูปแบบและลักษณะการพูดของตัวเองได้ง่ายขึ้นว่ากำลังเป็นไปในเชิงบวกหรือเชิงลบโดยในขณะเดียวกันก็จะทำให้รู้สึกว่าคุณมีความจริงใจกับตัวเองมากขึ้นด้วย

  • คุยออกรส (Acting Talk)

เมื่อคนเราหัดตั้งคำถาม หรือพูดคุยกับตัวเองด้วยจิตที่เป็นสมาธิและเป็นกลางในระดับหนึ่งแล้ว คำตอบที่เกิดขึ้นจากการพูดคุย หรือการตั้งคำถามกับตัวเองนั้นย่อมจะเป็นทางออกหรือทางเลือกที่ดีที่สุดในช่วงขณะนั้น

การพูดคุยหรือสนทนากับตัวเองแบบเป็นสนทนาไปเรื่อยเรื่อยนั้นฟังดูอาจเหมือนจะยุ่งยากซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วมันทำได้ง่ายและสบายกว่าการพูดคุยกับตัวเองแบบอื่นเสียอีกเพราะเราไม่จำเป็นต้องเร่งรัดหรือกดดันตัวเองในการป้อนความเชื่อใหม่ๆเข้าไปในตัวเอง

  • เขียนคุยกับตัวเอง (Writing Talk)

มีนักปรัชญา โบราณเคยกล่าวไว้ว่า ”อะไรที่ไม่ได้ถูกบันทึกออกมาถือว่าไม่ได้มีอยู่จริง”

การบันทึกความคิดเป้าหมาย หรือความฝันออกมาเป็นตัวอักษรนั้น มีพลังในการที่จะช่วยให้ถ้อยคำที่เขียนกลายเป็นความจริงได้มากกว่าคำพูดลอยๆ เสียอีก การพูดคุยกับตัวเองในลักษณะนี้ถือเป็นงานเต็มเวลา เป็นของโปรดของชอบสำหรับบรรดาผู้ที่รักการเขียนเลยทีเดียว หลายๆ คนที่ได้ลองเขียนบันทึกไดอารี่หรือบันทึกความในใจกับตัวเองมาแล้วคงจะเข้าใจดีว่าผู้เขียนหมายถึงอะไร

สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณต้องเขียนให้ตรงกับความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ต้องสนใจหรือกังวลว่าใครจะมาอ่านหรือไม่ ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ใช้วิธีพิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม Word หรือพิมพ์ลงในแอพพลิเคชั่นบนมือถือของเราเองก็ได้ เพราะสามารถเซฟเก็บไว้อ่านได้แถมล็อคไว้ไม่ให้ใครอ่านได้อีกด้วย

  • คุยผ่านเสียงบันทึก (Audio Talk)

ถ้าเป็นสมัยก่อนผู้เขียนคงไม่แนะนำวิธีนี้ แต่สมัยนี้โทรศัพท์มือถือเกือบทุกรุ่นสามารถอัดเสียงตัวเองเอาไว้ฟังได้ตลอดเวลา เรียกว่าใช้ง่ายสบายอารมณ์ไม่ต้องคอยกดเทปกรอไปกรอมาเหมือนเครื่องเล่นคาสเซ็ทในสมัยก่อน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดเป็นการส่วนตัวเพราะหลังจากที่ลองใช้โทรศัพท์มือถืออัดเสียงพูดคุยกับตัวเองดูแล้วก็รู้สึกเหมือนมีทั้งเพื่อนพี่ที่ปรึกษาส่วนตัวคอยติดตามเราไปทุกหนทุกแห่งจนทำให้เป้าหมายหลายหลายอย่างที่ตั้งใจไว้สำเร็จผลได้ง่ายได้อย่างเหลือเชื่อ

คุยหลายระดับ (5C)

เมื่อรู้ลำดับชีวิตทั้ง 5 ประการ นั่นคือ โปรแกรมความคิด ความเชื่อ มุมมองทัศนคติ พฤติกรรมหรือคาแรคเตอร์ อารมณ์ความรู้สึก  ซึ่งเป็นลำดับกระบวนการก่อกำเนิด หล่อหลอมขึ้นมาเป็นชีวิตหรือโชคชะตา ของชีวิตแล้ว

เราลองมาดูว่า โปรแกรมความคิดสามารถเกิดขึ้นและถูกแทนที่ให้ดีขึ้นหรือแย่ลงได้ จากการพูดคุยแบบใดบ้าง ด้วยจำแนกลำดับขั้นการพูดแยกย่อยออก ดังนี้

1.คุยซ้ำเติม (Compound)

การคุยกับตัวเองลักษณะนี้ มักเกิดขึ้นกับคนส่วนมากที่สุดในสังคมไทย กล่าวคือ เป็นการคุยแบบ “ซ้ำเติม” ตัวเองซึ่งมีแต่จะทำให้ชีวิตของเราแย่ลง หมดหนทาง สิ้นหวัง หรือแย่กว่านั้นคือ การพูดคุยลักษณะนี้ ทำให้เราเป็นคนหลอกตัวเอง และพอใจกับชีวิตแย่ๆ ที่เป็นอยู่ โดยไม่พยายามทำให้ตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2. คุยตัดพ้อ (Complain)

การพูดคุยกับตัวเองในระดับนี้ อาจจะน่ากลัวกว่าระดับต่ำสุดในแง่ที่ว่า เป็นการพูดคุยที่ “ดูเหมือนมีเหตุผล” กับตัวเองและคนรอบข้าง กล่าวคือ เป็นการพูดคุยที่คนเราเหมือนจะตระหนักในปัญหาของตนเอง และพร้อมแก้ไข แต่มักอ้างนั่นนี่อยู่เสมอ ซึ่งที่แท้จริงแล้วการกล่าวอ้างดังกล่าว ถึงแม้เหมือนจะมีเหตุผล แต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเท่าไรนัก

3.คุยยืนยัน (Confirm)

ยืนยันที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ยืนยันที่จะแก้ปัญหา ยืนยันที่จะไม่ปล่อยให้พฤติกรรมและนิสัยเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก การพูดคุยกับตัวเองในระดับนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นและสัญญาณที่ดี บนหนทางสู่การพัฒนาตนเองในทางบวก

4.คุยสร้างสรรค์ (Creative)

การที่คนๆ หนึ่ง เริ่มเห็นภาพตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างแจ่มชัดพอสมควร เรียกว่า มีเป้าหมายแน่นอน เชื่อมั่นเต็มเปี่ยม มั่นใจอย่างสุด ซึ่งว่า จะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการได้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาว่า จะเป็นความจริงในเร็ววันหรือไม่เท่านั้น

5.คุยขั้นเทพ (Co- Creator)

นี่ไม่ใช่การ ‘เล่นคำ’ สนุกๆ เท่านั้น แต่ผู้ที่สามารถพูดคุยกับตัวเองในระดับนี้อย่างเชี่ยวชาญ และเป็นไปตามธรรมชาติ มักจะเป็นผู้ที่มีระดับจิตใจเหนือคนในระดับเฉลี่ยทั่วไป เขาหรือเธอคนนั้น มักจะคุยกับตัวเองแล้วเหมือนกำลังคุยกับพระเจ้าที่อยู่ภายใน

ที่จริงแล้ว ธรรมชาติคนเรา เมื่อประสบความสำเร็จและพึงพอใจชีวิตทางโลกแล้ว มักจะมีเหตุการณ์นำพามาให้เข้าถึงเส้นทางที่ สูงกว่า ได้เอง ดังที่พระป่าครูบาอาจารย์หลายๆ องค์ ท่านก็แนะนำ

 

5 ลำดับชีวิตกับระดับการคุย

คำนิยาม เดียวของคำว่า ‘ชีวิต’ มันเท่ากับ ผลรวมของประสบการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายนั่นเอง

ประสบการณ์ในชีวิตเราล่ะ เกิดจากอะไร?

นักจิตวิทยาท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า…..

“ประสบการณ์หรือชะตาชีวิตของคนเรา โดยรวมแล้วเกิดจากลักษณะนิสัยพื้นเพของคนๆ นั้นเอง”

ว่าแต่…ถ้าจะไล่ถามไปเรื่อยๆ

นิสัย (หรือภาษาพื้นเพชาวบ้านเรียกว่า ‘สันดาน’) ของคนๆหนึ่งละ เกิดจากอะไร?

ลำดับง่ายๆ ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ชีวิต’

นักจิตวิทยาสมัยใหม่ ได้ค้นพบแล้วว่า ลักษณะนิสัยของคนๆหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมของเขาหรือเธอ ที่ทำซ้ำๆเดิมๆมาตั้งแต่เกิดจนปัจจุบันกล่าวคือเราทำอะไรจนเคยชินและก่อเกิดเป็นพฤติกรรมเฉพาะตัว นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นนิสัยของเรา ทั้งในแง่บวกและลบ

การกระทำ ที่เป็นความเคยชินของเรา ทั้งเวลาที่เราเป็นผู้กระทำและทางในฐานะผู้ตอบสนองต่อการกระทำ ของคนอื่นก็เกิดจากอารมณ์ ความรู้สึก ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หรือในช่วงเวลาปัจจุบัน

อารมณ์ความรู้สึก พื้นฐานของคนๆหนึ่งทั้งทางบวกและลบเป็นพลังงานชนิดหนึ่งมีตัวแปลหลายเหตุปัจจัยมาจาก มุมมอง/ทัศนคติ ต่อชีวิตและสังคมโดยรวม

ทัศนคติ ต่อชีวิตและสังคมของเรา ก็เกิดจาก ความเชื่อ ในส่วนลึกหรือความเชื่อที่อยู่ในจิตใต้สำนึกเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่เราเชื่อโดยไม่รู้ตัว (ต่อให้รู้ตัวเราก็อ่านนึกไม่ออกว่าความเชื่อเหล่านั้นมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไรหรือด้วยเหตุใด)

ลำดับสุดท้ายคือ ความเชื่อ ที่เรามีก็เกิดขึ้นจากโปรแกรมที่ถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ด้วยภาษาพูดโดยสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆที่ทับถมเข้าสู่จิตใต้สำนึกมาตั้งแต่เกิดนั่นเอง

ทั้งหมดนั้นคือลำดับของชีวิตทั้ง 5 ประการซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมความคิดต่างๆกลายเป็นความจริงหรือชีวิตของเราได้อย่างไร

 

ทะลวงกำแพงจิต

ถึงบทนี้แล้วคุณจะเห็นได้ว่า ต่อให้มีทฤษฎีที่เลิศขนาดไหน ในการพยายามนำมาใช้พัฒนาตนเอง แต่ตราบใดที่คุณยังไม่หยุดที่จะป้อนข้อมูลผิดๆ ให้กับจิตใต้สำนึกตนเอง หรือยังไม่เลิกที่จะคุยกับตัวเองในทางลบสักทีล่ะก็ แนวคิดใหม่ๆ ที่คุณได้อ่านหรือเรียนรู้ในปัจจุบัน ก็จะไม่มีวันเข้ามาเป็น ‘ความจริง’ ส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณได้เลย

ตัวอย่างโปรแกรมในทางลบ ที่อาจกำลังฝังอยู่ในหัวคุณโดยไม่รู้ตัว มีดังต่อไปนี้: 

“พยายามไปก็แค่นั้น ชีวิตชั้นก็ยังวนเวียนอยู่ที่เดิมทุกที”

“กะแล้ว…. ว่าต้องล้มเหลวอีกตามเคย”

“ใครจะประสบความสำเร็จก็ปล่อยเค้าไปเหอะ” เราเกิดมาชีวิตมีเพื่อชดใช้กรรม

“เกิดมาจน ไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นเค้า เราต้องทำใจ”

“ซวยตลอดนั่นแหละเรา อย่าไปแข่งวาสนาอะไรกับคนอื่นเลย”

“ต้องมีปาฏิหารย์เท่านั้น เราถึงจะได้ลืมตาอ้าปากกับคนอื่นเค้าบ้าง”

ที่จริงแล้ว เธอไม่เคยสมัครงานได้เลยในชีวิต ตอนที่เธอได้งานช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ นั่นก็เพราะว่าบริษัทที่จ้างเธอ เจ้าของบริษัทเป็นญาติห่างๆ ของคุณพ่อเธอเอง แต่จากนั้นไม่นาน บริษัทดังกล่าว ก็ต้องปิดตัวลงด้วยพิษเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนยังค้างคาใจในประเด็นบางอย่าง จึงได้โทรไปหาเธอในอีก 2 วันถัดมา แค่เพราะอยากรู้สาเหตว่า ทำไมเธอจึงยังไม่ได้งานสักที?

ผู้เขียนขอให้เธอส่งเรซูเม่ที่เธอใช้ในการสมัครงานแต่ละครั้งมาให้ดูหน่อย ปรากฏว่า เรซูเม่ของเธอ แทบจะไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ทั้งการจัดหน้า การจัดวางข้อความ รวมถึงการความครบถ้วนของข้อมูลก็ไม่ดีเท่าที่ควร แถมทักษะบางอย่างที่เธอมี เช่น พิมพ์ดีดคล่องและเร็วมาก เธอก็ไม่ได้ระบุลงไป เหมือนกันเขียนไปลวกๆ อย่างนั้นเอง

ที่สำคัญ ผู้เขียนได้ทดสอบยิงคำถามเธอ ให้เหมือนกับเวลาที่เธอไปสัมภาษณ์งานจริง ปรากฏว่า คำตอบของเธอ ทำให้ได้ข้อสรุปเรื่องการที่เธอได้ได้งานสักทีว่า…..

 

          ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอาดความมั่นใจในตัวเองรุนแรง ซึ่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกของเธอที่ดูมาดมั่น และโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวแรงมาก