โบกมือลาตัวเองคนนเก่าที่ไม่กล้าพูด

กลัวการเจอคนแปลกหน้า

หัวข้อที่ผมจะพูดในที่นี้คือ “ โบกมือลาตัวเองคนเก่าที่ไม่กล้าพูด” ครับ เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มต้นที่ประเด็นนี้กันก่อนเลย ไม่ทราบว่าเวลาที่เจอคนแปลกหน้าคุณรู้สึกตื่นเต้นดีใจหรือประหม่าครับ มีความเห็นส่งเข้ามาเยอะเลย

‘ไม่ชอบเลย’
‘กลัวมาก ‘
‘ประหม่าสุดสุดเวลาต้องอยู่กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก’
‘ไม่เชิงว่าไม่ชอบเรียกว่าไม่ถนัดจะดีกว่า’

มีหลากหลายความเห็นเลยนะครับแต่โดยรวมแล้วก็คล้ายๆ กัน นั่นคือ คนที่พูดไม่เก่งมากรู้สึกอึดอัดเวลาที่ต้องอยู่กับคนแปลกหน้าผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นแบบนี้น่าจะมาจากการคิดในแง่ลบเช่นกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรผิดพลาดกลัวว่าจะรบกวนคนอื่นบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกผิดที่ทำให้คนอื่นต้องมาเสียเวลากับตัวเองผมก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

แต่คนพูดไม่เก่งอย่างผมกลับจับพลัดจับผลูมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเสียอย่างนั้น ลองคิดดูสิครับแต่ละวันผมต้องเจอกับผู้คนมากมายแถมยังต้องคุยกับคนแปลกหน้าเกือบจะตลอดอีกต่างหาก

‘ไม่ไหวแน่ๆ’

ผมเคยคิดแบบนั้นครับส่วนที่ถามเข้ามาว่าที่ทำได้เพราะรู้สึกชินกับงานไปแล้วหรือเปล่า คำตอบคือมันก็มีส่วนอยู่บ้างเพราะความเคยชินช่วยให้ผมประหม่าน้อยลงสมัยที่ยังไม่ชินถ้าไม่ได้วางแผนไว้ก่อนว่าจะพูดอะไรบ้างผมจะไม่กล้าออกไปเจอผู้ร่วมรายการเลยทีเดียวส่วนตัวแล้วผมมองว่าสาเหตุของปัญหาสามารถสรุปสั้นสั้นได้ว่าเกิดจากความบกพร่องด้านการสื่อสารครับ

ผมคิดหาวิธีแก้ไขความบกพร่องนี้มาตลอด 20 ปีและตอนนี้ก็เชื่อว่าตัวเองรู้คำตอบแล้วถึงได้ตัดสินใจมาจัดรายการนี้

‘แต่คุณโยชิดะดูพูดเก่งออก’

มีคนบอกผมแบบนั้นไปบ่อยครับอย่างไรก็ตามความบกพร่องด้านการสื่อสารของผมก็ยังไม่ได้หายไปเสียทีเดียวแค่มีเคล็ดลับส่วนตัวที่ช่วยให้พูดได้อย่างลื่นไหลจนไม่ต้องมานั่งกังวลกับการพูดอีก ซึ่งผมจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดในบทต่อไป

ความบกพร่องด้านการสื่อสาร ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ปัญหาหรือแก้ไขใดใดโชคหรือปาฏิหาริย์แต่เกิดจากการค่อยค่อยปรับปรุงแก้ไขไปทีละคันและฝึกปฏิบัติซ้ำๆจนติดตัวเป็นนิสัย คนพูดไม่เก่งส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับความบกพร่องนี้ได้แหมจะเป็นอุปสรรคต่อชีวิตประจำวันอยู่บ้างแต่สำหรับผมซึ่งทำงานเป็นนักจัดรายการวิทยุแล้วถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะอดตายได้เลยทีเดียว ผมเริ่มแก้ไขความบกพร่องด้านการสื่อสารด้วยการหาหนังสือเกี่ยวกับการพูดมาอ่านและคนพบว่าหนังสือเกี่ยวกับการพูดและวิธีลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ไม่เคยขาดหายไปจากร้านหนังสือ นี่แสดงให้เห็นว่าคนจำนวนมากกลุ้มใจกับเรื่องความอ้วนและความบกพร่องด้านการสื่อสารนั่นเอง

หนังสือที่เกี่ยวกับการพูดมีวางขายอยู่มากมายแต่ผมกลับไม่ค่อยเจอหนังสือที่ตอบโจทย์ตัวเองซักเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่วิธีการถ่ายทอดความรู้สึกหรือแสดงความคิดเห็นไม่ก็เป็นหนังสือที่เน้นประโยชน์ของการพูดเช่น ถ้าพูดเก่งขึ้นเราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือช่วยให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างไรแต่ผมว่าหนังสือพวกนี้ไม่เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกในการแก้ปัญหาการพูดสักเท่าไหร่ เพราะสำหรับคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารสิ่งแรกที่ควรใส่ใจก็คือ”การพูด”ไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้จากการพูด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *