คนยุคใหม่ ใส่ใจตัวเอง

เชื่อมั้ยคะว่าทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ในยุคดิจิตอลโดยเฉพาะคนไทย หลาย ล้านคนก็พูดกับตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหรือเรียกได้ว่าเฉลี่ยประมาณวันละสามเวลาอยู่แล้วโดยที่พวกเขาหรือคุณเองแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำเช่นนั้นอยู่

การโพสต์ข้อความบนที่สาธารณะของแอพพลิเคชั่นอย่าง Facebook, Twitter, LINE หรือแม้กระทั่งการโพสต์รูปการเขียนคอมเม้นต์การกดไลท์การแชร์การประณามการบ่นผัดแอพพลิเคชั่นต่างๆเหล่านั้นที่ทำกันทั่วๆทุกๆชั่วโมงจนเคยชิน…

ล้วนแล้วแต่เป็นช่องทางที่พวกเขาหรือคุณสึกออกมาบอกตัวเองอยู่เนืองๆ เป็นการป้อนโปรแกรมความเชื่อบ้างหรือทัศนคติยังเข้าไปตลอดเวลา

ตัวอย่างเช่น บางคนที่ขึ้นสถานะว่า”เหนื่อยจังเลยเมื่อไหร่จะรวยนะ” หรือ”ถูกหวยกินอีกแล้ววันนี้” หรือเหงามากๆอยากมีคู่เหมือนคนอื่นเค้าบ้างเหล่านี้เป็นต้น

คิดดูสิคะว่าข้อความเหล่านี้ที่โพสต์ลงไปในแต่ละครั้งมันเป็นการสงสาส์นแบบไหนเข้าสู่สมองหรือจิตของคุณเอง

แน่นอนคะว่าสาส์นส่วนใหญ่เหล่านั้นมักเป็นไปในทางลบถึงแม้ใครใครหรือกระทั่งตัวคุณเองจะมองว่าเป็นการโพสต์ขำๆหรือโพสต์เพื่อเสียดสีประชดตัวเองก็ตาม

ที่สำคัญบางคนอาจรู้สึกว่าการโพสต่างๆเป็นการโพสต์ให้คนอื่นรับทราบหรือฟังแต่หารู้ไม่ว่าผู้ที่รับสาส์นเหล่านั้นมากที่สุดคือตนเอง

แม้กระทั่งการโพสต์ในลักษณะด่าหรือเหน็บแนมผู้อื่นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทัศนคติเรานั้นมากที่สุดกลับเป็นตัวคนที่โพสต์เองนั่นแหละเพราะบางครั้งก็ไม่มีใครสนใจหรือเข้าใจในสิ่งที่คุณโพสต์เป็นนัยๆ และคนที่เราต้องการให้อ่านก็ไม่ได้อ่ะ

สาเหตุที่ทาง Facebook เอาปุ่มไม่ ชอบหรือ dislikeออกไปจากที่เคยมีในตอนแรกนั้นเป็นเพราะผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นหรือโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คดังกล่าวเห็นว่าอารมณ์ด้านลบหากเผยแพร่หรือส่งต่อกันไปแล้วจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือดราม่าขึ้นได้ง่ายขึ้น

หากแต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่วายที่จะสร้างรามาให้กับตัวเองด้วยการโพสต์ข้อความหรือความเห็นในเชิงลบกับตัวเองรวมถึงผู้อื่นซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางความคิดหรือความเห็นแต่อย่างไรก็ตามการโพสต์ในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ก็ยังมีให้เห็นอยู่มาก

ที่สำคัญอย่างที่บอกแหละว่าการโพสต์ข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่ว่าจะในทางลบหรือบวกโปรแกรมหรืออารมณ์ความรู้สึกรวมถึงทัศนคติที่เกิดขึ้นพร้อมกับข้อความดังกล่าวจะฝังอยู่ในหัวและส่งผลต่อตัวคนที่โพสต์เองมากกว่าที่จะส่งผลต่อคนอื่น

ทั้งนี้เพราะนั่นคือการคุยกับตัวเองในรูปแบบหนึ่งเช่นกันแถมยังเป็นการเขียนออกมาเป็นตัวอักษรซึ่งเป็นเสมือนการยืนยันในความคิดนั้นๆ ดังนั้นนับจากนี้ต่อไปก่อนที่จะโพสต์ข้อความหรือรูปภาพที่สื่อความคิดความรู้สึกใดใดของตัวเองลองสังเกตุดูสักนิดว่าเบื้องลึกในจิตใจแล้วเรากำลังเชื่อเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

ความเชื่อหรือทัศนคติดังกล่าวส่งผลเอื้ออำนวยต่อชีวิตเราในปัจจุบันหรือไม่?

ถ้าไม่ใช่ก็หยุดหรือฉุกคิดสักนิดก่อนจะโพสต์ก่อนที่จะถลำลึก หรือเคยชินกับการป้อนโปรแกรมเข้าสู่สมองของตัวเองในทางลบไปเสีย

ถ้าใช่และรู้สึกว่านี่แหละคือตัวตนในด้านบวกของเราหรือรู้สึกว่ามันเป็นข้อความที่ส่งเสริมกำลังใจของคุณได้ก็โพสต์ให้โลดเลยค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *