ทะลวงกำแพงจิต

ถึงบทนี้แล้วคุณจะเห็นได้ว่า ต่อให้มีทฤษฎีที่เลิศขนาดไหน ในการพยายามนำมาใช้พัฒนาตนเอง แต่ตราบใดที่คุณยังไม่หยุดที่จะป้อนข้อมูลผิดๆ ให้กับจิตใต้สำนึกตนเอง หรือยังไม่เลิกที่จะคุยกับตัวเองในทางลบสักทีล่ะก็ แนวคิดใหม่ๆ ที่คุณได้อ่านหรือเรียนรู้ในปัจจุบัน ก็จะไม่มีวันเข้ามาเป็น ‘ความจริง’ ส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณได้เลย

ตัวอย่างโปรแกรมในทางลบ ที่อาจกำลังฝังอยู่ในหัวคุณโดยไม่รู้ตัว มีดังต่อไปนี้: 

“พยายามไปก็แค่นั้น ชีวิตชั้นก็ยังวนเวียนอยู่ที่เดิมทุกที”

“กะแล้ว…. ว่าต้องล้มเหลวอีกตามเคย”

“ใครจะประสบความสำเร็จก็ปล่อยเค้าไปเหอะ” เราเกิดมาชีวิตมีเพื่อชดใช้กรรม

“เกิดมาจน ไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นเค้า เราต้องทำใจ”

“ซวยตลอดนั่นแหละเรา อย่าไปแข่งวาสนาอะไรกับคนอื่นเลย”

“ต้องมีปาฏิหารย์เท่านั้น เราถึงจะได้ลืมตาอ้าปากกับคนอื่นเค้าบ้าง”

ที่จริงแล้ว เธอไม่เคยสมัครงานได้เลยในชีวิต ตอนที่เธอได้งานช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ นั่นก็เพราะว่าบริษัทที่จ้างเธอ เจ้าของบริษัทเป็นญาติห่างๆ ของคุณพ่อเธอเอง แต่จากนั้นไม่นาน บริษัทดังกล่าว ก็ต้องปิดตัวลงด้วยพิษเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนยังค้างคาใจในประเด็นบางอย่าง จึงได้โทรไปหาเธอในอีก 2 วันถัดมา แค่เพราะอยากรู้สาเหตว่า ทำไมเธอจึงยังไม่ได้งานสักที?

ผู้เขียนขอให้เธอส่งเรซูเม่ที่เธอใช้ในการสมัครงานแต่ละครั้งมาให้ดูหน่อย ปรากฏว่า เรซูเม่ของเธอ แทบจะไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ทั้งการจัดหน้า การจัดวางข้อความ รวมถึงการความครบถ้วนของข้อมูลก็ไม่ดีเท่าที่ควร แถมทักษะบางอย่างที่เธอมี เช่น พิมพ์ดีดคล่องและเร็วมาก เธอก็ไม่ได้ระบุลงไป เหมือนกันเขียนไปลวกๆ อย่างนั้นเอง

ที่สำคัญ ผู้เขียนได้ทดสอบยิงคำถามเธอ ให้เหมือนกับเวลาที่เธอไปสัมภาษณ์งานจริง ปรากฏว่า คำตอบของเธอ ทำให้ได้ข้อสรุปเรื่องการที่เธอได้ได้งานสักทีว่า…..

 

          ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอาดความมั่นใจในตัวเองรุนแรง ซึ่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกของเธอที่ดูมาดมั่น และโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวแรงมาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *