รากเง่าของปัญหา อยู่ใกล้ตัวนี่เอง!

สมองคนเรานั้นก็คือคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ก็เป็นเหมือนความรักที่ออกแบบมาจากสมองนั่นเอง เพียงแต่ว่าสมองนั้น ทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนโลกนี้รวมกันเสียอีก หากเทียบขนาดต่อขนาด ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการประมวลผล การตอบสนอง และความสลับซับซ้อน รวมถึงหน่วยความจำระยะสั่นและยาว

ในสมองคนเราแต่ละคน ประกอบด้วยเครือข่ายเชื่อมโยงการทำงานมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเส้นประสาท และระบบหลั่งสารเคมี รวมถึงคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนับพันล้านครั้งในแต่ละชั่วขณะ เพื่อที่จะสั่งการให้เกิดเป็นความคิด คำพูด และการเคลื่อนไหวลงมือทำออกมา

หน้าจอคอมพิวเตอร์ จึงเป็นด่านหน้า ที่เปรียบเสมือนการถ่ายทอด “โปรแกรม” ที่อยู่ภายในสมองออกมา เป็นการกระทำและประสบการณ์ต่างๆ

ซอฟแวร์ ก็เปรียบเสมือนวิชาความรู้แต่ละอย่างที่เราป้อนให้สมอง ทั้งจากการเรียนรู้ และจากประสบการร์ชีวิตที่สั่งสมยาวนานตลอดชีวิต

ส่วน ‘คีย์บอร์ด’ ก็ถือเป็นอุปกรณ์ในการที่นักคอมพิวเตอร์จะสามารถใช้คีย์คำสั่ง เพื่อปรับแต่งแก้ไขซ่อมแซมไฟล์ที่ไม่พึงประสงค์

 

ส่วนผสมที่ขาดหาย

โดยทั่วไปแล้ว หลักการเพื่อพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองต่างๆ ที่เราเห็นในท้องตลาดนั้น มักขาดส่วนประกอบสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความยั่งยืน

ต่อให้เป็นหลักการที่เจ๋งหรือล้ำเลิศสุดยอดแค่ไหนแต่ส่วนใหญ่มักจะให้ผลลัพธ์หรือทำให้คุณรู้สึกดีเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ก่อนที่คุณจะหันแหไปสนใจอย่างอื่นแทน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีหนังสือ ฮาวทูเล่มไหนที่กระโดดลงมาจากชั้นวางหนังสือแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของคุณทุกเช้าเพื่อสะกิดเรียกคุณและบอกคุณว่าวันนี้เรามาพัฒนาตนเองกันต่ออีกสักวันนะเพื่อน

นอกจากนี้ไม่ว่าจะมีคนรักและหวังดีกับคุณแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครในชีวิตคุณอยู่ดีที่จะมาคอยกระตุ้นให้คุณคอยพัฒนาตัวเองไปได้ตลอดรอดฝั่ง มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ต้องพึ่งพาตัวเองไปเรื่อยๆ บนหนทางนี้ซึ่งนี่ก็นำพาไปสู่อีกหนึ่งส่วนผสมที่ขาดหายในข้อต่อไปด้วยนั่นคือ …..

2. แรงจูงใจ

เพราะอะไรการเข้าร่วมสัมมนาเพื่อสร้างแรงจูงใจที่มีคนถือไมค์ไฟส่องหน้า เดินขึ้นมาบนเวทีและพูดปลุกใจต่างๆ นานาเพื่อกระตุ้นให้คุณฮึกเหิมนั้นถึงไม่ค่อยจะได้ผลสักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะว่าหลักการพัฒนาตัวเองที่ดีและสมบูรณ์นอกจากจะต้องเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาให้กับคุณได้แล้ว ขณะเดียวกันยังควรที่จะใช้เป็นหลักการในการผลักดันตัวคุณไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้ด้วยตัวเอง

3.กระบวนการที่แจ่มชัด

หลักการและแนวคิดเพื่อการพัฒนาตนเองบางอย่างอาจได้รับความนิยมมากในช่วงเริ่มต้นเปิดตัว แต่ในเมื่อขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือผู้สอนตามกันมาก็มักทำให้คนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือประสบความสำเร็จรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองกับพฤติกรรมของมนุษย์เรารวมถึงมีความคลุมเครือในแง่ของวิธีการนำไปใช้แบบคำต่อคำ

โค้ชส่วนมากมักจะสอนหรืออบรมคุณแบบ ‘เหมารวม’ ต่อให้อบรมแบบตามลำพังไม่ใช่แบบกลุ่มคำสอนของพวกเขาก็ยังไม่ค่อยเข้ากับบริบทของชีวิตคุณอยู่ดี

            ทั้งนี้วิธีการง่ายง่ายและได้ผลมากที่สุดแบบไม่ต้องเสียสตางค์อันเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยอุดรอยรั่วหรือช่องโหว่ของการพัฒนาตนเองทั้งสามข้อที่กล่าวมาก็คือคุยกับตัวเองไงคะ

ปัญหาของการคิดบวก

หากไปถามคนตามท้องถนนว่า…. “คุณเชื่อเรื่องการคิดบวกหรือไม่ ? ” คนส่วนใหญ่จะตอบว่า “เชื่อสิ”

นอกจากนี้ ยังมีคนอีกมากมาย ที่ไม่ต้องรอให้ใครมาถาม ก็พร้อมที่จะประกาศบอกกับใครๆว่า ตนเองนั้น เป็นคนชอบที่จะคิดบวกมากกว่าคิดลบ

คำๆ หนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดีในหมู่นักอ่านหนังสือ How-to ก็คือคำว่า “พลังแห่งการคิดบวก” ซึ่งเรามักได้เห็นตามหน้าหนังสืออยู่บ่อยๆ

ปัญหาคือ แม้กระทั่งคนที่บอกว่าตัวเองชอบคิดบวก ก็ยังเผลอคิดลบอยู่บ่อยๆ ถึงแม้อีกหลายๆ คนจะสามารถคิดบวกได้นานกว่าก็ตาม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น!?

นั่นก็เพราะว่าคนที่คิดบวกได่อย่างยาวนานและเป็นธรรมชาตินั้น เขาโชคดีที่ได้ติดตัวมาจากประสบการณ์ชีวิตที่ดีตั้งแต่เกิด และมีพื้นฐานทางจิตวิญญาณที่เป็นไปในทางบวก(ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของกรรมกำเนิดด้วย) พวกเขาจึงคิดบวกได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องพยายามมากนัก

แต่นั่นก็เป็นเพียงคนส่วนน้อยมากๆ ที่จะเกิดมาเช่นนั้นในสังคมปัจจุบัน

ข้อเท็จจริงก็คือว่า คนส่วนใหญ่กว่า 90% ซึ่งเป็นปถุชน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด มักจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีติดตัวมาในชีวิต อันเป็นประสบการณ์ส่วนใหญ่ ซึ่งถูกฝังอยู่ในความทรงจำลึกลงไปถึงระดับเซลล์ ไม่สามารถสลัดทิ้งไปได้จริงๆ

ถึงแม้บางคนจะพยายามทำเป็นตีมึน เพื่อลืมประสบการณ์แย่ๆ เหล่านั้นไปก็ตาม แต่ความทรงจำก็ยังคงถูกฝังอยู่ในจิตใจส่วนลึกโดยไม่รู้ตัว

 

ชีวิต….ไร้ขีดจำกัด

ผู้อ่านลองจินตนาการถึง ภาพชีวิตที่ไร้อุปสรรคและบรรลุผลสำเร็จได้ทุกอย่างตามตั้งใจ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและมีชีวิตชีวา อยากตื่นเช้ามาในทุกๆวัน ทำตามความฝันทีละเรื่อง เช่น ซื้อบ้านเดี่ยว ซื้อรถสปอร์ต ทำศัลยกรรม หาแฟนตามสเป็ค มีลูกเพิ่มอีกหลายๆ คน ฯลฯ

             ลองดูสิครับว่า หากมีอิสระทางการเงินรองรับชีวิตแบบนั้นได้จริงๆ คุณจะรู้สึกอย่างไร?

แน่นอนว่า ทุกคนต้องรู้สึกยอดเยี่ยมเหมือนขึ้นสวรรค์ (มีได้ทุกอย่างสารพัดนึก) เลยทีเดียว เรียกว่า นี่แหละ ‘สวรรค์ในอก’ ไม่มีอะไรจะสุขและมหัศจรรย์ไปกว่านี้อีกแล้ว!

อย่างไรก็ตามหากมีคนตั้งคำถาม หรือสมมุติขึ้นมาลอยๆ แบบนี้ บางคนก็อาจรู้สึกว่าความปรารถนาหรือความฝันดังกล่าว มันออกจะเป็นฝันกลางวันที่เลื่อนลอยไปหน่อย หรือไม่ก็คงเกิดขึ้นได้แต่ในนิยายและละครหลังข่าวเท่านั้น

นอกจากคำพูดหรือความเชื่อทางลบของตัวเองแล้ว ยังมีคำพูดแลทัศนคติทางลบของคนรอบข้างคอยสมทบ (หรือจะเรียกว่า ‘สับทับ’ ก็ไม่ผิด) ซ้ำเติมเราให้ท้อแท้เข้าไปอีก

ในหัวของคนเหล่านั้น มักจะมีแต่คำว่า “ไม่ได้”, “ไม่มีทาง”, “เสียเวลาเปล่า” ฯลฯ หรือคำใดใดก็ตามที่บั่นทอนจิตใจ ตัดพ้อน้อยใจกับชะตาชีวิต ไม่เพียงแต่ชีวิตของตัวพวกเขาเอง แต่ยังรวมไปถึงชีวิตของคนรอบข้างและคนที่ฝากความหวังไว้กับพวกเขาด้วย

ดังนั้น แทนที่จะสนใจมุ่งพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อแปลงทักษะหรือความสามารถเหล่านั้นให้กลายเป็นผลผลิตและสร้างกำไรให้กับตัวเอง พวกเขาจึงเอาแต่กังวลอยู่กับ  ‘ข้อจำกัด’ ของตนเอง ซึ่งกลายมาเป็นโซ่ตรวนที่รัดข้อเท้าเอาไว้ ให้ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า

ชีวิตของคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ มันกลายเป็นรูปแบบชีวิตซึ่งบางคนรู้สึกว่า จะเป็นการดีกว่า หากพยายามอยู่ให้รอดไปได้เพียงวันๆ กล่าวคือ มีข้าวให้กิน 3 มื้อ มีเงินพอจ่ายค่าน้ำค่าไฟ มีค่ารถไปทำงาน มีโทรทัศน์ให้ดู มีอินเตอร์เน็ทให้เล่นก่อนนอน แค่นั้นก็พอแล้ว

เปลี่ยนศตวรรษ สัจธรรมเปลี่ยนตาม

“คนเราทุกคน สามารถอยู่ดีมีสุขได้ หากรู้จักประหยัดและเก็มหอมรอมริบ” คำสอนที่พวกเราหลายคน คุ้นเคยกันดี แต่สมัยนี้ ‘สัจธรรม’ มันเปลี่ยนไปแล้ว

น่าเศร้า ที่บางคนศรัทธาในคติพจน์ดังกล่าวมาก ถึงขนาดจำกัดความต้องการของตัวเองและคนรอบข้างเอาไว้ ใช้ชีวิตราวกับว่าพรุ่งนี้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่

คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเรา มักเข้าใจว่า ‘การใช้ชีวิตอย่างกดข่มความต้องการ’ เป็นคุณธรรมข้อหนึ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญ เหล่าคนที่ยังมีชีวิตลำบากยากจนข้นแค้นอยู่ ก็คือ คนส่วนใหญ่เหล่านั้นนั่นเองแล

ขอย้ำอีกครั้งว่า “ถ้าคุณอยากมีความสุข ต้องหาทางรับสิ่งต่างๆเพิ่มเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่เอาแต่ตัดออกไป”

ไม่ว่าจะรับรายได้ รับโอกาส รับความนิยม ฯลฯ สัจธรรมยุคใหม่นี้ ที่เห็นจริงก็คือ…… “ขยันผิดวิธี สิบปีก็ยังไม่สำเร็จ”

ในขณะเดียวกันถ้ามีเครื่องมือและทัศนคติที่ถูกต้อง ใช้เวลาแค่ข้ามคืนเดียว ก็อาจจะรวยได้สบายๆ โรเบิร์ต ที คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือ

‘พ่อรวยสอนลูก’ กล่าวว่า “ถ้าอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องพยายามหารายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดความต้องการของตัวเองลง”

นั่นถือเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง และควรยืดถือมาเป็นแนวทางใช้ชิวิตมากกว่า เพราะมันสอดคล้องกับกฏธรรมชาติอย่างยิ่ง

อนิจจา คนในสังคมส่วนใหญ่ มักจะรับความเชื่อและแนวคิดจากผู้อื่นมาเป็นปรัชญาอันสูงส่ง เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต โดยไม่เคยวิเคราะห์หาคำตอบที่เป็นจริง เพราะส่วนใหญ่ยังคงเสพติดคำคม นิยมละคร และใช้ชีวิตโซเชียล /โลกออนไลน์ เหมือนคนนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เบื่อชีวิตและตกต่ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

การมีชีวิตที่เพียงพอ ไม่ได้หมายถึงมีแค่ที่ซุกหัวนอน หมอนหนุนหัว และมีข้าวกินไปวันๆเท่านั้น …..แต่มันยัง หมายถึงชีวิตที่มีคุณภาพ มีความสุข มีอิสระทั้งกายและใจ ไม่ต้องพึ่งพาใคร

ปราศจากความกังวล ปราศจากความกลัว กลัวว่าจะถูกใครรังแก กลัวว่าค่าใช้จ่ายฉุกเฉินยามเจ็บป่วยจะไม่เพียงพอ กลัวว่าจะไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองตอนแก่ได้ และกลัวว่าจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว

ปกติแล้ว เมื่อถึงจุดๆหนึ่งในวัยผู้ใหญ่ คนไทยเรามักจะคิดหาทางร่ำรวยและประสบการสำเร็จ ด้วยการวิ่งเข้าหากำลังใจและคำแนะนำจากบรรดาผู้ที่ตั้งตัวเป็นกูรูหรือภาพลักษณ์ประสบความสำเร็จก่อน  อันที่จริงแล้ว การหาทางออกให้กับชีวิตของพวกเขา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และไม่ใช่สิ่งที่น่าตำหนิ เพราะใครๆก็อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งสิ้น ……คำถาม คือ ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังมีชีวิตครึ่งๆ กลางๆ ย่ำอยู่กับที่?

มีอะไรผิดพลาด ในแนวคิดที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดมาหรือเปล่า?  พวกเขาต้องไม่ยอมทำตามคำแนะนำของผู้หลักผู้ใหญ่แน่ๆ  จึงไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียที

โชคร้ายที่ความจริงมันตรงกันข้าม! ก็เพราะพวกเขาเชื่อคำแนะนำผิดๆเหล่านั้นต่างหาก จึงเกิดอุปสรรคและปัญหาชีวิตของตนเอง โดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่า การทำงานหนักไม่สำคัญ เพียงแต่การทำอะไรก็ตาม ด้วยความดิ้นรนฝืนใจ มักนำไปสู่ผลลัพธ์ในทางลบเสมอ พระพุทธเจ้าท่าน จึงกล่าว ประณาม การบำเพ็ญ ‘ทุกขกริยา’ ว่า เป็นหนทางที่สุดโต่งและโง่เขลา