สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนเรื่องถ่ายทอดข้อมูล

ถ้าถามว่าการสื่อสาร คืออะไรเราจะได้คำตอบกลับมามากมายแต่โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารมักถูกมองว่าเป็นการถ่ายทอดข้อมูลจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือเกี่ยวกับการพูดส่วนใหญ่ ถึงเน้นสอนเทคนิคการถ่ายทอดข้อมูลแต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าก่อนจะไปให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดข้อมูลเราควรคำนึงถึงการพูดคุยที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหรือสบายใจเสียก่อน

คนที่บกพร่องด้านการสื่อสารมักรู้สึกว่าใช้ชีวิตอยู่ในสังคมลำบากแถมยังเสียงต่อความเครียดสิ่งที่จำเป็นกับคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เทคนิคการถ่ายทอดข้อมูลแต่เป็นการแก้ปัญหาการพูดเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น “สมมติวันนี้เป็นวันที่คุณเอฝ่ายขายมันกับคุณบีแผนกบัญชี” คุณจึงสามารถเอาเรื่องนี้ไปคุยกับคนที่ปกติไม่ค่อยได้คุยด้วยในลิฟได้อย่างออกรถคุณคิดว่าความสำคัญของการสื่อสารในกรณีนี้คือการถ่ายทอดข้อมูลหรือเปล่าครับ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ความสนุกและความผ่อนคลายที่ได้จากการพูดคุยต่างหากที่เป็นเป้าหมายหลักและผมอยากให้คนที่มีปัญหาการพูดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก่อน เป็นอันดับแรก

คนพูดไม่เก่งควรคิดว่าการพูดคุยกับคนอื่นได้แม้จะยังรู้สึกประมาหรือตะกุกตะกักอยู่บ้างก็ถือเป็นการพัฒนาตนเองที่ดีแล้วและถ้าสามารถพูดได้อย่างผ่อนคลายหรือสนุกสนานมากยิ่งขึ้นระหว่างที่คุยก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เราต้องรู้สึกดีกับการพูดคุยก่อนแล้วค่อยไปฝึกเรื่องที่ยากขึ้นอย่างการถ่ายทอด

จงคิดว่า”เราต่างก็เคยเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันมาก่อน”

เพื่อนผมซึ่งเป็นอาจารย์ของโรงเรียนฝึกสอนการเป็นนักเขียนเล่าให้ผมฟังว่า ในหลักสูตรมีการให้นักเรียนฝึกซ้อมการโทรศัพท์หาคนแปลกหน้า เพราะถ้าพวกเขาต้องไปสัมภาษณ์หรือไปเก็บข้อมูลสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการโทรศัพท์ไปหาแหล่งข้อมูลอันที่จริงนี่เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนอยากเป็นนักเขียนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้โรงเรียนกลับต้องสอนเรื่องพื้นฐานแบบนี้ให้แถมยังมีนักเรียนบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาตอนฝึกซ้อมด้วย

พอลองมาคิดดูผมก็พบว่าสังคมทุกวันนี้ต่างไปจากเมื่อก่อนมากคนรุ่นผมโตมาโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้สภาพแวดล้อมจึงบังคับให้ต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเช่นเวลาอยากคุยโทรศัพท์กับเด็กผู้หญิงที่ชอบเราก็ต้องโทรเข้าโทรศัพท์บ้านซึ่งคนที่มารับสายก็มักจะเป็นผู้ปกครองหรือว่าญาติพี่น้อง ทำให้ต้องพูดแนะนำตัวก่อนจะขอคุยกับคนที่ตั้งใจโทรหาต่างกับในสมัยนี้ที่แทบทุกคนก็พบโทรศัพท์มือถือเราเลยเคยชินกับการคุยแต่กับเพื่อนหรือคนรู้จักและเหินห่างจากการสนทนากับคนอื่น

จึงไม่แปลกที่คนอายุ 18 ถึง 19 ปีจะทำตัวไม่ถูกเวลาต้องคุยกับคนแปลกหน้า

เพื่อแก้ปัญหานี้ผมแนะนำให้คิดว่าเราต่างก็เคยเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันมาก่อนครับไม่มีใครในโลกนี้ที่เกิดมาแล้วเจอกับคนรู้จักเลยหรอกไม่ว่าจะพ่อแม่พี่น้องหรือแม้แต่ ฝาแฝดเอง ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็ต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันทั้งนั้นสิ่งที่สำคัญอยู่ที่การทำความรู้จักกันต่างหากถ้าคิดแบบนี้เราจะรู้สึกประหม่าน้อยลงไปเองครับ

เป้าหมายของการสื่อสาร

สถานที่ที่ทำให้อึดอัดที่สุดคือลิฟต์

ไม่ว่าใครก็คงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจที่จะพูดกันมาบ้าง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากถามว่าคุณคิดว่าสถานการณ์แบบไหนที่ทำให้การพูดคุยไม่ราบลื่นเอาเสียอะไรบ้างครับ

‘ไม่มีเรื่องที่สนใจตรงกัน ‘
‘เวลาที่ต้องพูดถึงเรื่องส่วนตัว’
‘ตอนที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่’

แล้วถ้าตีวงให้แคปลงอีกหน่อยสถานที่ที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดที่จะพูดที่สุดคือที่ไหนครับ

‘ที่ทำงาน’
‘ห้องที่มีแต่รุ่นพี่’
‘ในรถไฟเวลาที่ต้องนั่งกับเพื่อนร่วมงาน’
‘ในรถแท็กซี่’

คำตอบที่ส่งเข้ามามีหลากหลายเลยทีเดียวแต่โดยส่วนตัวแล้วสถานที่ที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากที่สุดคือในลิฟครับผมเชื่อว่าคนที่พูดไม่เก่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเห็นด้วยกันกับเรื่องนี้เพราะนอกลิฟท์จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในชีวิตประจำวันพื้นที่แคบๆของมันยังบังคับให้เราต้องใกล้ชิดกับคนอื่น หากเป็นคนแปลกหน้าหรือเพื่อนก็ยังไม่เท่าไหร่เพราะเรารู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรแต่ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักไม่สนิทกันมากมายเราจะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองควรพูดอะไรซักอย่างออกไปแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

‘เข้าใจความรู้สึกเลย’
‘จะว่าไปมันก็จริง’
‘อึดอัดกับบรรยากาศเงียบๆ ในลิฟท์มาก’

มีคนเห็นด้วยเยอะเลยนะครับผมเชื่อว่าหลายคนคงเลือกแก้ปัญหาด้วยการทำเป็นมองไม่เห็นก้มหน้าก้มตาเช็คเมลในโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็ถามอีกฝ่ายว่าจะไปชั้นไหนแล้วกดปุ่มให้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดหัวข้อสนทนา เมื่อก่อนผมถึงกลับยอมเดินขึ้นบันไดเพราะจะได้ไม่ต้องคุยกับคนอื่นเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม พอมาทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุผมก็ตั้งเป้าหมายจะต้องเอาชนะลิฟต์ให้ได้เพราะถ้าผมทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดในลิฟต์ผ่อนคลายลงได้ก็แปลว่าผมสามารถเอาชนะความบกพร่องด้านการสื่อสารของตัวเองได้บ้างแล้ว และเมื่อลองทำดูผมก็พบว่าถ้าเราฝึกฝนจะมีเทคนิคการพูดคุยติดตัวในระดับหนึ่งลิฟต์ก็จะไม่ใช่สถานที่ที่น่าอึดอัดอีกต่อไป

เคล็ดลับสำคัญมีอยู่แค่ว่าเราต้องคิดว่าการสื่อสารเป็นเกมซึ่งมีกติกาเหมือนกับเกมอื่นๆเพราะฉะนั้นขอเพียงทำตามกฎและหมั่นฝึกฝนจนมีเทคนิคติดตัวเราก็จะไม่รู้สึกประหม่าเวลาต้องพูดแล้วล่ะครับ

ิ้ทิ้งความอยากเป็นจุดสนใจไป

สมัยก่อนผมอยากเป็นจุดสนใจมากเวลาผมจะคิดราคาคิดอีกว่าพูดแบบนี้ไปคนอื่นจะสนใจไหมผมเชื่อว่าหลาย คนเองก็น่าจะเป็นแบบเดียวกับผมแต่พอลองไตร่ตองให้ลึกซึ้งขึ้นผมก็รู้ว่ามันไม่จำเป็นต่อการพูดคุยเลยแถมยังเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เราพูดคุยได้อย่างสบายใจด้วย

แน่นอนว่าความอยากเป็นจุดสนใจไม่ใช่สิ่งที่จะควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้ง่ายง่ายทุกวันนี้ผมก็ยังแอบรู้สึกอย่างนั้นบ้างเป็นบางครั้ง แต่เมื่อผมเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นการพูดคุยกับคนอื่นอย่างสนุกสนานความอยากเป็นจุดสนใจก็ค่อยค่อยหายไปโดยไม่รู้ตัว แสดงว่าถ้าเราพูดคุยโดยไม่พยายามคิดถึงคู่สนทนาจริงๆเราก็จะยึดติดกับตัวเองน้อยลงทำให้กล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้น

อันที่จริงความอยากเป็นจุดสนใจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไรหรอกครับแต่เราพูดคุยเพราะอยากเป็นจุดสนใจเพียงอย่างเดียว ไม่ช้าคนอื่นๆก็จะเริ่มมองออกแล้วรู้สึกไม่ดีกับเราในทางตรงกันข้ามถ้าพูดคุยด้วยความจริงใจและความปรารถนาดีต่อคนอื่นต่อให้คิดว่าจะพูดติดติดขัดขัดหรือน่าเบื่อไปบ้างคนส่วนใหญ่ก็จะยังรู้สึกดีกับเรา

ระหว่างที่ดำเนินรายการนี้ผมอยากพูดคุยกับทุกคนมากกว่าเอาแต่แสดงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองอยากตอบกลับความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาเรื่อยเรื่อยและแบ่งปันเรื่องราวกับทุกคนพอจบรายการแล้วผมอยากอ่านความคิดเห็นทั้งหมดซ้ำอีกครั้ง เพื่อนำไปใช้อ้างอิงในบทความอื่นๆด้วยครับ

เป้าหมายของการพูดคือการพูด

ทุกครั้งที่เห็นหนังสือเกี่ยวกับประโยชน์ของการพูดผมจะนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งครับ เรื่องมีอยู่ว่านักธุรกิจคนหนึ่งได้พูดกับชายที่กำลังตกปลาอย่างมุ่งมั่นทุกวันว่า ถ้าชอบตกปลามากก็น่าจะทุ่มให้มันเต็มที่ไปเลยสิออกเรือไปตกปลาให้ได้เยอะเยอะแล้วเอาไปขายที่ตลาดพอได้กำไรก็เอาไปซื้อเรือลำใหญ่ขึ้นจากนั้นก็จ้างคนงานพอได้กำไรมาอีกก็เริ่มตั้งเป็นบริษัทประมงแล้วขยายบริษัทให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

ชายตกปลาถามกลับว่าพอบริษัทใหญ่โตแล้วจะเป็นยังไงต่อ นักธุรกิจบอกว่า “ก็ฝากสั่งบริษัทให้คนรุ่นต่อไปบริหารแล้วใช้ชีวิตอิสระให้เต็มที่สิ” ชายตกปลาถามอีกว่า “ใช้ชีวิตอิสระเต็มที่นี่มันเป็นยังไง” นักธุรกิจตอบว่า “เราก็จะทำเรื่องที่ชอบได้ไงล่ะ” ชายตกปลาจึงพูดว่า “ทำเรื่องที่ชอบได้งั้นหรองั้นก็ตกปลาแบบนี้ดีกว่า”

เรื่องบางเรื่องนั้นถ้าพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วก็จะพบว่า ‘จุดสูงสุดของมันก็คือจุดเริ่มต้น’ เราอาจคิดว่าที่อยากคุยเก่งเป็นเพราะต้องการเงินความก้าวหน้าหรือความสำเร็จแต่ถ้าไตร่ตรองดูให้ถึงที่สุดเราจะพบว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ต้องการก็คือความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น หรืออาจเรียกได้อีกอย่างว่าคนเราพูดคุยก็เพื่อให้ตัวเองได้พูดคุยนั่นเอง

เทคนิคการพูดคุย

ถ้าเป้าหมายของการพูดคุยเป็นเรื่องธุรกิจเราจะรู้ว่าขอบเขตและเรื่องที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษมีอะไรบ้างแต่ถ้าเป้าหมายของการพูดคุยคือการพูดคุยแล้วเราควรเริ่มพัฒนาตัวเองจากจุดไหนปัญหานี้เป็นสิ่งที่ผมขบคิดมาตลอดแล้วก็ได้คำตอบว่าเราต้องเริ่มที่การฝึกฝนเทคนิคการพูดคุยครับ

เทคนิคการพูดคุยที่ผมจะเสนอ ในบทความเรื่องนี้หลักการใหญ่ใหญ่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรักหลายตัวอย่างส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันโดยแบ่งออกเป็นสองภาคได้แก่ ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผมมั่นใจว่าเมื่อคุณอ่านและลองฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคุณจะประหม่่น้อยลงและสนุกกับการพูดคุยมากขึ้นครับ

โบกมือลาตัวเองคนนเก่าที่ไม่กล้าพูด

กลัวการเจอคนแปลกหน้า

หัวข้อที่ผมจะพูดในที่นี้คือ “ โบกมือลาตัวเองคนเก่าที่ไม่กล้าพูด” ครับ เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มต้นที่ประเด็นนี้กันก่อนเลย ไม่ทราบว่าเวลาที่เจอคนแปลกหน้าคุณรู้สึกตื่นเต้นดีใจหรือประหม่าครับ มีความเห็นส่งเข้ามาเยอะเลย

‘ไม่ชอบเลย’
‘กลัวมาก ‘
‘ประหม่าสุดสุดเวลาต้องอยู่กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก’
‘ไม่เชิงว่าไม่ชอบเรียกว่าไม่ถนัดจะดีกว่า’

มีหลากหลายความเห็นเลยนะครับแต่โดยรวมแล้วก็คล้ายๆ กัน นั่นคือ คนที่พูดไม่เก่งมากรู้สึกอึดอัดเวลาที่ต้องอยู่กับคนแปลกหน้าผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นแบบนี้น่าจะมาจากการคิดในแง่ลบเช่นกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรผิดพลาดกลัวว่าจะรบกวนคนอื่นบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกผิดที่ทำให้คนอื่นต้องมาเสียเวลากับตัวเองผมก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

แต่คนพูดไม่เก่งอย่างผมกลับจับพลัดจับผลูมาเป็นนักจัดรายการวิทยุเสียอย่างนั้น ลองคิดดูสิครับแต่ละวันผมต้องเจอกับผู้คนมากมายแถมยังต้องคุยกับคนแปลกหน้าเกือบจะตลอดอีกต่างหาก

‘ไม่ไหวแน่ๆ’

ผมเคยคิดแบบนั้นครับส่วนที่ถามเข้ามาว่าที่ทำได้เพราะรู้สึกชินกับงานไปแล้วหรือเปล่า คำตอบคือมันก็มีส่วนอยู่บ้างเพราะความเคยชินช่วยให้ผมประหม่าน้อยลงสมัยที่ยังไม่ชินถ้าไม่ได้วางแผนไว้ก่อนว่าจะพูดอะไรบ้างผมจะไม่กล้าออกไปเจอผู้ร่วมรายการเลยทีเดียวส่วนตัวแล้วผมมองว่าสาเหตุของปัญหาสามารถสรุปสั้นสั้นได้ว่าเกิดจากความบกพร่องด้านการสื่อสารครับ

ผมคิดหาวิธีแก้ไขความบกพร่องนี้มาตลอด 20 ปีและตอนนี้ก็เชื่อว่าตัวเองรู้คำตอบแล้วถึงได้ตัดสินใจมาจัดรายการนี้

‘แต่คุณโยชิดะดูพูดเก่งออก’

มีคนบอกผมแบบนั้นไปบ่อยครับอย่างไรก็ตามความบกพร่องด้านการสื่อสารของผมก็ยังไม่ได้หายไปเสียทีเดียวแค่มีเคล็ดลับส่วนตัวที่ช่วยให้พูดได้อย่างลื่นไหลจนไม่ต้องมานั่งกังวลกับการพูดอีก ซึ่งผมจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดในบทต่อไป

ความบกพร่องด้านการสื่อสาร ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ปัญหาหรือแก้ไขใดใดโชคหรือปาฏิหาริย์แต่เกิดจากการค่อยค่อยปรับปรุงแก้ไขไปทีละคันและฝึกปฏิบัติซ้ำๆจนติดตัวเป็นนิสัย คนพูดไม่เก่งส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับความบกพร่องนี้ได้แหมจะเป็นอุปสรรคต่อชีวิตประจำวันอยู่บ้างแต่สำหรับผมซึ่งทำงานเป็นนักจัดรายการวิทยุแล้วถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะอดตายได้เลยทีเดียว ผมเริ่มแก้ไขความบกพร่องด้านการสื่อสารด้วยการหาหนังสือเกี่ยวกับการพูดมาอ่านและคนพบว่าหนังสือเกี่ยวกับการพูดและวิธีลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ไม่เคยขาดหายไปจากร้านหนังสือ นี่แสดงให้เห็นว่าคนจำนวนมากกลุ้มใจกับเรื่องความอ้วนและความบกพร่องด้านการสื่อสารนั่นเอง

หนังสือที่เกี่ยวกับการพูดมีวางขายอยู่มากมายแต่ผมกลับไม่ค่อยเจอหนังสือที่ตอบโจทย์ตัวเองซักเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่วิธีการถ่ายทอดความรู้สึกหรือแสดงความคิดเห็นไม่ก็เป็นหนังสือที่เน้นประโยชน์ของการพูดเช่น ถ้าพูดเก่งขึ้นเราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือช่วยให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างไรแต่ผมว่าหนังสือพวกนี้ไม่เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกในการแก้ปัญหาการพูดสักเท่าไหร่ เพราะสำหรับคนที่บกพร่องด้านการสื่อสารสิ่งแรกที่ควรใส่ใจก็คือ”การพูด”ไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้จากการพูด

ที่สุดของความรับผิดชอบ

การรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะสมบูรณ์ในตัวเองคือการรับผิดชอบขั้นสูงสุดในจักรวาล

สมัยเด็กเด็กเราทุกคนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับคำว่าความรับผิดชอบ ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้เพราะมันมักจะเชื่อมโยงกับความทรงจำหรือเรื่องราวแย่ๆ ตัวอย่างเช่นเรามักได้ยินคำว่าตวาดหรือตะคอกอย่างเสียงดังในทำนองว่า”ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้” ซึ่งมักมาจากปากของพ่อแม่หรือครูที่กำลังดุเด็กๆ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเราก็มักจะได้ยินคำพูดในทำนองที่ว่า”หัดรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้ว” จากผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือใครบางคนที่โตกว่าเรา

ไม่ว่าคำว่ารับผิดชอบจะลอยมาจากแหล่งใดหรือเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากใครเรื่องราวน้ำเสียงและอารมณ์ที่เชื่อมต่อกับคำดังกล่าวมักจะทำให้ความเป็นเด็กในตัวของเราสะดุ้ง หวัดกลัว หรือรู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นมาทันที

อย่างไรก็ดีที่จริงแล้วคำว่าความรับผิดชอบนั้นมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ในทางบวกกับตัวเราด้วยซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับผิดชอบชีวิตตัวเราเอง นั่นหมายรวมถึงรับผิดชอบต่อความคิด ความรู้สึก การตัดสินใจ ผลของการตัดสินใจ การกระทำ และผลของการกระทำทุกอย่างด้วยตัวเราเอง

มันคือก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ เราต้องเลิกที่จะโบ้ยความผิดพลาดให้คนอื่นเพราะถึงแม้ว่าคนอื่นอาจจะมีส่วนในการทำให้เหตุการณ์ไรร้ายเกิดขึ้นกับเราแต่เราก็ย้อนเวลากลับไปแก้ไม่ได้แล้วนอกจากตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ตั้งแต่วันแรกที่ขุดออกมาจากท้องแม่อาจจะมีผู้คนมากมายห้อมล้อมคุณทางแพทย์ พยาบาล คุณแม่ คุณพ่อ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในห้องคลอดคนอื่นๆ

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนอบอุ้มลูบหลังหรือปลอบโยนคุณคนเดียวที่พยายามสูดลมหายใจเพื่อเอาพลังชีวิตเข้าสู่ปอดอยู่ทุกขณะก็คือ “ตัวเราเอง”

ไม่มีใครมาหายใจแทนเรา!!

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนต่างก็ต้องตายหากคุณเคยยืนเคียงข้างหรือนั่งรอใครกำลังจากโลกนี้ไปคุณอาจจะพอนึกภาพออกว่า ไม่ว่าคุณจะรักผู้อื่นมากแค่ไหนไม่ว่าคุณจะกุมมือพวกเขาไว้นั้นอย่างไรจะพูดจาป๊อบเป่าลมแบบไหนแต่เมื่อถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา…
เราก็ช่วยหายใจแทนพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน!!

ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว

เราได้เริ่มต้นการเดินทางภายใน หรือการพัฒนาจิตใจกันมาถึงหน้ากระดาษนี้แล้วเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนคงรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นไป

กับการค้นพบเทคนิควิธีการปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยและเริ่มอยากที่จะลงมือทำจริงแล้ว  ในขณะที่บางท่านอาจจะยังลังเลสงสัยอยู่ว่า เทคนิคที่ท่านพึงได้เรียนดูไปในบทความเรื่องนี้จะส่งผลแค่ชั่วคราวเหมือนกับเทคนิคพัฒนาตนเองแบบคนอื่นหรือเปล่า?

นั้นถือเป็นข้อสันนิษฐานที่สามารถเข้าใจได้เพราะทุกวันนี้ต่างก็มีหนังสือแนวพัฒนาตนเองออกมามากมายไม่ว่าจะเป็นในด้านไหนก็ตาม

ทั้งการเพิ่มทักษะ การลดน้ำหนัก การฝึกภาษา การเพิ่มเกรดที่โรงเรียน การเลิกสิ่งเสพติด การมีวินัยในตนเอง การจัดตารางบริหารเวลา การควบคุมอาหาร เรียกว่าทุกปัญหาต่างก็มีหนังสือที่สามารถตอบโจทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ดีผู้เขียนอยากจะยืนยันตรงนี้ว่าเทคนิคการพูดคุยกับตัวเองนานสามารถนำไปใช้ได้ผลอย่างแท้จริงและให้ผลยาวนานมากกว่า

ยิ่งหากทำอย่างต่อเนื่องคุณสมบัติที่เราโปรแกรมเข้าไปให้กับตัวเองผ่านการพูดคุยก็ยิ่งจะกลายเป็นคุณสมบัติถาวร กลายเป็นตัวตนใหม่ของเราโดยสมบูรณ์

การเรียนรู้และฝึกฝนที่จะกำหนดทิศทางของใจและปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเราเองถือเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของมวลมนุษย์ชาติเลยทีเดียว

แม้แต่ในทางศาสนาตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตนที่ดีที่สุดและพระพุทธองค์หรือศาสดาในศาสนาต่างๆก็มีคำสอนแบบเดียวกันในทำนองที่ว่า เราควรบรรลุศักยภาพสูงสุดในตัวเองเราเองให้ได้ถึงจะสามารถไปช่วยเหลือหรือโปรดผู้อื่นได้

คนยุคใหม่ ใส่ใจตัวเอง

เชื่อมั้ยคะว่าทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ในยุคดิจิตอลโดยเฉพาะคนไทย หลาย ล้านคนก็พูดกับตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหรือเรียกได้ว่าเฉลี่ยประมาณวันละสามเวลาอยู่แล้วโดยที่พวกเขาหรือคุณเองแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำเช่นนั้นอยู่

การโพสต์ข้อความบนที่สาธารณะของแอพพลิเคชั่นอย่าง Facebook, Twitter, LINE หรือแม้กระทั่งการโพสต์รูปการเขียนคอมเม้นต์การกดไลท์การแชร์การประณามการบ่นผัดแอพพลิเคชั่นต่างๆเหล่านั้นที่ทำกันทั่วๆทุกๆชั่วโมงจนเคยชิน…

ล้วนแล้วแต่เป็นช่องทางที่พวกเขาหรือคุณสึกออกมาบอกตัวเองอยู่เนืองๆ เป็นการป้อนโปรแกรมความเชื่อบ้างหรือทัศนคติยังเข้าไปตลอดเวลา

ตัวอย่างเช่น บางคนที่ขึ้นสถานะว่า”เหนื่อยจังเลยเมื่อไหร่จะรวยนะ” หรือ”ถูกหวยกินอีกแล้ววันนี้” หรือเหงามากๆอยากมีคู่เหมือนคนอื่นเค้าบ้างเหล่านี้เป็นต้น

คิดดูสิคะว่าข้อความเหล่านี้ที่โพสต์ลงไปในแต่ละครั้งมันเป็นการสงสาส์นแบบไหนเข้าสู่สมองหรือจิตของคุณเอง

แน่นอนคะว่าสาส์นส่วนใหญ่เหล่านั้นมักเป็นไปในทางลบถึงแม้ใครใครหรือกระทั่งตัวคุณเองจะมองว่าเป็นการโพสต์ขำๆหรือโพสต์เพื่อเสียดสีประชดตัวเองก็ตาม

ที่สำคัญบางคนอาจรู้สึกว่าการโพสต่างๆเป็นการโพสต์ให้คนอื่นรับทราบหรือฟังแต่หารู้ไม่ว่าผู้ที่รับสาส์นเหล่านั้นมากที่สุดคือตนเอง

แม้กระทั่งการโพสต์ในลักษณะด่าหรือเหน็บแนมผู้อื่นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทัศนคติเรานั้นมากที่สุดกลับเป็นตัวคนที่โพสต์เองนั่นแหละเพราะบางครั้งก็ไม่มีใครสนใจหรือเข้าใจในสิ่งที่คุณโพสต์เป็นนัยๆ และคนที่เราต้องการให้อ่านก็ไม่ได้อ่ะ

สาเหตุที่ทาง Facebook เอาปุ่มไม่ ชอบหรือ dislikeออกไปจากที่เคยมีในตอนแรกนั้นเป็นเพราะผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นหรือโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คดังกล่าวเห็นว่าอารมณ์ด้านลบหากเผยแพร่หรือส่งต่อกันไปแล้วจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือดราม่าขึ้นได้ง่ายขึ้น

หากแต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่วายที่จะสร้างรามาให้กับตัวเองด้วยการโพสต์ข้อความหรือความเห็นในเชิงลบกับตัวเองรวมถึงผู้อื่นซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางความคิดหรือความเห็นแต่อย่างไรก็ตามการโพสต์ในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ก็ยังมีให้เห็นอยู่มาก

ที่สำคัญอย่างที่บอกแหละว่าการโพสต์ข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่ว่าจะในทางลบหรือบวกโปรแกรมหรืออารมณ์ความรู้สึกรวมถึงทัศนคติที่เกิดขึ้นพร้อมกับข้อความดังกล่าวจะฝังอยู่ในหัวและส่งผลต่อตัวคนที่โพสต์เองมากกว่าที่จะส่งผลต่อคนอื่น

ทั้งนี้เพราะนั่นคือการคุยกับตัวเองในรูปแบบหนึ่งเช่นกันแถมยังเป็นการเขียนออกมาเป็นตัวอักษรซึ่งเป็นเสมือนการยืนยันในความคิดนั้นๆ ดังนั้นนับจากนี้ต่อไปก่อนที่จะโพสต์ข้อความหรือรูปภาพที่สื่อความคิดความรู้สึกใดใดของตัวเองลองสังเกตุดูสักนิดว่าเบื้องลึกในจิตใจแล้วเรากำลังเชื่อเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

ความเชื่อหรือทัศนคติดังกล่าวส่งผลเอื้ออำนวยต่อชีวิตเราในปัจจุบันหรือไม่?

ถ้าไม่ใช่ก็หยุดหรือฉุกคิดสักนิดก่อนจะโพสต์ก่อนที่จะถลำลึก หรือเคยชินกับการป้อนโปรแกรมเข้าสู่สมองของตัวเองในทางลบไปเสีย

ถ้าใช่และรู้สึกว่านี่แหละคือตัวตนในด้านบวกของเราหรือรู้สึกว่ามันเป็นข้อความที่ส่งเสริมกำลังใจของคุณได้ก็โพสต์ให้โลดเลยค่ะ

SELF ( F- กลัวความยากจน Fear of scarcity)

ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งทางวัตถุทุกคนจะมองโลกตามความเป็นจริงเสมอและในโลกทุนนิยมความยากจนคือส ศัตรูอันดับหนึ่งของชีวิต

“ยิ่งคุณมองโลกตามความเป็นจริงมากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งขยะแขยงความยากจนและต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้นซึ่งจะทำให้คุณตัดสินใจเลือกเป้าหมายชีวิตได้ถูกต้องตรงทางยิ่งขึ้น” นั่นคือ คำพูดที่นักการเงินระดับโลกเคยกล่าวเอาไว้ จริงอยู่ที่การมองโลกตามความเป็นจริงอาจขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนด้วยว่าจะมองในมุมไหนหรือมีประสบการณ์อย่างไรมาเป็นตัวตัดสิน เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

อย่างไรก็ดีการมองโลกตามความเป็นจริงในความหมายของผู้ที่ประสบความสำเร็จคือพวกเขาจะยอมรับว่า อยากรวยมากกว่าที่จะคล้อยตามอุดมการทางสังคม หรืออุดมการณ์ ทางศาสนาว่าเงินทองเป็นของนอกกายซึ่งอาจจะฟังดูดี

ผู้ประสบความสำเร็จมักให้ทัศนะความเห็นเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เป็นเพียงสัตว์ประเภทหนึ่งซึ่งการอยู่รอดทางกายภาพต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด

ถึงแม้ในยุคหลังมานี้ สังคมมนุษย์อาจมีทิฎฐิมานะ ในเรื่องของสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำตามแบบความเชื่อที่สูงส่งและสังคมในอุดมคติที่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน

แต่ความเชื่อเหล่านั้นเองที่เป็นสาเหตุให้บางคนไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เรียกได้ว่าความเชื่อบางอย่างเป็นการสร้างข้อจำกัดแก่ตัวเองมากเกินไปทำให้เป็นคนกลัวความสำเร็จหรือเห็นเงินเป็นกิเลสและสิ่งชั่วร้ายเป็นต้น

ในทางตรงกันข้ามคนที่ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะด้านวัตถุอำนาจและชื่อเสียงพวกเขามีทัศนคติที่ดีต่อ”เงินทอง” และ ภาพลักษณ์ “ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นบาทฐานไปสู่อิสรภาพในชีวิตอันจะส่งผลให้พวกเขาได้ทำประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นในด้านต่างๆได้ง่ายกว่าการอยู่อย่างยากจนหรือการต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องแบบวันต่อวัน

อย่างไรก็ดีพวกเขายังมองว่าคนเราควรหาจุดสมดุลย์ระหว่างการปรนเปรอส่งเสริมชีวิตตนเองกับการกระทำเพื่อสังคม แต่หากจำเป็นพวกเขาก็จะเลือกอย่างแรกเอาไว้ก่อน

เท่าที่ศึกษามา หากใครเน้นอย่างหลังมากเกินไปก็มักจะกลายเป็นคนที่เพ้อฝัน จับจด และไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เนื่องจากขาดแรงจูงใจที่จะทำเพื่อตัวเองอันเป็นแรงจูงใจที่ตรงกับธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า

ดังนั้นหากเราสังเกตและวิเคราะห์ดูจึงมักเห็นจุดเด่นของบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จว่า

พวกเขาจะเน้นทำแต่ในสิ่งที่ได้ผลและไม่เรื่องมาก จะใช้กระบวนการ หรือวิธีใดก็ได้ขอเพียงให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย รวมถึงไม่เดือดร้อนใครเป็นใช้ได้

ที่สำคัญ พวกเขาจะมองเป้าหมายและวางแผนการทีละขั้นๆ ซึ่งต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงถึงแม้ว่าเป้าหมายจะเป็นความฝันที่ไกลหรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม