ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี

Image result for ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี

ตั้งอยู่ในมณฑลในตัวเมืองซีอาน ส่วนปิ่งหม่าหย่ง หรือ หลุมขุดคนและพิพิธภัณฑ์กองทัพทหารดินเผาตั้งอยู่นอกเมือง Cr. ออกไปประมาณ 30 กิโลเมตรเมืองซีอานเป็นเมืองหลวงของมณฑลทางภาคกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลนี้ตั้งอยู่ในอาคารดับสมัยถังที่มีขนาดใหญ่โตเนื่องจากกำลังปรับปรุงขณะที่ไปถึงชิ้นงานทั้งหมดนำมาแสดงในห้องตามระเบียงซึ่งปกติไว้สำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียนแต่ด้วยการจัดแสดงที่ได้รับมาตรฐานและอยู่ในช่วงปรับปรุงทำให้คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียวและการจัดการแสดงไล่ไปตามลำดับเวลาอยากอยู่ต่างๆออกจากกันเป็นสัดส่วนทำให้เข้าใจได้ง่ายตั้งแต่ยุคซาง โจว ฉิน และ ฮั่น การจัดแสงมาตรฐานและมีคำบรรยายภาษาอังกฤษเรียบร้อยดีบัตรราคา 50 อยู่วันในฤดูท่องเที่ยวและ 35 หยวนในช่วงเวลาอื่น

ปิ่งหม่าหย่ง หรือกองทัพทหารดินเผาตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นหลุมขุดค้นขนาดใหญ่แบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลุมขุดค้นสามหลุม และพิพิธภัณฑ์อีกหนึ่งอาคารหลุมขุดคนแสดงกองทัพดินเผาทางทหารราบผ่านหน้าคุณธนูและเหล่าบรรดาสัตว์ที่ใช้ในกองทัพรวมไปถึงอาวุธส่วนพิพิธภัณฑ์แสดงรถม้าศึกและงานศิลปร่วมสมัยของศิลปินท้องถิ่นด้วย

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์

รถประจำทางสายห้าวิ่งผ่านหน้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี และรถประจำทางปรับอากาศสาย 306 จะวิ่งจากหน้าสถานีรถไฟไปปิงหม่าหย่ง ราคา 7 หยวน

การเดินทางไปเมืองซีอานด้วยรถไฟ

มึงเสียใจมึงสำคัญการแผ่นดินจีนรถแทบจะทุกเมืองจะวิ่งผ่านหรือมีไปทางที่ซีอานเสมอ

ส่วนรถประจำทางเมืองที่อยู่ในมณฑลเดียวกันก็จะมีตลอดแต่หากเป็นเต่ามณฑลก็มีเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์มณฑลส่านซี

Image result for พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี

พิพิธภัณฑ์และหลุมขุดค้นกองทัพทหารดินเผา

ตั้งอยู่ใจกลางแผ่นดินมณฑลส่านซี จึงไม่ต่างจากมณฑลเหอหนาน ตรงที่เป็นศูนย์กลางอำนาจแล้วอารยธรรมมาตั้งแต่ครั้งโบราณนักการผู้คนก็อาจจะไม่รู้จักชื่อส่านซี แต่พวกเขาก็คงเคยได้ยินชื่อซีอาน หรือจิ๋นซี มาบ้างไม่มากก็น้อยและเมื่อมองให้ลึกซึ้งลงไปกว่าเดิม ส่านซี มีประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปไกลกว่านั้นหลาย 1000 ปี

เดินทางฟาริดาเล็กๆทางตอนใต้อันห่างไกลมาถึงเมืองซีอานในช่วงต้นของวสันต์ฤดู เพียงเพื่อหมายถึงแผ่นดินกลางที่เรามาล่าช้าไปหลาย 1000 ปีแม้กว่านั้นพื้นดินบริเวณนี้ก็ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยรากเหง้าแห่งอดีตกาลที่ถูกกลบฝังอยู่ใต้พิภพล่องลอยอยู่ในอากาศสอนเหลืองอยู่เบื้องหลังความชั่วช้าของชีวิตปัจจุบัน

หลังจากอารยธรรมหินใหม่เมื่อหลาย 1000 ปีก่อนท่านไปซีอานก็ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในนามเฮ่า เมื่อหลัง 3000 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นราชินีของราชวงศ์โจว ผู้ซึ่งล้มล้างอำนาจราชวงศ์ซาง โรงเหล้าปกครองแผ่นดินสืบต่อมาและอาณาจักรโจวครอบคลุมพื้นที่ไปถึงปักกิ่ง และบริเวณแม่น้ำแยงซีทางตอนใต้เลยทีเดียวหลายสิ่งหลายอันหลายอย่างได้รับการพัฒนาประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในสมัยนี้เช่นระบบศักดินา กฎหมายและการค้นพบเหล็กการใช้เงินตราประดิษฐ์เข็มทิศแม่เหล็กสำหรับการเดินเรือ ดาราศาสตร์ศึกษาเกิดชนชั้นขุนศึกบัณฑิตแล้วนักคิดนักปราชชญาขึ้นหนึ่งในนั้นก็คือ ขงฟูจึ่อ หรือ ขงจื๊อนั่นเอง

ชิ้นงานที่จัดแสดงส่วนใหญ่จะเป็นงานสัมฤทธิ์พวกถ้วยโถโอชามทั้งหลายไล่เรียงจากสั้นหน่อยสั้นมาถึงซะหน่อยจะเอางานชิ้นทีเดียวเด่นมากในสมัยเจ้าก็คือภาชนะสัมฤทธิ์สำหรับบรรจุสุราซึ่งหล่อเป็นรูปวัวตัวอ้วนมีเสื้อตัวเล็กยืนอยู่บนหลังซึ่งทำเป็นฝาเปิดปิด ของภาชนะไปในตัวและนอกจากนั้นก็จะมีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะเครื่องส่งมาแล้วแบบหล่อสำเร็จรูปเป็นต้น

ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย

Image result for ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย

ตั้งอยู่รอบนอกของเมืองกว่างฮ่าน ครึ่งชั่วโมงจากเมืองเฉิงตู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลซื่อชวนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของ สาธารณรัฐประชาชนจีน

พิพิธภัณฑ์นี้เป็นอาคารสองกลุ่มตั้งอยู่ในอนาบริเวณขนาดใหญ่แบ่งการจัดแสดงเป็นสองอาคารอาคารแรกแสดงเรื่องกำหนดที่มาของอารยธรรมที่พบที่ซานซิงตุย ย้อนหลังไปไกลถึงยุคหินใหม่ต่อมาจนถึงยุคเป็นอาณาจักรที่มีเครื่องมือหินงานหยกหรืองานสำเร็จขนาดเล็กเครื่องปั้นดินเผาจัดแสดงสุดท้ายเป็นห้องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ที่ทำจากสัมฤทธิ์สำหรับอาคารที่สองแสดงชิ้นงานที่โดดเด่นของพิพิธภัณฑ์ซึ่งก็คืองานสัมฤทธิ์ลอยตัวทั้งหมด

การจัดแสดงถือว่าเกือบได้มาตรฐานและมีคำบรรยายภาษาอังกฤษครบถ้วนดีแต่ข้อบกพร่องอยู่ตรงที่การจัดแสง และวัสดุที่นำมาใช้ก่อให้เกิดแสงสะท้อนมากจนเกินไปจะทำให้รบกวนสายตาจะมองเห็นชิ้นงานอันทรงคุณค่าไม่สะดวกหากพิจารณาว่าเป็นการสัตว์แสดงของผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนด้วยงบประมาณขนาดนี้ก็ถือว่าควรปรับปรุง
บัตรราคา 80 หยวน

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์

รถประจำทางสายหกวิ่งจากข้างในสถานีรถประจำทางของเมืองกว่างฮาน ออกนอกเมืองผ่านหน้าพิพิธภัณฑ์

การเดินทางไปเมืองนี้รถประจำทางสายหนึ่งวิ่งจากย่านกลางเมืองเฉิงตูไปที่สถานีรถประจำทางเจาจุ่ยซื่อ ซึ่งจะมีรถไปที่เมืองกว่างฮ่านทุก 15 นาที

การเดินทางไปเมืองเฉิงตูด้วยรถไฟ

เมืองเฉิงตูเป็นเมืองใหญ่เป็นสถานีต้นทางและสถานีผ่านของรถไฟหลายขบวนเช่นขบวนจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง ซีอาน หลานโจว ซีหนิง อุรุมฉี เป็นต้น

ส่วนรถประจำทางภายในมณฑลเดียวกันก็จะมีรถวิ่งสม่ำเสมอส่วนรถที่วิ่งระหว่างมณฑลนั้นค่อนข้างหายากเพราะที่แห่งนี้เป็นมณฑลที่ใหญ่พอสมควรและเป็นมณฑลที่มีถนนที่ทะลักทุเล มณฑลหนึ่งในประเทศจีนยิ่งถ้าหากต้องการไปหรือมาจากฝั่งตะวันตกที่เชื่อมกับวัฒนธรรมทิเบตที่สะดวกที่สุดซึ่งเป็นฉงชิ่ง เมืองหลวงของมณฑลชื่อเดียวกันที่อยู่ใกล้ที่สุดทางฟากตะวันออกและอาจจะเป็นไปได้ว่าในช่วงฤดูร้อนที่สภาพอากาศดีจะมีรถที่วิ่งจากลี่เจียงมาถึงเฉิงตู หรือไม่อย่างนั้นนักเดินทางจะต้องนั่งรถไปที่เมืองชายแดนจึงค่อยเปลี่ยนรถไปยังเมืองใหญ่ของอีกมณฑลต่อไป

พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย

Image result for พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย

ย้อนหลังกลับไปกว่า 4000 ปีประวัติศาสตร์แผ่นดินกลางจารึกการมีอยู่ของอาณาจักรแห่งราชวงศ์เซี่ยและซาง ได้ว่าเป็นราชวงศ์แรกของแผ่นดินแต่ในเวลาเดียวกันนั้นเองไกลออกไปจากความรุ่งรวยของดินแดนลุ่มแม่น้ำหวงเหอจากที่ราบลุ่มใจกลางอารยธรรมจีนไปจนถึงดินแดนห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้อย่างที่ราบเฉิงตู ได้ปรากฏมีอารยธรรมอันตลาดลึกลับแห่งหนึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเช่นกันแม้หลักฐานการมีอยู่อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจะไม่ปรากฏแต่ความเก่าแก่และโดดเด่นของงานศิลปกรรมที่หลงเหลืออยู่ก็เราอารมณ์เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องชะงักมองและตามมาด้วยการตั้งคำถามมากมาย

ตามรอยกับไปไกลอย่างน้อย 5000 ปีที่ได้มีการตั้งถิ่นฐานของอารยธรรมยุคหินใหม่บนที่รักเฉิงตูบริเวณที่ปัจจุบันก็คือมณฑลซื่อชวนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนหรือเป่าตุน คือชื่อเรียกอะไรยะทำหินใหม่ที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 600,000 ตารางเมตรแห่งนี้จากความใกล้เคียงหลายประการทำให้เชื่อว่าเป่าตุน คือพัฒนาการเบื้องต้นของสังคมที่ภายหลังได้หลอมรวมกันจนกลายเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากอย่างอารยธรรมซู โบราณหรือเรียกว่าซานซิงตุย นั่นเอง

อริยธรรมนี้ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับอารยธรรมเซี่ยและซาง ไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่ร่วมยุคสมัยนั้นศิลปกรรมของทั้งสองฟากอย่างแตกต่างกันอย่างน่าปลัดใจสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองที่ไม่มีใครเหนือใครได้เป็นอย่างดี

พิพิธภัณฑ์นี้จะแบ่งการจัดแสดงออกเป็นสองอาคารเมื่อเราก้าวข้ามประตูเข้ามาในเขตอาคารแรกก็จะเริ่มเล่าเรื่องกำเนิดของอารยธรรมนี้ทันทีตั้งแต่ยุคโบราณมาจนถึงยุคก่อร่างเป็นอนจากใครเป็นประถมมาบทเกริ่นนำไปสู่ดินแดนซู โบราณอย่างช้าๆให้เห็นภาพรวมและก่อนที่นักเดินทางจะก้าวไปสู่องค์สุดท้ายในอาคารถัดไปซึ่งแสดงเฉพาะงานสำเร็จเท่านั้นมัคคุเทศก์แห่งซู ผู้เป็นเจ้าบ้านก็จะได้แนะนำให้ อาคันตุกะแปลกหน้าจากอนาคตได้รู้จักจิตวิญญาณของซานซิงตุย ในห้องสุดท้ายของอาคารแรกนั่นเอง

ที่ตั้ง

Image result for ที่ตั้งมณฑลเหอหนาน

พิพิธภัณฑ์มณฑลเหอหนาน ตั้งอยู่กลางเมืองเจิ้งโจวซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลทาง ภาคกลางของสาธารณะรัฐประชาจีน

พิพิธภัณฑ์มณฑลเหอหนาน เป็นอาคารรูปพีระมิดแบ่งการจัดแสดงเป็นสี่ชั้นชั้นแรกไล่ไปถึงชั้นสองแสดงงานตั้งแต่สมัยซางมาจนถึงสมัยก่อนฉินมีทั้งงานสัมฤทธิ์งานปั้นงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปจนถึงแบบจำลองเมืองเก่าและห้องสำหรับการแสดงพิเศษชั้นสามเป็นห้องหยกรวมไปถึงชุดหยกที่ศพสวมใส่ก่อนบรรจุลงสุดสามด้วยและยังมีห้องศิลปะการเขียนตัวหนังสือและห้องงานสัมฤทธิ์ของแขวนเว้ยชั้นสี่ก็จะเป็นส่วนของดาราศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์โบราณที่เกี่ยวเนื่องกันการจัดแสงก็จะอยู่ในระดับมาตรฐานและมีปัญญาภาษาอังกฤษค่อนข้างครบถ้วนยกเว้นชั้นบนสุดที่จะเป็นในส่วนของดาราศาสตร์ บัตรราคา 20 หยวน

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์

รถประจำทางสาย 39 วิ่งจากสถานีรถไฟผ่านด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มณฑลหูหนาน
การเดินทางไปเมืองเจิ้งโจว

ด้วยรถไฟเมือง เจิ้งโจว ก็คือชุมทางรถไฟดังนั้นรถไฟจากเมืองใหญ่แทบทุกแห่งในประเทศจีนล้วนมุ่งหน้ามาที่เจิงโจเชลขบวนจากปักกิ่งเซี่ยงไฮ้ไท่หยวน ฉางชา

รถประจำทางเจิ้งโจว ตั้งอยู่ตรงกลางดังนั้นนอกจากรถในมณฑลเดียวกันแล้วยังเชื่อมต่อกับ รายมณฑลโดยรถประจำทางเช่นซีอาน หวู่ฮ่าน ปักกิ่ง

พิพิธภัณฑ์มณฑลหอหนาน

Related image

เรามักมองแผ่นดินผืนใหญ่ที่ตั้งขนาดอยู่ทั้งสองข้างดินแดนสุวรรณภูมิเช่นชุมพูทวีปและแผ่นดินกลางอย่างผู้ที่มีอดีตอันรุ่มรวยและอารยธรรมสูงส่งเสมอหลังจากได้เคยเดินทางไปถึงแม่น้ำยามูนาคงคาและพรหมบุตรเราใช้เวลาอีกนานถึงสามปีกว่าจะดันโดนมาถึงต้นกำเนิดอีกแห่งอย่างแม่น้ำหวงเหอหรือแม่น้ำเหลืองแม่น้ำที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชนชาติจีนอย่างแท้จริง

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่พื้นที่ที่เรียกขานกันว่ามณฑลหูหนานหรือดินแดนทางใต้ของแม่น้ำนั้นถือเป็นหัวใจของแผ่นดินกลางมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มเลยทีเดียวโดยเฉพาะเมื่ออารยธรรมเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงยุคสมัยแห่งราชวงศ์และการจดบันทึกอย่างเป็นทางการ เรามาถึงเหอหนาน เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนพอดีหลังจากข้ามแดนมาจากไทยและลาวเพิ่งมีโอกาสได้มาสัมผัสศูนย์กลางความรุ่งเรืองนานนับ 1000 ปีของแผ่นดินกลางเป็นครั้งแรกเมื่อได้พบร่องรอยต่างๆของผู้เจริญแล้วแห่งแม่น้ำเหลืองย้อนหลังไปไกลถึง 4000 ปี

มีเรื่องเล่าประปาของจีนโบราณกล่าวถึงการเคยมีปรากฏมีอาณาจักรแห่งหนึ่งนามเซี่ย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลืองมาตั้งแต่ 4000 ปีที่ผ่านมาต่างจากสังคมสมัยโบราณก่อนหน้านี้เซียร์ปกครองอย่างเคร่งครัดและซับซ้อนขึ้นมีการถือครองทรัพย์สินส่วนต่างๆโดยมีกฎเกณฑ์และการลงโทษเป็นกรอบบังคับความเรียบร้อยของสังคมผู้ปกครองสืบทอดอำนาจโดยสายเลือดนำไปสู่สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในวัฒนธรรมแผ่นดินกลางนั้นคือสังคมการปกครองแบบราชวงศ์

เค้าความจริงที่สนับสนุนตำนานนี้เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อเมืองหย่านซือ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากนครหลวงในสมัยต่อมาอย่างเจิ้งโจวหรือลั่วหยาง เมื่อมีการค้นพบสุสานเครื่องสัมฤทธิ์และพระราชวังที่การตรวจสอบบ่งบอกว่ามีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึง 4000 ปีซึ่งตรงตรงเป็นอย่างมากกับสิ่งที่ตำนานในบรรยายไว้แปลว่าไม่พบหลักฐานที่เป็นไรรักสอนร่วมสมัยเดียวกันแต่ก็บ่งบอกถึงการเชื่อมโยงกับอาณาจักรเซี่ย แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้รู้ว่า 4000 ปีที่แล้วได้มีราชวงศ์และอารยธรรมอันรุ่งเรืองของหนึ่งเกิดขึ้นเราในอนาบริเวณลุ่มน้ำเหลืองแห่งนี้

ร่องรอยเหล่านี้นอกจากจะบอกถึงความเป็นมาในการเข้ายุคสมัยการปกครองแบบราชวงศ์แล้วยังแสดงให้เห็นว่าการบูชาเส้นไหว้บรรพบุรุษนั้นอย่างรากลึกอยู่ในสังคมจีนมานาน 100,000 นานแม้เมื่อมาถึงสมัยที่การแสดงออกทางวัฒนธรรมกลายเป็นความผิดมหันต์อย่างยกเมื่อ 50 ปีที่แล้วชาวจีนสูญเสียความต่อเนื่องทางศาสนาและความเชื่อที่มีมาเป็น 1000 1000 ปีแต่วัฒนธรรมการเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็ยังไม่อาจลบล้างไปจากวิญญาณลึกลึกของพวกเขาได้อยู่ดี

ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์มณฑลหนิงเซี่ย

Image result for ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์มณฑลหนิงเซี่ย

ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าของเมืองหยินชวน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน

พิพิธภัณฑ์มณฑลหนิงเซี่ย ตั้งอยู่ในวัดโบราณห้องจัดแสดงอยู่ตามระเบียบที่รอมรอบลานโดยมีเจดีย์แบบจีบตั้งอยู่ตรงกลางสามารถปีนขึ้นไปชมวิวบนนั้นได้แม้ว่าบันไดจ๊ะชาล LINE แคปมาส่วนเรื่องราวที่จัดมีสามส่วนคือส่วนเล่าเรื่องยุคหินใหม่ผ่านภาพสลักบนแผ่นหินที่ค้นพบบริเวณใกล้เคียงต่อมาเป็นห้องแสดงวัฒนธรรมชาวอิสลามลาที่จัดได้มาตรฐานที่สุดก็คือห้องแสดงวัฒนธรรมและประวัติความเป็นมาของราชวงศ์ซีเซี่ย การจัดแสดงใช้ได้เป็นสนส่วนมีคำบรรยายภาษาอังกฤษบ้างเนื่องจากมีคนเค้าชมน้อยมากเจ้านาทีเลยเปิดปิดห้องตามอารมจึงต้องคอยถามเพื่อความแน่ใจว่าเราไม่ได้พลาดอะไรไปบัตรราคา 22 หยวน

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์

รถประจำทางสายหนึ่งวิ่งจากสถานีไฟไปบขส. เก่าซึ่งอยู่กลางย่านเมืองเก่าระหว่างทางที่รถวิ่งไปบนถนนเจี๋ยฟาง เส้นหลักของเมืองวิ่งผ่านสี่แยกที่ตัดกับถนนจินหนิง หนานเจี๋ย หรือถนนจินหนิงใต้ จากเสียทีเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 500 เมตรจะเห็นวัดเชิงเถียนหรือพิพิธภัณฑ์มณฑลหนิงเซี่ย อยู่ทางขวามือรึหาที่พักอยู่ในย่านเมืองเก่าอยู่แล้วก็สามารถเดินมาที่พิพิธภัณฑ์ได้เลย

การเดินทางไปเมืองหยินชวน รถไฟเมืองหญิงชวนจะตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างเมืองหลักอย่างหลานโจวและโฮฮอต

รถประจำทาง

ภายในมณฑลเดียวกันจะมีรถวิ่งสม่ำเสมอเนื่องจากเพราะหนิงเซี่ย มีขนาดเล็กมากส่วนตัวที่มีการวิ่งระหว่างมณฑลนั้นโดยปกติจะวิ่งไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อนบ้านเป็นหลักหรือก็คือหลานโจว ซีอาน และโฮฮอต

พิพิธภัณฑ์มณฑลหนิงเซี่ย

Image result for พิพิธภัณฑ์มณฑลหนิงเซี่ย

แม่เรื่องเล่าและบันทึกเกี่ยวกับชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือของแผ่นดินกลางจะค่อนข้างลึกลับปรากฏการณ์มีร่องรอยหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันมีมากโดยเฉพาะจากความใส่ใจของผู้คนในเขตกำแพงหมื่นลี้ อีกทั้งสิ่งที่หลงเหลือยังขาดวิ่นและกระท่อนกระแท่นอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องเล่าขานของชนชาติที่สละเสรีเหล่านี้จะปราศจากความน่าสนใจทันทีที่บัณฑิตจากแดนตายได้ก้าวเท้าผ่านเขตกำแพงฉางเฉิงออกไปสู่ดินแดนอันห่างไกลทางเหนือ ความหวังว่างก็เข้ามาห้อมล้อมเขาทันทีแม้ขายครึ่งแต่ก็แตกต่างจากการเดินทางออกนอกด่านไปทางภาคตะวันตกเมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ อากาศร้อนเลนส์ได้กลายเป็นหนาวเยอะเยอะแทนและในเวลาเช่นนี้เองที่เมืองหยินชวน ได้มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะเช่นเรา

ที่นี่ที่ที่ยังคงเต็มไปด้วยข้อสันนิษฐานมากมายซึ่งไม่อาจอธิบายได้อย่างกระจ่างชัดรู้แต่เพียงว่ามันเป็นดินแดนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชนชาวเร่ร่อนอย่างแท้จริง เมื่อรักท่าทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคโบราณมาจนถึงปัจจุบันล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงเรื่องเดียวกันเรื่องราวของนักเดินทางผู้เป็นบรรพบุรุษแห่งแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่อยู่เสมอมา

บรรพบุรุษของชนชาวได้ร้อนทางเหนือเหล่านี้ไม่มีผู้ใดทราบถึงชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาที่รู้ก็เพียงเรื่องราวที่ปะติดปะต่อเอาจากกล้องลึกและรอยรักที่วัดเอาไว้บนแผ่นหินที่เห่อหลานซาน และบริเวณโดยรอบของมณฑลหนิงเซี่ย รวมทั้งชิ้นส่วนที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ในตัวเมืองร่องรอยเหล่านี้สนับสนุนให้เชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่คนเถื่อนอย่างแน่นอนเมื่อเขาไม่เพียงรู้จักแต่ล่าสัตว์แต่ยังก้าวหน้าถึงขั้นเลี้ยงสัตว์มีเสื้อผ้าสวมใส่และมีพัฒนาการทางศิลปะรู้จักการจดบันทึกซึ่งหมายถึงการเริ่มมีภาษาเขียนขั้นพื้นฐานเป็นของตัวเองและที่สำคัญสันนิษฐานว่าได้มีการนับถือเทพเจ้าในสังคมด้วยซึ่งความเชื่ออันนี้พัฒนาไปสู่การประกอบพิธีกรรมอย่างง่ายง่ายที่ปรากฏออกมาในสภาพสักบางส่วนเช่นภาพฝ่ามือและใบหน้าคน

พิพิธภัณฑ์มองโกเลียใน

Image result for พิพิธภัณฑ์มองโกเลียใน

ตั้งอยู่ในสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ภายในจะแบ่งเป็นสามชั้นจัดแสดงเป็นสัดส่วนเริ่มจากชั้นแรกเป็นห้องไดโนเสาร์และพวกฟอร์ดซิวห้องแสดงสัตว์ stuff และพืชพันธุ์ที่เติบโตในเขตทุ่งหญ้าของมองโกเลียในห้องราคาและคุณค่าของถ่านหินห้องแสดงความก้าวหน้าทางอวกาศศึกษาส่วนชั้นสองแสดงถึงยุคเริ่มต้นอารยธรรมห้องแสดงชนชั้นชาติต่างๆในพื้นที่ห้องมองโกเลียและเจงกิสข่าน ส่วนชั้นสามแสดงเรื่องสภาพชุมชนและเครื่องรางใช้ไม้สอยโบราณห้องเกี่ยวกับหมาโดยเฉพาะห้องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเครื่องดนตรีและสุดท้ายเป็นห้องแสดงงานแกะสลักหินเราเรื่องที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณการจัดแสดงถือว่าได้มาตรฐานดีมากไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารเองหรือการจัดแสงเสียงภายในพร้อมทั้งคำบรรยายภาษาอังกฤษครบถ้วนเรียบร้อยบัตรราคา 20 หยวน

ส่วนการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์รถประจำทางสายสองวิ่งจากสถานีรถไฟผ่านหน้าพิพิธภัณฑ์การเดินทางไปเมืองโฮฮอต รถไฟหอหอจะอยู่ใกล้กับปักกิ่งแค่คืนเดียวโดยรถไฟและเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งดังนั้นจึงมีรถไฟหลายสายเช่นขบวนจากปักกิ่งหลานโจว หยินชวน ซีอาน เฉิงตูและกวางโจว

รถประจำทาง

นอกจากรถที่วิ่งภายในมณฑลเดียวกันแล้วโฮฮอตเชื่อมต่อกับมณฑลใกล้เคียงด้วยรถประจำทางที่วิ่งไปไกลถึงหยินชวน และปักกิ่งเป็นหลัก

พิพิธภัณฑ์มองโกเลียใน

Image result for พิพิธภัณฑ์มองโกเลียใน

เรามาถึงเมืองโฮฮ็อต เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงปลายเดือนพฤศจิกายนเข้าไปแล้วขอตัวดุมเดินไปบนถนนซินหัวต้าเจี๋ยรอบรอบข้างช่างดูแห้งแล้งและหนาวเย็นต้นไม้ที่ยืนขนาบทั้งสองฟากคงเหลือแต่เพียงกิ่งก้านอันเดียวดายลมที่กรรโชกผ่านเมืองสีฟ้าทั้งรุ่นแรงและหนาวยะเยือกเสื้อผ้าหมวกขนแกะและหนวดเขารุงรังของคนพเนจรไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนักแต่ถนนที่ทอดลงไปตามผังเมืองแบบใหม่สายนี้ช่างดูเฉยชาไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียเลยเราได้แต่เดินตามทางไปเรื่อยเรื่อยอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวฤดูหนาวที่นี่เย็นเยอะเยอะอย่างยุติธรรมไม่ว่าจะต่อเจ้าบ้านที่คุ้นเคยกับความหนาวเย็นอยู่แล้วหรือกลับอาคันตุกะที่มาจากเมืองร้อนอันห่างไกลก็ตาม

เราเดินไปบนถนนอย่างใจเย็นด้วยความตั้งใจว่าจะมาตามหาวิญญาณของเมืองสีฟ้า รอนแรมมาหาตั้มหนทางที่ยอกย้อนเลี้ยวรถไปตามแม่น้ำทะเลทรายและภูเขาสูงในที่สุดเราก็มาถึงทุ่งหญ้ากว้างทางเหนือ

เน่ยเหมิงกู่ โบ่วู่ก่วน หรือพิพิธภัณฑ์มองโกเลียในเป็นสถานที่ซึ่งพิทักษ์รักษาวิญญาณแห่งทุ่งยาวไว้หนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่มาถึงปัจจุบันตรงที่ถนนซินหัวตาเสียมาบรรจบกับถนนจงซานก็คือพิกัดที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์มองโกเลียในที่เราตั้งใจจะมาเยือนแต่แล้วคล้ายกับว่าโชคชะตาจะต้องการตอกย้ำเรื่องความเปลี่ยนแปลงให้เราได้รู้อาคารผู้พิทักษ์สมบัติล้ำค่าแห่งนี้จึงถูกปิดทิ้งร้างมองเห็นเพียงเส้นบางบางของใยแมงมุมไปไหวไปตามแรงลมและเสียงแกรกกรากของใบไม้แห้งที่กำลังล้อเล่นกับพื้นคอนกรีตด้านหน้าประตูทางเข้าเราเกือบจะถอดใจเมื่อไม่รู้จะสื่อสารกับใครให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่พยายามมองหาภาษาที่อ่านออกพยายามทำคนที่เดินผ่านไปมาแต่ก็ไม่ได้ผลรู้แค่เพียงว่าปิดเท่านั้น

เดินคอตกมาด้านข้างอาคาร พยายามชะลอชะแง้เข้าไปในรั้วประตูเหล็กที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยใครเป็นทางส่งของด้านหลังหักข้างหน้าดูเงียบเหงาแล้วข้างหลังยิ่งถูกทิ้งร้างมากกว่าเสียอีกก่อนที่จะยอมแพ้เราตัดสินใจผลักประตูบุกรุกเข้าไปและมุ่งตรงไปที่ทางออกพนักงานของธนาคารข้างข้างเพื่อร้องขอร่องรอยแม้เพียงเล็กน้อย

ที่ตั้ง

พิพิธพันธ์มองโกเลียในตั้งอยู่รอบนอกของเมืองโหฮอตเมืองหลวงของมณฑลมองโกเลียในภาคเหนือของจีน